สถานการณ์ความเคลื่อนไหวแรงงานไทยประจำวันที่ 7 - 13 มิถุนายน 2552
เร่งรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์ เมืองกาญจน์ลุย-ผู้ว่าฯชี้กำลังระบาดหนัก
เว็บไซต์ข่าวสด (7 มิถุนายน 2552) - นายเริงศักดิ์ มหาวินิจฉัยมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เปิดเผยว่า ปัจจุบันการค้ามนุษย์มิได้จำกัดแต่เฉพาะหญิงและเด็ก ยังคงเป็นปัญหาที่สังคมตระหนักและเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง และการกระทำด้วยวิธีการที่หลากหลายมากขึ้น เช่น การนำบุคคลเข้ามาค้าประเวณีในราชอาณาจักร หรือส่งไปค้านอกราชอาณาจักร บังคับใช้แรงงาน บริการหรือขอทาน บังคับตัดอวัยวะเพื่อการค้าหรือการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ
เว็บไซต์ข่าวสด (7 มิถุนายน 2552) - นายเริงศักดิ์ มหาวินิจฉัยมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เปิดเผยว่า ปัจจุบันการค้ามนุษย์มิได้จำกัดแต่เฉพาะหญิงและเด็ก ยังคงเป็นปัญหาที่สังคมตระหนักและเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง และการกระทำด้วยวิธีการที่หลากหลายมากขึ้น เช่น การนำบุคคลเข้ามาค้าประเวณีในราชอาณาจักร หรือส่งไปค้านอกราชอาณาจักร บังคับใช้แรงงาน บริการหรือขอทาน บังคับตัดอวัยวะเพื่อการค้าหรือการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ
นายเริงศักดิ์ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากปัญหานี้อย่างมากและทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติใช้ประเทศไทยเป็นแหล่งแสวงหาผลประโยชน์จำนวนมหาศาลจากการค้ามนุษย์ ปัญหาที่เกิดขึ้นเหล่านี้มิได้มีผลกระทบต่อประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงประเทศเดียวแต่มีผลกระทบอย่างกว้างขวางทั้งระดับภูมิภาค และระหว่างประเทศ จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกประเทศจะต้องช่วยกันแก้ไขปัญหานี้
"รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับปัญหาการค้ามนุษย์ โดยลงนามในอนุสัญญาสหประชาชาติเพื่ออาชญากรรมข้ามชาติ และพิธีการเพื่อป้องกัน ปราบปราม และลงโทษการค้ามนุษย์ และประกาศใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 โดยให้มีศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์แห่งชาติทุกจังหวัด" พ่อเมืองกาญจน์กล่าวและว่า สำหรับประธานศูนย์ ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งองค์กรเอกชนร่วมเป็นคณะกรรมการ ทำหน้าที่ขับเคลื่อนดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ภายในแต่ละจังหวัด และประกาศให้วันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์
ต้นกล้าอาชีพยื้อเลิกจ้าง 15,000 คน
เว็บไซต์เดลินิวส์ (8 มิถุนายน 2552) - รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ในวันที่ 8 มิ.ย.นี้ บรรดาภาคเอกชนในกลุ่มธุรกิจยานยนต์ ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ กว่า 80 บริษัท จะรวมลงนามในบันทึกข้อตกลงกับโครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงาน เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมชน หรือโครงการต้นกล้าอาชีพ เพื่อเข้าร่วมโครงการฝึกอบรมอาชีพให้กับพนักงานเพื่อชะลอการเลิกจ้างแรงงาน เชื่อว่า จะทำให้มีการจ้างงานต่ออีกประมาณ 15,000 คน ซึ่งถือว่าเป็นการลงนามกันอย่างเป็นทางการเป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่โครงการต้นกล้าอาชีพได้ร่วมลงนามกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไปแล้ว โดยใช้เงินกว่า 200 ล้านบาท ช่วยชะลอการเลิกจ้างแรงงานได้กว่า 20,000 คน
เว็บไซต์เดลินิวส์ (8 มิถุนายน 2552) - รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ในวันที่ 8 มิ.ย.นี้ บรรดาภาคเอกชนในกลุ่มธุรกิจยานยนต์ ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ กว่า 80 บริษัท จะรวมลงนามในบันทึกข้อตกลงกับโครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงาน เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมชน หรือโครงการต้นกล้าอาชีพ เพื่อเข้าร่วมโครงการฝึกอบรมอาชีพให้กับพนักงานเพื่อชะลอการเลิกจ้างแรงงาน เชื่อว่า จะทำให้มีการจ้างงานต่ออีกประมาณ 15,000 คน ซึ่งถือว่าเป็นการลงนามกันอย่างเป็นทางการเป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่โครงการต้นกล้าอาชีพได้ร่วมลงนามกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไปแล้ว โดยใช้เงินกว่า 200 ล้านบาท ช่วยชะลอการเลิกจ้างแรงงานได้กว่า 20,000 คน
ทั้งนี้ล่าสุดมีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมโครง การต้นกล้าอาชีพแล้ว กว่า 2 แสนคน โดยในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา สามารถฝึกอบรมอาชีพได้แล้ว กว่า 70,000 คน คาดว่า เดือน มิ.ย.นี้ จะมีผู้ผ่านการฝึกอบรมอาชีพเพิ่มอีกกว่า 40,000 คน ส่วนโครงการต้นกล้าอาชีพ ที่จัดทำขึ้นเพื่อชะลอการเลิกจ้างงาน สามารถชะลอการเลิกจ้างได้แล้วกว่า 50,000 อัตรา ถือว่าโครงการคืบหน้าไปมาก เพราะช่วยลดการว่างงาน และชะลอการเลิกจ้างงานได้มากกว่า 120,000 คน.
แนะรัฐบาลหนุนงบสหกิจศึกษาชี้ผลิตบัณฑิตตรงตลาดแรงงาน
เว็บไซต์คมชัดลึก (8 มิถุนายน 2552) - ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายกสมาคมสหกิจศึกษา กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "สหกิจศึกษา : ในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจปัจจุบัน และในอนาคต" ในงานวันสหกิจศึกษาไทยครั้งที่ 1 เมื่อเร็วๆ นี้ว่า ในแผนพัฒนาอุดมศึกษาระยะยาว 15 ปี มีเรื่องสำคัญอยู่หลายเรื่อง ทั้งการสร้างโอกาส ขยายโอกาสการเข้าถึงการศึกษาในระดับอุดมศึกษาให้ทั่วถึง อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาได้ติดตามผลผลิตบัณฑิตที่จบแล้ว พบว่าได้บัณฑิตที่คุณภาพยังไม่ตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน ไม่สามารถปฏิบัติงานได้จริง นำมาสู่ความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษาและผู้ประกอบการในการเป็นหุ้นส่วนพัฒนาคุณภาพบัณฑิตในรูปแบบสหกิจศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมให้บัณฑิตที่จบออกมาทำงานได้ทันที ภายใต้ความร่วมมือ 3 ภาคีหลัก ได้แก่ รัฐบาล สถานศึกษา และสถานประกอบการ
เว็บไซต์คมชัดลึก (8 มิถุนายน 2552) - ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายกสมาคมสหกิจศึกษา กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "สหกิจศึกษา : ในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจปัจจุบัน และในอนาคต" ในงานวันสหกิจศึกษาไทยครั้งที่ 1 เมื่อเร็วๆ นี้ว่า ในแผนพัฒนาอุดมศึกษาระยะยาว 15 ปี มีเรื่องสำคัญอยู่หลายเรื่อง ทั้งการสร้างโอกาส ขยายโอกาสการเข้าถึงการศึกษาในระดับอุดมศึกษาให้ทั่วถึง อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาได้ติดตามผลผลิตบัณฑิตที่จบแล้ว พบว่าได้บัณฑิตที่คุณภาพยังไม่ตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน ไม่สามารถปฏิบัติงานได้จริง นำมาสู่ความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษาและผู้ประกอบการในการเป็นหุ้นส่วนพัฒนาคุณภาพบัณฑิตในรูปแบบสหกิจศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมให้บัณฑิตที่จบออกมาทำงานได้ทันที ภายใต้ความร่วมมือ 3 ภาคีหลัก ได้แก่ รัฐบาล สถานศึกษา และสถานประกอบการ
"สิ่งที่รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ต้องเน้นเป็นพิเศษในการปฏิรูปการศึกษารอบ 2 คือเน้นผลิตบัณฑิตให้ตรงตามความต้องการของตลาด เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ดังนั้น สหกิจศึกษาจึงมีความสำคัญมากในการพัฒนาอาชีพและพัฒนาคน ฝึกคนที่จะเป็นบัณฑิตให้รู้จักทำงานก่อนจะจบ และทำงานได้ทันทีที่เรียนจบ สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการ" ศ.ดร.วิจิตร กล่าว
ศ.ดร.วิจิตร กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันโครงการสหกิจศึกษามีหุ้นส่วนในรูปของเครือข่ายทั้งอุดมศึกษา ผู้ประกอบการ โดยรัฐบาลได้สนับสนุนงบประมาณตั้งแต่ปี 2551 อย่างไรก็ตาม ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทำให้หลายฝ่ายห่วงว่าอาจจะมีผลกระทบเหมือนปี 2540 นั้น คิดว่าเป็นภาวะชั่วคราว แต่การผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพเพื่อเป็นปัจจัยหลักในการพัฒนาประเทศคงต้องดำเนินการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและให้ได้ผลดีที่สุด เมื่อสหกิจศึกษา เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาบัณฑิตให้มีคุณภาพ ดังนั้น ทุกฝ่ายต้องทำให้ได้ผลดีที่สุด ปรับวิกฤติให้เป็นโอกาสเพื่อให้ได้บัณฑิตที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาดเพื่อเป็นปัจจัยในการพัฒนาประเทศ ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลต้องให้ความสำคัญและสนับสนุนในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้สหกิจศึกษาเกิดความยั่งยืน
กรมส่งเสริมฯจับมือแรงงาน พัฒนาทักษะอาชีพเกษตกร
แนวหน้า (8 มิถุนายน 2552) - นายอรรถ อินทลักษณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน ได้ร่วมกันจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการพัฒนาฝีมือแรงงานให้แก่เกษตรกร เพื่อร่วมกันพัฒนาฝีมือแรงงานให้แก่เกษตรกรได้มีทักษะในการประกอบอาชีพการเกษตร โดยน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ควบคู่กันด้วย
แนวหน้า (8 มิถุนายน 2552) - นายอรรถ อินทลักษณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน ได้ร่วมกันจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการพัฒนาฝีมือแรงงานให้แก่เกษตรกร เพื่อร่วมกันพัฒนาฝีมือแรงงานให้แก่เกษตรกรได้มีทักษะในการประกอบอาชีพการเกษตร โดยน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ควบคู่กันด้วย
ทั้งนี้จากวิกฤตทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ทำให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมของไทยเปิดปัญหาปิดกิจการ ทำให้เกิดปัญหาว่างงาน ซึ่งแรงงานส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่จะกลับสู่บ้านเกิดอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกัน ปัญหาการว่างงานอาจส่งผลกระทบต่อสังคมและความมั่นคงของประเทศ ทาง กรมส่งเสริมการเกษตรและกรมพัฒนาฝีมือแรงงานจึงได้ร่วมกันทำบันทึกข้อตกลงถึงความร่วมมือในการพัฒนาและฝึกทักษะวิชาชีพแก่เกษตรกร ทั่วประเทศ
สำหรับข้อตกลงที่ได้ร่วมกันกับทางกรมพัฒนาฝีมือแรงงานนั้นว่าด้วยการสนับสนุน ส่งเสริมการฝึกอบรมวิชาชีพให้แก่เกษตรกร รวมทั้งมาตรการต่าง ๆ ในการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน ร่วมมือในการพัฒนาฝีมือแรงงานทั้งในด้านหลักสูตร วิทยากร รวมไปถึงวัสดุอุปกรณ์ในการฝึกและสถานที่ฝึกร่วมกัน พร้อมทั้งร่วมมือประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวข้อง
“การส่งเสริมอาชีพและฝึกทักษะการเกษตรในครั้งนี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นการเสริมสร้างความรู้แก่ผู้ที่ว่างงาน เป็นการสร้างรายได้แก่ตนเอง ครอบครัวและชุมชนอย่างยั่งยืนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง” นายอรรถ กล่าว
สวัสดิการฯอ่างทองเอาจริงใช้แรงงานเด็กส่งเจ้าหน้าที่ดูแลใกล้ชิด-เตือนอย่าทำผิด
เดลินิวส์ (8 มิถุนายน 2552) - นางศิราภรณ์ บุญเรือง สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดอ่างทอง เปิดเผยว่า จากกรณีที่พบว่ามี เด็กชาย อายุ 15 ปี กับ อายุ 11 ขวบ ซึ่งเด็กทั้งสองคนมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดอุดรธานี ได้ถูกนายทุนไปจ้างให้มาทำงานเลี้ยงเป็ดที่บริเวณทุ่งนาในจังหวัดอ่างทอง โดยให้ทำงานอย่างหนักจนเกินกำลังเด็ก และยังไม่ได้รับค่าแรงตามที่ได้ตกลงกัน จึงได้หลบหนีออกมาจากทุ่งนาที่เลี้ยงเป็ด เพื่อจะเดินทางกลับบ้านที่จังหวัดอุดรธานี เนื่องจากทนการทำงานเกินกว่ากำลังของเด็กไม่ไหว กระทั่งมีชาวบ้านพบเข้า และได้ให้การช่วยเหลือนำส่งเจ้าหน้าที่
เดลินิวส์ (8 มิถุนายน 2552) - นางศิราภรณ์ บุญเรือง สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดอ่างทอง เปิดเผยว่า จากกรณีที่พบว่ามี เด็กชาย อายุ 15 ปี กับ อายุ 11 ขวบ ซึ่งเด็กทั้งสองคนมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดอุดรธานี ได้ถูกนายทุนไปจ้างให้มาทำงานเลี้ยงเป็ดที่บริเวณทุ่งนาในจังหวัดอ่างทอง โดยให้ทำงานอย่างหนักจนเกินกำลังเด็ก และยังไม่ได้รับค่าแรงตามที่ได้ตกลงกัน จึงได้หลบหนีออกมาจากทุ่งนาที่เลี้ยงเป็ด เพื่อจะเดินทางกลับบ้านที่จังหวัดอุดรธานี เนื่องจากทนการทำงานเกินกว่ากำลังของเด็กไม่ไหว กระทั่งมีชาวบ้านพบเข้า และได้ให้การช่วยเหลือนำส่งเจ้าหน้าที่
สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดอ่างทอง เปิดเผยเพิ่มเติมว่า หลังจากได้รับการร้องเรียน จึงได้มอบหมายให้นางนนทลี วงษ์เคี่ยม ตำแหน่งนักวิชาการแรงงานชำนาญการ และนายบรรพต โพธิ์นุต ตำแหน่งนิติกรชำนาญการ พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่จากสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดอ่างทอง เดินทางเข้าไปติดตามดูแลแรงงานเด็กทั้งสอง ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่จากสำนักงานพัฒนาสังคมฯ ได้นำตัวแรงงานเด็กทั้งสองเข้ารับการตรวจเช็กร่างกายที่โรงพยาบาลอ่างทอง เนื่องจากพบบาดแผลและร่องรอยการถูกยุงกัดจนเกิดแผลตามร่างกาย
นางศิราภรณ์ เปิดเผยเพิ่มเติมอีกด้วยว่า จากการสอบถามเบื้องต้นทราบว่าเด็กชายทั้งสองคน มาทำงานตั้งแต่ช่วงปีใหม่ โดยนายจ้างเป็นผู้ไปรับจากบ้านเกิด แจ้งว่าจะจ่ายค่าจ้างให้เดือนละ 3,500 บาท และตั้งแต่เริ่มทำงานมา นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้บ้างครั้งละ 100-200 บาท จึงได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามตัวนายจ้างมาดำเนินคดีในข้อหาใช้แรงงานเด็ก ซึ่งมีโทษปรับและจำคุก จึงขอเตือนนายจ้างที่ยังใช้ แรงงานเด็กขอให้เลิกโดยเด็ดขาด ตั้งแต่นี้ต่อไป ทางสวัสดิการฯ จะส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจตามสถานประกอบการที่ส่อเค้าว่าอาจจะมีแรงงานเด็ก ซึ่งถ้าตรวจพบจะดำเนินคดีตามกฎหมายทุกรายอย่างเด็ดขาดต่อไป
ปธ.อุตฯตากชี้"ตีทะเบียน"ต่างด้าว "รอบใหม่"สกัดแรงงานเถื่อนไม่ได้
เว็บไซต์มติชน (8 มิถุนายน 2552) - นายชัยยุทธิ เสณีตันติกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตาก กล่าวถึงการประกาศขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวรอบใหม่ หลังจากแรงงานเก่าหมดอายุการทำงานในวันที่ 30 มิถุนายน 2552 โดยจะให้แรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ คือ พม่า ลาว และกัมพูชา ที่อยู่ในประเทศไทยไปขึ้นทะเบียนนั้นไม่มีปัญหาใดๆ ขณะที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงสกัดกั้นไม่ให้แรงงานที่เข้ามาใหม่นั้น สามารถทำได้บางส่วนเท่านั้น ไม่สามารถป้องกันแรงงานที่เข้ามาใหม่ได้ เพราะเป็นความต้องการของสถานประกอบการ โดยแรงงานต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียนแรงงานไว้ในประเทศไทย 3 สัญชาตินั้น มีกว่า 300,000 คน
เว็บไซต์มติชน (8 มิถุนายน 2552) - นายชัยยุทธิ เสณีตันติกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตาก กล่าวถึงการประกาศขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวรอบใหม่ หลังจากแรงงานเก่าหมดอายุการทำงานในวันที่ 30 มิถุนายน 2552 โดยจะให้แรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ คือ พม่า ลาว และกัมพูชา ที่อยู่ในประเทศไทยไปขึ้นทะเบียนนั้นไม่มีปัญหาใดๆ ขณะที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงสกัดกั้นไม่ให้แรงงานที่เข้ามาใหม่นั้น สามารถทำได้บางส่วนเท่านั้น ไม่สามารถป้องกันแรงงานที่เข้ามาใหม่ได้ เพราะเป็นความต้องการของสถานประกอบการ โดยแรงงานต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียนแรงงานไว้ในประเทศไทย 3 สัญชาตินั้น มีกว่า 300,000 คน
แหล่งข่าวผู้ประกอบการแห่งหนึ่งใน อ.แม่สอด จ.ตาก ที่ใช้แรงงานต่างด้าว สัญชาติพม่า เปิดเผยว่า แม้ว่า รัฐบาลจะให้ขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวใหม่ โดยสามารถนำแรงงานเถื่อนที่มีอยู่ไปขึ้นทะเบียนแรงงานเพื่อพิสูจน์สัญชาติ และทำบัตรอนุญาตทำงานนั้น ไม่ได้แก้ปัญหาส่วยที่ต้องจ่ายให้กับหน่วยงาน เพราะแรงงานถูกหรือผิดกฎหมายยังคงถูกเรียกเก็บส่วย เพราะการไม่หยุดนิ่งของแรงงาน โดยมีการเข้า-ออก และพอมีคนใหม่เข้าไปทำงาน ต้องเป็นแรงงานเถื่อนอีก ซึ่งต้องจ่ายส่วยให้กับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่อยู่ดี จึงไม่มีประโยชน์อันใดที่จะนำแรงงานเถื่อนไปขึ้นทะเบียน
ต้นกล้าอาชีพสุดคึกคัก 80 บริษัทร่วมโครงการ
เว็บไซต์ไทยรัฐ (8 มิถุนายน 2552) - ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลบรรดาภาคเอกชนในกลุ่มธุรกิจยานยนต์ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์กว่า 80 บริษัท ได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงกับโครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงาน เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมชน หรือโครงการต้นกล้าอาชีพ เพื่อเข้าร่วมโครงการฝึกอบรมอาชีพให้กับพนักงานเพื่อชะลอการเลิกจ้างแรงงาน เชื่อว่าจะทำให้มีการจ้างงานต่ออีกประมาณ 15,000 คน ซึ่งถือว่าเป็นการลงนามกันอย่างเป็นทางการเป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่โครงการต้นกล้าอาชีพได้ร่วมลงนามกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไปแล้วโดยใช้เงินกว่า 200 ล้านบาท ช่วยชะลอการเลิกจ้างแรงงานได้กว่า 20,000 คน อย่างไรก็ตาม ล่าสุดมีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการต้นกล้าอาชีพแล้วกว่า 200,000 คน โดยในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาสามารถฝึกอบรมอาชีพได้แล้วกว่า 70,000 คน คาดว่าเดือน มิ.ย.นี้จะมีผู้ผ่านการฝึกอบรมอาชีพเพิ่มอีกกว่า 40,000 คน
เว็บไซต์ไทยรัฐ (8 มิถุนายน 2552) - ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลบรรดาภาคเอกชนในกลุ่มธุรกิจยานยนต์ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์กว่า 80 บริษัท ได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงกับโครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงาน เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมชน หรือโครงการต้นกล้าอาชีพ เพื่อเข้าร่วมโครงการฝึกอบรมอาชีพให้กับพนักงานเพื่อชะลอการเลิกจ้างแรงงาน เชื่อว่าจะทำให้มีการจ้างงานต่ออีกประมาณ 15,000 คน ซึ่งถือว่าเป็นการลงนามกันอย่างเป็นทางการเป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่โครงการต้นกล้าอาชีพได้ร่วมลงนามกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไปแล้วโดยใช้เงินกว่า 200 ล้านบาท ช่วยชะลอการเลิกจ้างแรงงานได้กว่า 20,000 คน อย่างไรก็ตาม ล่าสุดมีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการต้นกล้าอาชีพแล้วกว่า 200,000 คน โดยในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาสามารถฝึกอบรมอาชีพได้แล้วกว่า 70,000 คน คาดว่าเดือน มิ.ย.นี้จะมีผู้ผ่านการฝึกอบรมอาชีพเพิ่มอีกกว่า 40,000 คน
ประจานไทย ละเมิดสิทธิแรงงานข้ามชาติ สรส.ร้องร้องไอแอลโอ เตือน รบ.ไม่ปฎิบัติตามพันธะสัญญา
เว็บไซต์แนวหน้า (9 มิถุนายน 2552) - นายสาวิทย์ แก้วหวาน เลขาธิการสมาพันแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์(สรส.) ซึ่งอยู่ระหว่างการร่วมประชุมประจำปีขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือ ไอแอลโอ ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เปิดเผยว่า ตนได้ยื่นหนังสือถึงนางคลีโอพัตรา ดัมเบีย เฮนรี ผู้อำนวยการแผนกมาตรฐานแรงงานองค์การระหว่างประเทศ กรณีที่รัฐบาลไทยไม่ปฎิบัติตามพันธกรณีที่มีอยู่ตามอนุสัญญาฉบับที่ 19 ว่าด้วยการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม เรื่องเงินทดแทนกรณีอุบัติเหตุ
เว็บไซต์แนวหน้า (9 มิถุนายน 2552) - นายสาวิทย์ แก้วหวาน เลขาธิการสมาพันแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์(สรส.) ซึ่งอยู่ระหว่างการร่วมประชุมประจำปีขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือ ไอแอลโอ ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เปิดเผยว่า ตนได้ยื่นหนังสือถึงนางคลีโอพัตรา ดัมเบีย เฮนรี ผู้อำนวยการแผนกมาตรฐานแรงงานองค์การระหว่างประเทศ กรณีที่รัฐบาลไทยไม่ปฎิบัติตามพันธกรณีที่มีอยู่ตามอนุสัญญาฉบับที่ 19 ว่าด้วยการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม เรื่องเงินทดแทนกรณีอุบัติเหตุ
นายสาวิทย์ กล่าวว่า ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาฉบับนี้ไว้ตั้งแต่ปี 2511 แต่กลับปฏิเสธไม่ให้แรงงานข้ามชาติจากประเทศพม่า ซึ่งบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเนื่องจากการทำงานในประเทศไทยได้รับเงินทดแทน จากกองทุนเงินทดแทน สำนักงานประกันสังคม โดยอ้างเหตุผลบางประการ ส่งผลให้แรงงานข้ามชาติทั้งหมดถูกปฏิเสธสิทธิประโยชน์ในส่วนนี้
“นโยบายที่ขูดรีดประชาชนของรัฐบาลเผด็จการพม่าก่อให้เกิดสภาพแวดล้อมที่กดดันและภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ ทำให้มีแรงงานพม่านับล้านคนเข้ามาหางานทำในประเทศไทย แต่แรงงานเหล่านี้ตกอยู่ในสภาพไร้การคุ้มครองทางกฎหมายจากรัฐบาลไทย พวกเขาถูกซ้ำเติมจากนายจ้างและรัฐบาลไทย ดังนั้น ไอแอลโอควรโต้แย้งการกระทำของรัฐบาลไทยเพื่อผลักดันให้ปฎิบัติตามอนุสัญญาที่ให้สัตยาบันไว้”นายสาวิทย์กล่าว
เลขาธิการ สรส.กล่าวว่า ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกรณีของนางหนุ่ม ไหมแสง แรงงานข้ามชาติจากพม่าซึ่งประสบอุบัติเหตุจากการทำงานที่ จ.เชียงใหม่ โดยนางหนุ่มได้ต่อสู้เรียกร้องเงินทดแทนกรณีทุพพลภาพจากกองทุนเงินทดแทน สำนักงานประกันสังคม แต่กลับถูกปฏิเสธ แม้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะสรุปความเห็นแล้วว่าการปฏิเสธดังกล่าวเป็นการเลือกปฎิบัติและละเมิดต่อมาตรฐานสิทธิมนุษยชนก็ตาม นอกจากนี้กองทุนเงินทดแทนยังปฏิเสธกรณีร้องเรียนอื่นๆ ด้วย
จัดหางานพิจิตรเตือนไปทำงาน ตปท.ระวัง!โดนกดขี่แนะควรศึกษาสิทธิให้ดี
พิมพ์ไทย (9 มิถุนายน 2552) - นางหงส์ทอง ชิตพันธ์ รักษาราชการแทนจัดหางาน จ.พิจิตร เปิดเผยว่า กรมการจัดหางานขอเตือนคนไทย ที่จะไปทำงานต่างประเทศ โดยได้รับคำเตือนมาจากเอกอัครราชทูต ณ กรุงบูดาเปสต์ กรณี คนไทยที่เดินทางไปทำงานตำแหน่งพนักงานนวดสปา กับ นายจ้างในประเทศฮังการี ร้องเรียนว่า นายจ้างไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้าง โดยให้ทำงานสัปดาห์ละ 7 วัน วันละ 8 ช.ม. โดยไม่จ่ายค่าล่วงเวลาให้แต่อย่างใด รวมทั้ง นายจ้างไม่แจ้งให้คนงานทราบถึงสิทธิตามกฎหมาย ที่พึงจะได้รับเป็นการเอารัดเอาเปรียบลูกจ้างนวดไทยในฮังการี ซึ่ง เกิดขึ้นมาช้านานแล้ว โดยนายจ้างไม่ยอมให้วันหยุดตามสัญญา ทำงานตลอดทุกวัน ทำให้สุขภาพของลูกจ้างทรุดโทรม แถมไม่ยอมจ่ายค่าล่วงเวลาให้ โดยอ้างว่าพนักงานทำงานจริงๆ แค่วันละ 4 - 5 ช.ม. ที่เหลือเป็นการนั่งรอลูกค้า ดังนั้น กระทรวงแรงงาน จึงขอเตือนคนไทยที่จะไปทำงานในต่างแดน ขอให้พึงระมัดระวังเรื่องข้อตกลงให้ชัดเจน
พิมพ์ไทย (9 มิถุนายน 2552) - นางหงส์ทอง ชิตพันธ์ รักษาราชการแทนจัดหางาน จ.พิจิตร เปิดเผยว่า กรมการจัดหางานขอเตือนคนไทย ที่จะไปทำงานต่างประเทศ โดยได้รับคำเตือนมาจากเอกอัครราชทูต ณ กรุงบูดาเปสต์ กรณี คนไทยที่เดินทางไปทำงานตำแหน่งพนักงานนวดสปา กับ นายจ้างในประเทศฮังการี ร้องเรียนว่า นายจ้างไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้าง โดยให้ทำงานสัปดาห์ละ 7 วัน วันละ 8 ช.ม. โดยไม่จ่ายค่าล่วงเวลาให้แต่อย่างใด รวมทั้ง นายจ้างไม่แจ้งให้คนงานทราบถึงสิทธิตามกฎหมาย ที่พึงจะได้รับเป็นการเอารัดเอาเปรียบลูกจ้างนวดไทยในฮังการี ซึ่ง เกิดขึ้นมาช้านานแล้ว โดยนายจ้างไม่ยอมให้วันหยุดตามสัญญา ทำงานตลอดทุกวัน ทำให้สุขภาพของลูกจ้างทรุดโทรม แถมไม่ยอมจ่ายค่าล่วงเวลาให้ โดยอ้างว่าพนักงานทำงานจริงๆ แค่วันละ 4 - 5 ช.ม. ที่เหลือเป็นการนั่งรอลูกค้า ดังนั้น กระทรวงแรงงาน จึงขอเตือนคนไทยที่จะไปทำงานในต่างแดน ขอให้พึงระมัดระวังเรื่องข้อตกลงให้ชัดเจน
มข.จับมือกระทรวงแรงงาน-ไอแอลโอ ระดมสร้างกลไกแก้ไขปัญหาแรงงานเด็กทั่วประเทศ
เว็บไซต์ข่าวสด (9 มิถุนายน 2552) - ผู้สื่อข่าวรายงานว่ามหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) จับมือกระทรวงแรงงาน องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) สร้างระบบข้อมูลเฝ้าระวังและติดตามการแก้ไขปัญหาแรงงานเด็กในพื้นที่นำร่อง 6 จังหวัด หวังเป็นพื้นที่ตัวอย่างที่นำไปขยายผลทั่วประเทศ เชื่อหลังปี 2553 สถานการณ์แรงงานเด็กในไทยลดลง นายสมชาย ชุ่มรัตน์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เผยภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ "แนวทางการสร้างความร่วมมือและพัฒนาระบบข้อมูลการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การใช้แรงงานเด็กในประเทศไทย" ซึ่งจัดโดยสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น (RDI/มข.) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กระทรวงแรงงาน และ ILO ณ โรงแรมเรมแบรนท์ กรุงเทพฯ เมื่อไม่นานมานี้ว่า แม้ในปัจจุบันสถานการณ์การใช้แรงงานเด็กในประเทศไทย จะได้รับความสนใจแก้ไขปัญหาจนมีสภาพดีขึ้นอย่างมาก แต่ก็ยังมีเด็กต่ำกว่า 18 และ 15 ปี ยังต้องทำงานในรูปแบบที่ไม่เหมาะสมอยู่ในภูมิภาคต่างๆ ทั้งในภาคประมง ภาคเกษตร ทำงานบ้าน ร้านอาหาร สถานบันเทิงและในสถานประกอบการ
เว็บไซต์ข่าวสด (9 มิถุนายน 2552) - ผู้สื่อข่าวรายงานว่ามหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) จับมือกระทรวงแรงงาน องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) สร้างระบบข้อมูลเฝ้าระวังและติดตามการแก้ไขปัญหาแรงงานเด็กในพื้นที่นำร่อง 6 จังหวัด หวังเป็นพื้นที่ตัวอย่างที่นำไปขยายผลทั่วประเทศ เชื่อหลังปี 2553 สถานการณ์แรงงานเด็กในไทยลดลง นายสมชาย ชุ่มรัตน์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เผยภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ "แนวทางการสร้างความร่วมมือและพัฒนาระบบข้อมูลการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การใช้แรงงานเด็กในประเทศไทย" ซึ่งจัดโดยสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น (RDI/มข.) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กระทรวงแรงงาน และ ILO ณ โรงแรมเรมแบรนท์ กรุงเทพฯ เมื่อไม่นานมานี้ว่า แม้ในปัจจุบันสถานการณ์การใช้แรงงานเด็กในประเทศไทย จะได้รับความสนใจแก้ไขปัญหาจนมีสภาพดีขึ้นอย่างมาก แต่ก็ยังมีเด็กต่ำกว่า 18 และ 15 ปี ยังต้องทำงานในรูปแบบที่ไม่เหมาะสมอยู่ในภูมิภาคต่างๆ ทั้งในภาคประมง ภาคเกษตร ทำงานบ้าน ร้านอาหาร สถานบันเทิงและในสถานประกอบการ
จากการที่ประเทศไทยได้ลงนามในสัตยาบันตามอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 182 ว่าด้วยการขจัดปัญหาการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย ทำให้กระทรวงแรงงาน ILO และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมศึกษาและหาแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าวร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2546 และในช่วงปี 2549-2553 ทาง ILO ได้สนับสนุนงบประมาณผ่านโครงการการแก้ไขปัญหาแรงงานเด็กในประเทศไทย ในพื้นที่นำร่อง 6 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย ตาก สงขลา ปัตตานี สมุทรสาคร และอุดรธานี เชื่อว่าเมื่อสิ้นสุดโครงการในปี 2553 รัฐบาลไทยจะนำบทเรียนและรูปแบบการทำงานดังกล่าวขยายไปสู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศในระบบปกติต่อไป
‘เอ็มโอยู’ ชะลอจ้าง แค่สัญญาลูกผู้ชาย
เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์ (9 มิถุนายน 2552) - กรมสวัสดิการฯ แจงเอ็มโอยู ชะลอเลิกจ้างไม่มีผลลงโทษบริษัท แรงงานเดือด ระบุอุ้มนายจ้างซ้ำรอยลดเงินสมทบ นายอาทิตย์ อิสโม รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เปิดเผยว่า การทำข้อตกลงร่วมกันในรูปแบบเอ็มโอยูระหว่างรัฐบาลกับบริษัทเอกชนเพื่อชะลอการเลิกจ้าง โดยการฝึกอบรม แลกกับการไม่ปลดคนงานเป็นเวลา 1 ปี ถือเป็นสัญญาสุภาพบุรุษ ที่หน่วยงานรัฐไม่สามารถเอาผิดลงโทษด้านกฎหมายต่อผู้ประกอบการหากไม่ทำตามสัญญานี้
เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์ (9 มิถุนายน 2552) - กรมสวัสดิการฯ แจงเอ็มโอยู ชะลอเลิกจ้างไม่มีผลลงโทษบริษัท แรงงานเดือด ระบุอุ้มนายจ้างซ้ำรอยลดเงินสมทบ นายอาทิตย์ อิสโม รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เปิดเผยว่า การทำข้อตกลงร่วมกันในรูปแบบเอ็มโอยูระหว่างรัฐบาลกับบริษัทเอกชนเพื่อชะลอการเลิกจ้าง โดยการฝึกอบรม แลกกับการไม่ปลดคนงานเป็นเวลา 1 ปี ถือเป็นสัญญาสุภาพบุรุษ ที่หน่วยงานรัฐไม่สามารถเอาผิดลงโทษด้านกฎหมายต่อผู้ประกอบการหากไม่ทำตามสัญญานี้
ทั้งนี้ หน้าที่ของกระทรวงแรงงานที่ผ่านมาก็ได้ส่งมอบรายชื่อบริษัทที่ส่อว่ามีปัญหาในการจ้างงาน ค้างค่าจ้างเงินเดือน และเบี้ยเลี้ยง มาให้ทางสภาอุตสาห กรรมเป็นผู้พิจารณาว่าสมควรจะ ได้รับการช่วยเหลือหรือไม่ ซึ่งการจ่ายเงินค่าฝึกอบรม ค่าเบี้ยเลี้ยง และค่าวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ จะเป็นหน้าที่ของสภาอุตสาหกรรมที่จะได้รับเงินจัดสรรจากรัฐบาลและนำไปดำเนินการบริษัทห้างร้านต่อไป “เราต้องช่วยสถานประกอบการขนาดเล็กก่อน เพราะเขาสายป่านสั้น มีหลายบริษัทที่ไม่ยอมรับเงื่อนไขไม่ปลดคนงาน จึงไม่ขอเข้าร่วมโครงการ แต่สัดส่วนที่ยอมรับ มีมากกว่า” นายอาทิตย์ กล่าว
รายงานข่าวระบุว่า เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.ที่ผ่านมา นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการบริหารโครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงาน เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและชุมชน ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงเพื่อรักษาสภาพการจ้างงาน หรือโครงการชะลอเลิกจ้างในอุตสาหกรรม ทั้งนี้ มีบริษัทเข้าร่วมโครงการดังกล่าว 80 บริษัท ใน 2 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน และอุตสาห กรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีพนักงานรวมกว่า 1.5 หมื่นคน
นายยงยุทธ เม่นตะเภา ประธานสหพันธ์ยานยนต์ และคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการใช้มาตรการนี้ของรัฐบาล เนื่องจากการอยู่ได้หรือไม่ของบริษัทจะต้องขึ้นอยู่กับยอดคำสั่งซื้อ หรือออร์เดอร์เป็นสำคัญ ขณะนี้ในส่วนอุตสาหกรรมยานยนต์มีการเรียกพนักงานโรงงานกลับมาทำงานบางส่วนแล้ว แต่รัฐบาลกลับดำเนินโครงการสวนทางนี้ขึ้นมา ที่สำคัญกลับไม่มีการผูกมัดว่าหากนายจ้างไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวจะต้องรับผิด และ นำเงินที่ได้ไปมาคืนหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ถือว่าเป็นการ ใช้เงินของรัฐบาลที่อุ้มกลุ่มทุนชัดเจน ไม่ต่างกับแนวทางการลดเงินสมทบประกันสังคม (สปส.) ที่กลุ่มแรงงานพยายามเคลื่อนไหวคัดค้านไม่เห็นด้วยมาตลอด แต่รัฐบาลก็ยังคงเพิกเฉย ซึ่งขอยืนยันว่ากลุ่มแรงงานจะไม่หยุดเคลื่อนไหวรวมตัวกันคัดค้านเรื่องการ ลดเงินสมทบในครั้งนี้ และจะมีการประชุมหารือระหว่างองค์กรแรงงานเพื่อรวมตัวกันอีกครั้ง
รัฐจับมือ 78 บริษัททำสัญญาต้นกล้าอาชีพคุยลั่นทุ่งช่วยเหลือคนตกงานได้ 3 แสนคน
เว็บไซต์ไทยรัฐ (9 มิถุนายน 2552) - นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังเป็นประธานลงนามความร่วมมือการรักษาสภาพการจ้างงาน และชะลอการเลิกจ้างภายใต้โครงการต้นกล้าอาชีพกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ว่า รัฐบาลได้จัดสรรงบ 500 ล้านบาทให้ผู้ประกอบการว่าจ้างแรงงานของตนต่อไปอีก 1 ปี เพื่อทำให้ชะลอการว่างงานได้ 50,000 คน โดยเน้นอุตสาหกรรมส่งออก ท่องเที่ยว เอสเอ็มอี ความร่วมมือครั้งนี้ เป็นโครงการเริ่มต้นในส่วนที่ร่วมมือกับผู้ประกอบการ 78 แห่ง ใช้งบ 81 ล้านบาท มีพนักงานเข้าฝึกอบรม 7,721 คน
เว็บไซต์ไทยรัฐ (9 มิถุนายน 2552) - นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังเป็นประธานลงนามความร่วมมือการรักษาสภาพการจ้างงาน และชะลอการเลิกจ้างภายใต้โครงการต้นกล้าอาชีพกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ว่า รัฐบาลได้จัดสรรงบ 500 ล้านบาทให้ผู้ประกอบการว่าจ้างแรงงานของตนต่อไปอีก 1 ปี เพื่อทำให้ชะลอการว่างงานได้ 50,000 คน โดยเน้นอุตสาหกรรมส่งออก ท่องเที่ยว เอสเอ็มอี ความร่วมมือครั้งนี้ เป็นโครงการเริ่มต้นในส่วนที่ร่วมมือกับผู้ประกอบการ 78 แห่ง ใช้งบ 81 ล้านบาท มีพนักงานเข้าฝึกอบรม 7,721 คน
นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธาน ส.อ.ท.กล่าวว่า ขณะนี้เริ่มมีคำสั่งซื้อกลับเข้ามาแล้วในกลุ่มยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร โดยเฉพาะในภาคเหนือและอีสาน ที่ต้องการแรงงานเป็นจำนวนมาก เชื่อว่าสิ้นปีการว่างงานจะไม่ถึง 1 ล้านคน ด้านายโสภณ อัศวานุชิต ผู้อำนวยการสำนักงานโครงการต้นกล้าอาชีพ กล่าวว่า โครงการต้นกล้าอาชีพได้เบิกจ่ายไปแล้ว 1,800 ล้านบาท คิดเป็น 25% ของวงเงินรวม 6,900 ล้านบาท ขณะที่สิ้นเดือน มิ.ย.จะเบิกจ่ายได้ 2,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ตกงานเพิ่มขึ้นได้กว่า 300,000 คน จากเป้าเดิม 240,000 คน
ตชด.สตูลบุกจับแรงงานเถื่อนพม่า-โรฮิงญา
เว็บไซต์ไทยรัฐ (9 มิถุนายน 2552) - เมื่อช่วงเช้ามืดวันนี้ (9 มิ.ย.) พ.ต.ต.พิภพ พรหมยก ผบ.ร้อย ตชด.436 จ.สตูล ได้รับแจ้งจากสายว่ามีชาวพม่า และชาวโรฮิงญา ลักลอบทำงานที่แพปลา ม.2 บ้านปากบารา ต.ปากน้ำ อ.ละงู จ.สตูล จึงพร้อมด้วย ร.ต.ต.ศักดิ์ชัย บุญภิโญ ผบ.หมวด (สบ.1) กองร้อย ตชด.436 และกำลังตำรวจน้ำ จ.สตูล ไปตรวจสอบพบชาวพม่า จำนวน 5 คน ทราบชื่อนายเลป อายุ 20 ปี นายนาย อายุ 30 ปี นายยูโสป อายุ 21 ปี นายยา อายุ 24 ปี นายอาชัย อายุ 22 ปี นอกจากนี้มีชาวโรฮิงญา จำนวน 3 คน คือนายมอม อายุ 28 ปี นายซอ อายุ 30 ปี และ นายชัย อายุ 25 ปี
เว็บไซต์ไทยรัฐ (9 มิถุนายน 2552) - เมื่อช่วงเช้ามืดวันนี้ (9 มิ.ย.) พ.ต.ต.พิภพ พรหมยก ผบ.ร้อย ตชด.436 จ.สตูล ได้รับแจ้งจากสายว่ามีชาวพม่า และชาวโรฮิงญา ลักลอบทำงานที่แพปลา ม.2 บ้านปากบารา ต.ปากน้ำ อ.ละงู จ.สตูล จึงพร้อมด้วย ร.ต.ต.ศักดิ์ชัย บุญภิโญ ผบ.หมวด (สบ.1) กองร้อย ตชด.436 และกำลังตำรวจน้ำ จ.สตูล ไปตรวจสอบพบชาวพม่า จำนวน 5 คน ทราบชื่อนายเลป อายุ 20 ปี นายนาย อายุ 30 ปี นายยูโสป อายุ 21 ปี นายยา อายุ 24 ปี นายอาชัย อายุ 22 ปี นอกจากนี้มีชาวโรฮิงญา จำนวน 3 คน คือนายมอม อายุ 28 ปี นายซอ อายุ 30 ปี และ นายชัย อายุ 25 ปี
จากการสอบสวนทราบว่าชาวพม่าดังกล่าว เข้ามาทำงานที่แพปลา ที่เกิดเหตุมาเป็นเวลา 8 เดือน โดยเข้ามาทาง จ.ระนอง จ่ายค่านายหน้า คนละ 10,000 บาท สำหรับแพปลาที่ทำงานอยู่ทราบว่าเป็นแพปลาของอดีตผู้ใหญ่บ้านผู้กว้างขวางคนหนึ่งในพื้นที่ อ.ละงู จ.สตูล
รอง ผบช.ก.ลุยเชียงรายจับแรงงานเถื่อน 109 คน
เว็บไซต์สยามรัฐ (9 มิถุนายน 2552) - เมื่อเวลา 06.00 น.วันที่ 9 มิ.ย.52 พล.ต.ต.เชิด ชูเวช รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ( รอง ผบช.ก.) พร้อมด้วย พ.ต.อ.อรรถวุฒิ อ่อนทรัพย์ ผกก.สถานีตำรวจน้ำ กก.11 บก.รน. พ.ต.ต.สุลักษณ์ เสงี่ยมลักษณ์ สว.สถานีตำรวจน้ำเชียงแสน จ.เชียงราย ระดมกำลังเข้าร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารพราน ฉก.ทพ.31 กองกำลังผาเมือง หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำน้ำโขง (นรข.) เขตเชียงราย เข้ากวาดล้างแรงงานต่างด้าวเถื่อนในพื้นที่แนวชายแดนไทย-ลาว โดยเจ้าหน้าที่ได้กระจายกำลังเข้าตรวจค้นในพื้นที่ อ.เชียงแสน อ.เชียงของ อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย ติดฝั่งแม่น้ำโขง ตรงข้ามแขวงบ่อแก้ว ประเทศ ส.ปป.ลาว
เว็บไซต์สยามรัฐ (9 มิถุนายน 2552) - เมื่อเวลา 06.00 น.วันที่ 9 มิ.ย.52 พล.ต.ต.เชิด ชูเวช รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ( รอง ผบช.ก.) พร้อมด้วย พ.ต.อ.อรรถวุฒิ อ่อนทรัพย์ ผกก.สถานีตำรวจน้ำ กก.11 บก.รน. พ.ต.ต.สุลักษณ์ เสงี่ยมลักษณ์ สว.สถานีตำรวจน้ำเชียงแสน จ.เชียงราย ระดมกำลังเข้าร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารพราน ฉก.ทพ.31 กองกำลังผาเมือง หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำน้ำโขง (นรข.) เขตเชียงราย เข้ากวาดล้างแรงงานต่างด้าวเถื่อนในพื้นที่แนวชายแดนไทย-ลาว โดยเจ้าหน้าที่ได้กระจายกำลังเข้าตรวจค้นในพื้นที่ อ.เชียงแสน อ.เชียงของ อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย ติดฝั่งแม่น้ำโขง ตรงข้ามแขวงบ่อแก้ว ประเทศ ส.ปป.ลาว
โดยผลปฏิบัติการร่วมตำรวจ-ทหาร สามารถจับกุมตัวแรงงานต่างด้าวชาวพม่าและแรงงานชาวลาว ไว้ได้ทั้งหมด 109 คน ขณะนอนพักผ่อนอยู่ตามหมู่บ้านใกล้ชายแดนและจุดพักคนงานเถื่อนริมฝั่งแม่น้ำโขง โดยตรวจสอบทั้งหมดพบว่า ไม่มีใบแรงงานหรือใบอนุญาตเข้ามาทำงานในประเทศไทยแต่อย่างใด จึงจับกุมตัวมาทำประวัตอและส่งดำเนินคดีที่สถานีตำรวจน้ำเชียงแสน
โดย พล.ต.ต.เชิด ชูเวช รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้สั่งการขยายผลเพื่อหากลุ่มนายทุนคนไทย ที่ว่าจ้างแรงงานต่าวด้าวชาวพม่าและชาวลาว จากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทำงาน ให้สืบสวนจับกุมตัวมาดำเนินคดีให้ได้ เพราะกระทบต่อความมั่นคงราชอาณาจักรไทย
ก.แรงงานชี้การจ้างงานฟื้นตัวตกงานลดเหลือ1,412คน
เว็บไซต์คมชัดลึก (9 มิถุนายน 2552) - เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.ที่กระทรวงแรงงาน นายอาทิตย์ อิสโม รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวว่า ผลการรวบรวมข้อมูลเฝ้าระวังสถานการณ์การเลิกจ้างและแนวโน้มของสำนักสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดและพื้นที่ปรากฏว่ามีสถานประกอบกิจาการทำการเลิกจ้างไปแล้วจำนวน 509 แห่ง ลูกจ้างถูกเลิกจ้าง 47,614 คน เมื่อพิจารณาข้อมูลการเลิกจ้างตั้งแต่เดือนต.ค.51 จนถึงปัจจุบัน พบว่า สถานการณ์การเลิกจ้างเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น
เว็บไซต์คมชัดลึก (9 มิถุนายน 2552) - เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.ที่กระทรวงแรงงาน นายอาทิตย์ อิสโม รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวว่า ผลการรวบรวมข้อมูลเฝ้าระวังสถานการณ์การเลิกจ้างและแนวโน้มของสำนักสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดและพื้นที่ปรากฏว่ามีสถานประกอบกิจาการทำการเลิกจ้างไปแล้วจำนวน 509 แห่ง ลูกจ้างถูกเลิกจ้าง 47,614 คน เมื่อพิจารณาข้อมูลการเลิกจ้างตั้งแต่เดือนต.ค.51 จนถึงปัจจุบัน พบว่า สถานการณ์การเลิกจ้างเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น
ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างลดลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่มีการเลิกจ้างสูงสุดเมื่อเดือน พ.ย. 51 ที่ผ่านมารจำนวน 22,226 คน ลดลงมาเป็น 16,753 คนเมื่อเดือนธ.ค. เดือน ม.ค. 52 จำนวน 8,765 คน เดือน ก.พ. 12,791 คน เดือน มี.ค.6,901 คน เดือน เม.ย.2,627 คน พ.ค. 1,412 และ ถึงวันที่ 5 มิ.ย.มีลูกจ้างถูกเลิกจ้างไปแล้วจำนวน 143 คน และ มีแนวโน้มที่จะเลิกจ้างเพียง 5 แห่งเท่านั้น อย่างไรก็ตามประเภทกิจการที่มีการเลิกจ้างสูงสุดยังคงเป็น การผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ การผลิตยานยนต์ สิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ ตามลำดับ
“สถานการณ์การเลิกจ้างลดน้อยลงเป็นลำดับ อัตราการเลิกจ้าง แนวโน้มเลิกจ้างน้อยลงเห็นได้ชัด จนเกือบอยู่ตัวแล้ว การเลิกจ้างในอนาคตไม่มากไปกว่านี้แล้ว และยังมีหลายสถานประกอบการโดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์มีออร์เดอร์เข้ามา มีการรับคนงานเพิ่มแล้ว ส่วนที่มีการคำนวณว่าในไตรมาสที่ 4 สภาวะเศรษฐกิจจะดีขึ้น เราเชื่อว่าจะไม่มีการเลิกจ้างคนงานเลย หรือ จะมีก็น้อยมาก ” นายอาทิตย์ กล่าว
นายอาทิตย์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้มีสถานประกอบการแจ้งความต้องการแรงงานเพิ่ม จำนวน 31 โรงงาน ต้องการลูกจ้างมากกว่า 7,332 คน ประกอบด้วย กิจการประเภทผลิตใบยาสูบ ผลิตแหอวน ตัดเย็บเสื้อผ้าและรองเท้า ผลิตอาหาร ผลิตยาง ประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ พลาสติกส์ ในจังหวัดขอนแก่น ราชบุรี สมุทรปรากการ แพร่ พระนครศรีอยุธยา อย่างไรก็ตามระหว่างวันที่ 1 ต.ค. 2551-5 มิ.ย. 52 มีผู้ประกันตนขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานเนื่องจากถูกเลิกจ้างจำนวนทั้งสิ้น 167,714 คน ซึ่งกระทรวงแรงงาน ได้จ่ายเงินสิทธิประโยชน์ไปแล้วทั้งสิ้น 1.9 พันล้าน
"ยูเออี" ยกมาตรฐานที่อยู่ให้คนงานหลังถูกองค์กรสิทธิมนุษยชนเพ่งเล็ง
พิมพ์ไทย (10 มิถุนายน 2552) - สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ร่างระเบียบยกมาตรฐานสภาพความเป็นอยู่ของคนงาน หลังจากถูกองค์กรด้าน สิทธิมนุษยชน วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อแรงงานต่างชาติ อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ชัดว่า จะมีบทลงโทษอย่างไร หาก ผู้ประกอบการณ์ไม่ได้ทำตามมาตรฐานใหม่นี้
พิมพ์ไทย (10 มิถุนายน 2552) - สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ร่างระเบียบยกมาตรฐานสภาพความเป็นอยู่ของคนงาน หลังจากถูกองค์กรด้าน สิทธิมนุษยชน วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อแรงงานต่างชาติ อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ชัดว่า จะมีบทลงโทษอย่างไร หาก ผู้ประกอบการณ์ไม่ได้ทำตามมาตรฐานใหม่นี้
ประชากรส่วนใหญ่จากทั้งหมด 4.5 ล้านคน ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นชาวต่างชาติ โดยมีจำนวนมากเป็นคนงานชาวเอเชีย ที่ถูกจ้างมาพัฒนาเมืองต่างๆ ของ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ให้ทันสมัย
แถลงการณ์ของคณะรัฐมนตรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 มิ.ย.นี้ ระบุว่า สถานที่ทำงานทุกแห่งในประเทศ ควรจะยกระดับมาตรฐานสภาพที่อยู่อาศัย ของคนงานขึ้นกว่าเดิม เพื่อให้สอดคล้องกับระเบียบใหม่นี้ ทั้งนี้ นายจ้างมีเวลามากที่สุด 5 ปีในการปรับปรุงมาตรฐานของตน นับตั้งแต่ร่างระเบียบนี้มีผลบังคับใช้
ตามระเบียบใหม่นี้ ห้องพักของคนงานควรมีพื้นที่อย่างน้อย 3 ตารางเมตรต่อคน และห้ามไม่ให้คนงานอยู่รวมกันมากกว่า 10 คนในห้องเดียว แถมยังมีระเบียบกำหนดระบบจัดการขยะ เครื่องปรับอากาศ คุณภาพของอากาศภายในห้อง ลิฟต์ ทางออกฉุกเฉิน พื้นที่สีเขียว ร้านค้า ห้องน้ำ ห้องดูโทรทัศน์ และห้องพยาบาลด้วย นอกจากนี้ คนงานสามารถแจ้งรัฐทางเว็บไซต์ได้เมื่อนายจ้างจ่ายค่าจ้างล่าช้า
ก่อนหน้านี้ องค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ที่มีสำนักงานในนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ ได้วิพากษ์วิจารณ์ทางการสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เกี่ยวกับโครงการ เกาะซาดิยัต ในกรุงอาบูดาบี ที่กำลังถูกวางแผนให้เป็นศูนย์กลางของเขตวัฒนธรรม ขณะที่ นักพัฒนา ระบุว่า มาตรฐานของที่พักอาศัยของคนงานกลุ่มนี้ จะเป็นตัวอย่างที่ดีตามระเบียบใหม่
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กำลังพยายามขจัดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการค้ามนุษย์ รวมทั้งงานพวกแม่บ้าน หรือคนงานประเภทอื่นๆ ที่ติดอยู่กับปัญหาการจ่ายค่าจ้าง ขณะที่หนังสือเดินทางของพวกเขาถูกยึด เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงาน ระบุ เมื่อเดือนที่แล้วว่า นอกจากการ "ออกแบบการจัดการครัวเรือน" แล้ว สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จะจัดตั้ง ศาลแรงงาน และอนุญาตให้คนงานเปลี่ยนงานได้ หาก นายจ้างจ่ายค่าจ้างล่าช้า 2 เดือนเป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ชัดว่า นโยบายเหล่านี้จะบังคับใช้ได้เมื่อไร
ด้านรัฐบาล ระบุว่า คนงานสามารถหยุดพักได้หลายชั่วโมงในเวลากลางวัน ระหว่างหน้าร้อน หากอุณหภูมิและความชื้นในอ่าวเปอร์เชียแห่งนี้แตะระดับที่เป็นอันตราย
อุตฯจับมือแรงงาน สร้างฐานกำลังคน รับมือเศรษฐกิจฟื้น เตรียมเปิดใช้สิ้นปีนี้
แนวหน้า (10 มิถุนายน 2552) - นายดำริ สุโขธนัง ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้น เห็นได้จากตัวเลขดัชนีอุตสาหกรรมที่ติดลบน้อยลงในไตรมาส 2 อุตสาหกรรมบางส่วนเริ่มมีคำสั่งซื้อกลับเข้ามา โดยเฉพาะอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องเพิ่มกะทำงาน และรับสมัครแรงงานกลับเข้ามาทำงานอีกครั้ง และถ้าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัว ความต้องการแรงงานในภาคอุตสาหกรรมย่อมมีเพิ่มขึ้น ดังนั้นเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลแรงงานในสาขาอุตสาหกรรมต่างๆ จึงได้ร่วมกับกระทรวงแรงงานเชื่อมโยงฐานข้อมูลของ2กระทรวงเพื่อสนับสนุนการจัดหากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม โดยมอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) เป็นผู้ประสานงานด้านนายอาทิตย์ วุฒิคะโร ผู้อำนวยการ สศอ. กล่าวว่า ในขั้นแรกจะปรับปรุงเว็บไซต์ของแต่ละหน่วยงาน เพื่อเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างกัน นอกจากนี้จะพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลให้ถึงขั้นสามารถบริการแบบ Real time ได้ทันที ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดเก็บข้อมูล และพัฒนาให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์และใช้งานได้จริงภายในสิ้นปีนี้ โดยเชื่อว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ประกอบการไทย และผู้ที่เกี่ยวข้อง ในการใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการบริหารด้านกำลังคนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อเตรียมรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
แนวหน้า (10 มิถุนายน 2552) - นายดำริ สุโขธนัง ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้น เห็นได้จากตัวเลขดัชนีอุตสาหกรรมที่ติดลบน้อยลงในไตรมาส 2 อุตสาหกรรมบางส่วนเริ่มมีคำสั่งซื้อกลับเข้ามา โดยเฉพาะอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องเพิ่มกะทำงาน และรับสมัครแรงงานกลับเข้ามาทำงานอีกครั้ง และถ้าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัว ความต้องการแรงงานในภาคอุตสาหกรรมย่อมมีเพิ่มขึ้น ดังนั้นเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลแรงงานในสาขาอุตสาหกรรมต่างๆ จึงได้ร่วมกับกระทรวงแรงงานเชื่อมโยงฐานข้อมูลของ2กระทรวงเพื่อสนับสนุนการจัดหากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม โดยมอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) เป็นผู้ประสานงานด้านนายอาทิตย์ วุฒิคะโร ผู้อำนวยการ สศอ. กล่าวว่า ในขั้นแรกจะปรับปรุงเว็บไซต์ของแต่ละหน่วยงาน เพื่อเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างกัน นอกจากนี้จะพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลให้ถึงขั้นสามารถบริการแบบ Real time ได้ทันที ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดเก็บข้อมูล และพัฒนาให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์และใช้งานได้จริงภายในสิ้นปีนี้ โดยเชื่อว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ประกอบการไทย และผู้ที่เกี่ยวข้อง ในการใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการบริหารด้านกำลังคนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อเตรียมรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
"สมาพันธุ์ชุมชนฯ" ปิดถนนขอ 5 พันล้าน
เว็บไซต์เดลินิวส์ (10 มิถุนายน 2552) - เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 9 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เครือข่ายสมาพันธ์ชุมชนแห่งประเทศไทย นำโดยนายจำรัส อินทุมาร ประธานสมาพันธ์ฯ กว่า 500 คนได้เดินทางมายื่นหนังสือถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พร้อมกับออกแถลงการณ์เรียกร้อง 3 ข้อ ได้แก่ 1.ให้รัฐบาลจ่ายเงิน 2,000 บาท ช่วยเหลือคนที่ว่างงานและตกงานอย่างไม่มีเงื่อนไข 2.ขอให้รัฐบาลมอบเงินทุนหมุนเวียนแก่สมาชิกสมาพันธ์ฯซึ่งผ่านการอบรมหลักเศรษฐกิจพอเพียง 76 จังหวัดทั่วประเทศรุ่นแรก 5,000 กลุ่ม กลุ่ม ละ ไม่เกิน 10 คนเพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพ กลุ่มละ 1 ล้านบาท 3.ขอให้รัฐบาลแก้ไขปัจจัยขั้นพื้นฐานให้กับคนรากหญ้าและเดือดร้อนเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยที่ทำกิน ตาม รัฐธรรมนูญ ปี 50 ทั้งนี้หากไม่มีความชัดเจนภายใน 7 วันให้นายกฯยุบสภาและเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองอื่นเข้ามาบริหารประเทศแทน โดยกลุ่มผู้ชุมนุมกดดันเรียกร้องให้นายกฯออกไปพบด้วยการปิดถนนพิษณุโลก ก่อนมีเจ้าหน้าที่ออกมารับหนังสือแทนนายกฯ ผู้ชุมนุมจึงสลายตัวไปในที่สุด
เว็บไซต์เดลินิวส์ (10 มิถุนายน 2552) - เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 9 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เครือข่ายสมาพันธ์ชุมชนแห่งประเทศไทย นำโดยนายจำรัส อินทุมาร ประธานสมาพันธ์ฯ กว่า 500 คนได้เดินทางมายื่นหนังสือถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พร้อมกับออกแถลงการณ์เรียกร้อง 3 ข้อ ได้แก่ 1.ให้รัฐบาลจ่ายเงิน 2,000 บาท ช่วยเหลือคนที่ว่างงานและตกงานอย่างไม่มีเงื่อนไข 2.ขอให้รัฐบาลมอบเงินทุนหมุนเวียนแก่สมาชิกสมาพันธ์ฯซึ่งผ่านการอบรมหลักเศรษฐกิจพอเพียง 76 จังหวัดทั่วประเทศรุ่นแรก 5,000 กลุ่ม กลุ่ม ละ ไม่เกิน 10 คนเพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพ กลุ่มละ 1 ล้านบาท 3.ขอให้รัฐบาลแก้ไขปัจจัยขั้นพื้นฐานให้กับคนรากหญ้าและเดือดร้อนเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยที่ทำกิน ตาม รัฐธรรมนูญ ปี 50 ทั้งนี้หากไม่มีความชัดเจนภายใน 7 วันให้นายกฯยุบสภาและเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองอื่นเข้ามาบริหารประเทศแทน โดยกลุ่มผู้ชุมนุมกดดันเรียกร้องให้นายกฯออกไปพบด้วยการปิดถนนพิษณุโลก ก่อนมีเจ้าหน้าที่ออกมารับหนังสือแทนนายกฯ ผู้ชุมนุมจึงสลายตัวไปในที่สุด
อีกด้านหนึ่งที่กระทรวงแรงงาน วันเดียวกัน นายอาทิตย์ อิสโม รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) แถลงว่า ผลการรวบรวมข้อมูลเฝ้าระวังสถานการณ์การเลิกจ้างและแนวโน้มของสำนักสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดและพื้นที่ปรากฏว่าข้อมูลการเลิกจ้างตั้งแต่เดือน ต.ค. 51 จนถึงปัจจุบัน พบว่า สถานการณ์การเลิกจ้างเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างลดลงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามประเภทกิจการที่มีการเลิกจ้างสูงสุดยังคงเป็น การผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ การผลิตยานยนต์ สิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ ตามลำดับ ส่วนที่มีการคำนวณว่าในไตรมาสที่ 4 สภาวะเศรษฐกิจจะดีขึ้น เราเชื่อว่าจะไม่มีการเลิกจ้างคนงานเลย หรือ จะมีก็น้อยมากและขณะนี้มีสถานประกอบการใน จ.ขอนแก่น ราชบุรี สมุทรปราการ แพร่ พระนครศรีอยุธยา แจ้งความต้องการแรงงานเพิ่ม 31 แห่ง กว่า 7,332 คน
คนงานไทยกว่า 90 คน ร้องถูกนายจ้างกาตาร์เลิกจ้างก่อนครบสัญญา
บางกอกทูเดย์ (10 มิถุนายน 2552) - นายบุญส่ง กิจสำเร็จ ผอ.กองตรวจและคุ้มครองคนหางาน กรมการจัดหางาน ได้รับเรื่องร้องทุกข์จากคนงานไทย จำนวน 64 คน ที่เพิ่งกลับจากประเทศกาตาร์ สาเหตุเพราะถูกนายจ้างบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนด 1 ปี เนื่องจากประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน โดยแจ้งว่ายังมีแรงงานไทยอีกจำนวนหนึ่งเข้ามาร้องทุกข์เพิ่ม รวมแล้วกว่า 90 คน ซึ่งเบื้องต้นจะเรียกทั้ง 2 ฝ่าย มาเจรจาตกลงกัน แต่หากไม่สามารถตกลงกันได้ ก็จำเป็นต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2537 มาบังคับใช้ ซึ่งหากบริษัทที่จัดส่งเป็นฝ่ายผิดสัญญาก็จะหักหลักประกันคืนให้แก่ผู้ร้องทุกข์ทั้งหมด และอาจดำเนินการพักใบอนุญาตตามความหนักเบาของการกระทำผิดด้วย
บางกอกทูเดย์ (10 มิถุนายน 2552) - นายบุญส่ง กิจสำเร็จ ผอ.กองตรวจและคุ้มครองคนหางาน กรมการจัดหางาน ได้รับเรื่องร้องทุกข์จากคนงานไทย จำนวน 64 คน ที่เพิ่งกลับจากประเทศกาตาร์ สาเหตุเพราะถูกนายจ้างบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนด 1 ปี เนื่องจากประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน โดยแจ้งว่ายังมีแรงงานไทยอีกจำนวนหนึ่งเข้ามาร้องทุกข์เพิ่ม รวมแล้วกว่า 90 คน ซึ่งเบื้องต้นจะเรียกทั้ง 2 ฝ่าย มาเจรจาตกลงกัน แต่หากไม่สามารถตกลงกันได้ ก็จำเป็นต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2537 มาบังคับใช้ ซึ่งหากบริษัทที่จัดส่งเป็นฝ่ายผิดสัญญาก็จะหักหลักประกันคืนให้แก่ผู้ร้องทุกข์ทั้งหมด และอาจดำเนินการพักใบอนุญาตตามความหนักเบาของการกระทำผิดด้วย
โดยหากคนหางานรายใดต้องการร้องทุกข์หรือแจ้งเบาะแสการหลอกลวงคนหางาน ติดต่อได้ที่ กองตรวจและคุ้มครองคนหางาน กรมการจัดหางาน โทร. 0-2245-6763 หรือ 1694 สายด่วนกรมการจัดหางาน
อธิการบดี มรส.วิพากษ์ 'ต้นกล้าอาชีพ'
เดลินิวส์ (10 มิถุนายน 2552) - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่รัฐบาลได้จัดโครง การ “ต้นกล้าอาชีพ” ขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานและผู้สำเร็จการศึกษาใหม่ให้มีโอกาสในการทำงานหรือการสร้างงานด้วยตนเอง โดยให้สถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศทำหน้าที่ดำเนินการอบรม แต่โครงการดังกล่าวกลับไม่ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งเป้าไว้ โดยนักวิชาการและภาคเอกชนประเมินผลโครงการ “ต้นกล้าอาชีพ” ว่า มีข้อบกพร่องมากมายที่สามารถนำไปสู่ความล้มเหลว นอกจากจะมีผู้สมัครน้อยแล้วยังมีปัญหายิบย่อยตั้งแต่ขั้นตอนการรับสมัครจนถึงขั้นตอนสุดท้าย
เดลินิวส์ (10 มิถุนายน 2552) - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่รัฐบาลได้จัดโครง การ “ต้นกล้าอาชีพ” ขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานและผู้สำเร็จการศึกษาใหม่ให้มีโอกาสในการทำงานหรือการสร้างงานด้วยตนเอง โดยให้สถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศทำหน้าที่ดำเนินการอบรม แต่โครงการดังกล่าวกลับไม่ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งเป้าไว้ โดยนักวิชาการและภาคเอกชนประเมินผลโครงการ “ต้นกล้าอาชีพ” ว่า มีข้อบกพร่องมากมายที่สามารถนำไปสู่ความล้มเหลว นอกจากจะมีผู้สมัครน้อยแล้วยังมีปัญหายิบย่อยตั้งแต่ขั้นตอนการรับสมัครจนถึงขั้นตอนสุดท้าย
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผศ.ดร.ณรงค์ พุทธิชีวิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (มรส.) ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า โครงการ “ต้นกล้าอาชีพ” เป็นโครงการที่มีแนวคิดดี แต่ไม่เป็นจริงในทางปฏิบัติ เนื่องจากมองทุกอย่างเป็นอุดมการณ์และจินตนาการมากเกินไป เช่น การรับสมัครทางอินเทอร์เน็ต ทั้งที่อินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางการรับสมัครที่ใช้ได้กับกลุ่มเป้าหมายเพียงบางส่วนเท่านั้น ถือเป็นการใช้เทคโน โลยีสารสนเทศที่ไม่สอดรับกับบริบทของสังคมไทยและบริบทของผู้ว่างงาน โครงการ “ต้นกล้าอาชีพ” มีการบริหารงานแบบรวมศูนย์ นับตั้งแต่การพิจารณาหลักสูตร การรับสมัคร การคัดสรรผู้สมัครด้วยระบบคอมพิวเตอร์ สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลใช้วิธีคิดที่ไม่ บริหารเป้าหมาย แต่มุ่งบริหารกระบวนวิธีมากเกินไป ทั้งนี้ รัฐบาลควรให้มหาวิทยาลัยได้ทำหน้าที่ในการพัฒนาหลักสูตร การคัดกรองหลักสูตร การรับสมัคร การคัดสรรผู้สมัคร และการดำเนินการฝึกอบรมอย่างครบวงจร เพราะมหาวิทยาลัยย่อมเข้าใจในบริบทของท้องถิ่น ความต้องการของตลาดแรงงานท้องถิ่น และความต้องการของผู้ว่างงานดีกว่าส่วนกลาง เนื่องจากได้ทำงานร่วมกับท้องถิ่นมาอย่างยาวนาน
“การเข้าสู่โครงการผ่านส่วนกลางเป็นจุดอ่อนที่ทำให้คนสนใจน้อย ในทางกลับกัน ถ้ารัฐบาลเปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัยเป็นผู้รับสมัครโดยตรง เชื่อว่าจะมีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก เพราะนอกจากคนในพื้นที่หรือคนในท้องถิ่นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยแล้วยังมีศิษย์เก่าของแต่ละมหาวิทยาลัยอีก ที่ผ่านมารัฐบาลเองก็มีตัวอย่างโครงการที่ลงพื้นที่แล้วคนในพื้นที่สามารถบริหารจัดการกันเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น โครงการกองทุนหมู่บ้าน โครงการงบมิยาซาว่า ดังนั้น รัฐบาลควรต้องตระหนักว่า วิธีคิดแบบรวมศูนย์ใช้ไม่ได้แล้วในยุคปัจจุบัน” อธิการบดี มรส. กล่าว
นอกจากนั้น ผศ.ดร.ณรงค์ พุทธิชีวิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (มรส.) เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยได้แต่งตั้งผู้ช่วยรองอธิการบดีขึ้น 2 ตำแหน่ง คือ อาจารย์ณัฐวุฒิ สุวรรณทิพย์ ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา และ ดร.วัฒนา รัตนพรหม ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการ เพื่อเป็นผู้ช่วยรองอธิการบดีทั้งสองท่านในการบริหารงานและการดำเนินงานต่าง ๆ
อธิการบดี มรส. กล่าวต่อไปว่า การแต่ง ตั้งผู้ช่วยรองอธิการบดีฝ่ายต่าง ๆ เพื่อให้โอกาสคนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้งานบริหาร โดยมีผู้บริหารเป็นต้นแบบในการเรียนรู้ เป็นการถ่ายทอดความรู้จากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง เป็นการสร้างคนรุ่นต่อไปให้สามารถรับช่วงต่อในการทำงานได้ และยังถือเป็นการทำงานร่วมกันเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของมหาวิทยาลัย “การบริหารมหาวิทยาลัยจะขาดช่วงหรือเกิดภาวะสุญญากาศไม่ได้ การสร้างผู้ช่วยรองอธิการบดีจึงถือเป็นการสร้างตัวตายตัวแทนเพื่อไม่ให้การดำเนินงานขาดช่วง อันจะก่อให้เกิดความล่าช้าหรือเกิดผลเสียกับมหาวิทยาลัย” อธิการบดี มรส. กล่าว
อีกด้านหนึ่ง ผศ.สมศักดิ์ ชอบตรง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (มรส.) เปิดเผยว่า สถาบันวิจัยและพัฒนาได้จัดโครงการ “พัฒนานักวิจัยและข้อเสนอโครงการวิจัย 2552” ขึ้น ณ อาคารบัณฑิตวิทยาลัย โดยมีนักวิจัยจำนวน 50 คนเข้าร่วมพร้อมเสนอโครง การวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1.ระยะต้นน้ำ คือการพัฒนาโจทย์วิจัยและข้อเสนอโครงการวิจัย 2. ระยะกลางน้ำ การติดตามและรายงานความก้าวหน้า ของโครงการวิจัย และ 3.ระยะปลายน้ำ งานวิจัยเป็นรูปเล่มสมบูรณ์และพร้อมถ่ายทอดความรู้สู่ท้องถิ่นเพื่อนำไปสู่การพัฒนา ซึ่งทางสถาบันวิจัยฯ ได้จัดผู้ทรงคุณวุฒิด้านการวิจัยไว้ถึง 14 ท่าน เพื่อให้ข้อแนะนำแก่นักวิจัยอย่างใกล้ชิด ทั้งยังเปิดเวทีสนทนาอย่างเปิดกว้างเพื่อให้นักวิจัยทั้ง 50 คน ได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการพัฒนาข้อเสนอโครงการวิจัย
คลังจ่ายเช็คช่วยชาติรอบสอง16 มิ.ย. อีก 1 พันล้าน
เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ (11 มิถุนายน 2552) - นายพฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลัง โดยกรมบัญชีกลางพร้อมที่จะจ่ายเช็คช่วยชาติให้กับประชาชนอีก 6 กลุ่มตั้งแต่วันที่ 16 มิ.ย.นี้ เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี ที่ได้มีมติเพิ่มเติมให้ช่วยเหลือประชาชน ด้วยการช่วยค่าครองชีพ 2,000 บาทแก่ประชาชนทั้ง 6 กลุ่ม ซึ่งเป็นกลุ่มที่ส่งข้อมูลมาให้กรมบัญชีกลางล่าช้า ทำให้ข้อมูลไม่ได้อยู่ในรอบแรกที่รัฐบาลได้จ่ายเช็คช่วยชาติออกไป
เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ (11 มิถุนายน 2552) - นายพฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลัง โดยกรมบัญชีกลางพร้อมที่จะจ่ายเช็คช่วยชาติให้กับประชาชนอีก 6 กลุ่มตั้งแต่วันที่ 16 มิ.ย.นี้ เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี ที่ได้มีมติเพิ่มเติมให้ช่วยเหลือประชาชน ด้วยการช่วยค่าครองชีพ 2,000 บาทแก่ประชาชนทั้ง 6 กลุ่ม ซึ่งเป็นกลุ่มที่ส่งข้อมูลมาให้กรมบัญชีกลางล่าช้า ทำให้ข้อมูลไม่ได้อยู่ในรอบแรกที่รัฐบาลได้จ่ายเช็คช่วยชาติออกไป
เขากล่าวว่า ประชาชนทั้ง 6 กลุ่มนี้ เป็นกลุ่มที่มีรายได้ไม่ถึง 15,000 บาท มีจำนวน 500,000 ราย ได้แก่ 1.บุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2.พนักงานรัฐวิสาหกิจ 3.ครู บุคลากรด้านการศึกษาและบุคลากรอื่นในโรงเรียนเอกชน 4.บุคลากรขององค์การมหาชน 5.ทหารเกณฑ์ และ 6.บุคลากรขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ กรมบัญชีกลางได้เชิญหน่วยงานที่รับผิดชอบกลุ่มบุคคลดังกล่าว เข้าร่วมประชุมเมื่อวันที่ 27 พ.ค.2552 เพื่อชี้แจงหลักเกณฑ์ ขั้นตอน และวิธีการต่างๆ เพื่อสำรวจรวบรวมข้อมูลของผู้มีสิทธิที่อยู่ในสังกัด และให้จัดส่งข้อมูลผู้มีสิทธิได้รับเช็ค ให้กรมบัญชีกลางภายในวันที่ 5 มิ.ย.2552 เพื่อตรวจสอบความถูกต้องและความซ้ำซ้อนของข้อมูล หากข้อมูลคลาดเคลื่อนจะส่งกลับไปแก้ไข และส่งกลับมาเมื่อวันที่ 8 มิ.ย.2552 เขากล่าวว่า การจ่ายเช็ครอบแรกนี้ ธนาคารกรุงเทพจะพิมพ์เช็คลงวันที่ 16 มิ.ย.2552 ซึ่งหน่วยงานต่างๆ จะรับเช็คได้ในวันที่ 15 มิ.ย. และกรณีที่ดำเนินการไม่ทันรอบแรก ก็สามารถส่งข้อมูลได้ถึงวันที่ 23 มิ.ย. และออกเช็คในวันที่ 30 มิ.ย.นี้ ซึ่งจะได้รับเช็ควันที่ 29 มิ.ย.นี้ โดยหลังจากนี้จะไม่มีการจัดทำเช็คช่วยชาติลักษณะนี้อีก
ส่วนขั้นตอนการรับเช็คช่วยชาตินั้น หน่วยงานที่รับผิดชอบบุคลากรแต่ละกลุ่มจะรับเช็คที่ธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ 2 ครั้ง คือ วันที่ 15 และ 29 มิ.ย.นี้ จากนั้น แต่ละหน่วยงานจะทำหน้าที่ในการแจกจ่ายเช็คช่วยชาติให้ผู้มีสิทธิในสังกัดของตนเองต่อไป ซึ่งขั้นตอนวิธีการจ่ายเช็ค แต่ละหน่วยงานจะต้องไปพิจารณาตามความเหมาะสม และ ถูกต้องครบถ้วน เพื่อให้ถึงมือผู้มีสิทธิรับเช็คจริง
ประชาชนกลุ่มแรกที่รับเช็คช่วยชาติ 8,803,487 ราย นำเช็คขึ้นเงินกับธนาคารแล้ว 8,454,350 ราย หรือ 96% เกิดการใช้จ่ายเงินในระบบเศรษฐกิจกว่า 16,908 ล้านบาท แม้บางรายไม่นำไปใช้จ่ายเลย ก็จะเป็นการออกไว้เพื่อสำรองค่าใช้จ่ายระยะสั้น สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้รับเช็คกลุ่มแรกยังมีเวลาถึงวันที่ 23 มิ.ย.นี้ ถ้าพ้นกำหนดจะนำส่งคืนคลัง
ผู้รับเหมาบี้รัฐเร่งประมูลงานยื่น6ข้อต่อลมหายใจ 4 ล้านชีวิต
เว็บไซต์ฐานเศรษฐกิจ (11 มิถุนายน 2552) - นายณัฐพร พรหมสุทธิ กรรมการบริหาร สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า หลังจากนำเสนอยุทธศาสตร์ การพัฒนาอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ต่อคณะกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2552 ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้รับฟังข้อมูลทั้งหมด พร้อมทั้งให้กลับมาจัดทำรายละเอียดที่ชัดเจนในบางประเด็นอีกครั้ง ก่อนที่จะนำเสนอต่อไปยังคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กกร.) ในเดือนหน้า
เว็บไซต์ฐานเศรษฐกิจ (11 มิถุนายน 2552) - นายณัฐพร พรหมสุทธิ กรรมการบริหาร สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า หลังจากนำเสนอยุทธศาสตร์ การพัฒนาอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ต่อคณะกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2552 ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้รับฟังข้อมูลทั้งหมด พร้อมทั้งให้กลับมาจัดทำรายละเอียดที่ชัดเจนในบางประเด็นอีกครั้ง ก่อนที่จะนำเสนอต่อไปยังคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กกร.) ในเดือนหน้า
ทั้งนี้มาตรการที่สมาคมได้เสนอให้รัฐบาลเข้ามาให้การสนับสนุนนั้น มีทั้งระยะเร่งด่วนและระยะยาว อาทิเช่น 1. ให้รัฐบาลเร่งผลักดันให้เกิดโครงการก่อสร้างทุกขนาด ไม่ว่าใหญ่ กลาง เล็ก ทั้งในส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะในระดับอบต. ให้เร่งดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างอย่างรวดเร็ว 2. ผลักดันโครงการที่มีแบบมาตรฐานอยู่แล้ว เช่นโรงเรียน โรงพยาบาล ให้เข้าสู่กระบวนการประมูล และ 3.ให้กระทรวงการคลัง สนับสนุนแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ และประสานไปยังสถาบันการเงินต่าง ๆ เพื่อปล่อยสินเชื่อภาคการก่อสร้างที่มีความเสี่ยงต่ำ 4. เร่งรัดให้หน่วยงานเจ้าของโครงการที่มีการประมูลงานเสร็จแล้ว ให้ลงนามในสัญญากับผู้ประกอบการโดยเร็ว และเร่งชำระเงินค่างานก่อสร้างค้างจ่ายให้กับผู้ประกอบการ รวมถึงชำระค่าก่อสร้างตามงวด งานให้ตรงกำหนดระยะเวลา
ส่วนข้อ 5. เร่งรัดกระบวนการพิจารณา รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA ) และการบังคับใช้กฎหมายบุริมสิทธิ สุดท้าย เร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยในต่างประเทศที่ไปประสบปัญหางานรับเหมาก่อสร้างในต่างประเทศ โดยประสานงานกับภาครัฐของประเทศนั้น ๆ เพื่อขอผ่อนปรนข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทย อาทิ ขอยกเว้นภาษีที่เกี่ยวข้อง และผ่อนปรนข้อจำกัดการโอนเงินระหว่างประเทศ การโอนเงินรายได้กลับประเทศ เป็นต้น
ส่วนมาตรการระยะยาว 2-5 ปี นั้นต้องการให้มีการจัดตั้งองค์กรกลางหรือคณะกรรมการกลางที่มีตัวแทนทั้งจากภาครัฐและเอกชนเป็นผู้แทนเพื่อกำหนดมาตรฐานธุรกิจ ปรับปรุงกฎระเบียบต่าง ๆ ทั้ง การจัดซื้อจัดจ้าง ประกวดราคา จัดตั้งศูนย์ขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ อบรม พัฒนาบุคลากร เป็นต้น รวมไปจนถึงการจัดตั้งธนาคารเฉพาะกิจ ของรัฐเพื่อการก่อสร้าง ส่งเสริมและสนับสนุนให้เอกชนไทย มีโอกาสขยายออกไปรับงานก่อสร้างในต่างประเทศ โดยภาครัฐให้การสนับสนุน ทั้งการนำเงินกลับเข้าประเทศ แก้ปัญหาภาษีซ้ำซ้อน ร่างกฎหมายธุรกิจก่อสร้าง ( Construction Business Law) เป็นต้น
นายณัฐพร ยังกล่าวอีกว่า บางเรื่องที่เสนอไปนั้นเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทำได้ทันทีแต่บางเรื่องก็เป็นแผนระยะยาว แต่ก็ต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้เพื่อเตรียมความพร้อมไว้เพื่อวางรากฐานสำหรับอนาคตรอภาวะเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกดีขึ้น เนื่องจากเห็นว่า อุตสาหกรรมก่อสร้างนับว่ามีส่วนสำคัญต่อการระบบเศรษฐกิจ และผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เพราะเป็นธุรกิจที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอื่น ๆ อีกมาก ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มวัสดุก่อสร้างที่ใช้เป็นจำนวนมาก และกลุ่มแรงงาน เมื่อเกิดวิกฤติผลกระทบจะเกิดเป็นวงกว้าง ทั้งด้านแรงงานที่พบว่ามีพนักงานทำงานประจำอยู่ราว 2 แสนคน แรงงานไม่ประจำในราว 4 ล้านคน บริษัท สถาปนิก วิศวกร ที่ต้องออกจากงานก่อนเกษียณ
นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบทางตรงต่อ อุตสาหกรรมการผลิต เหล็ก ปูนซีเมนต์ จากข้อมูลของแบงก์ชาติพบว่าในปี 2552 ยอดขายซีเมนต์ลดลงจากปี 2550-2551 คือจาก 27.69 ล้านตันเป็น 24.83 ล้านตัน หรือราว 10 % ส่วนไตรมาสแรกของปี 2552 มียอดขาย 6,264 ตัน ลดลง 12.5% เทียบกับไตรมาสแรกปี 2551 ส่วนยอดขายเหล็กไตรมาส 1 ของปี 2552 มียอดขาย 0.286 ล้านตันลดลงถึง 54.8 %
กรรมการบริหารสมาคม กล่าวอีกว่า รัฐบาลนี้เริ่มให้ความสำคัญของอุตสาหกรรมก่อสร้างว่าจะมีส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไม่แพ้การส่งออกและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยล่าสุดกระทรวงพาณิชย์และคณะผู้แทนการค้าไทยจะเดินทางไปดูช่องทางธุรกิจ ที่ประเทศลิเบียในราวกลางเดือนหน้านั้นได้ชวนสมาคมร่วมคณะไปด้วย ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ภาครัฐ เชิญชวนให้ร่วมเดินทางไปดูลู่ทางทางการค้าซึ่งถือเป็นนิมิตรหมายอันดีสำหรับผู้ประกอบการ
ศสตม.ภาคใต้จับแรงงานเถื่อน 16 คน
เว็บไซต์สยามรัฐ (11 มิถุนายน 2552) - พ.ต.ต.วีรวัฒน์ นิลวัตร สว.สส.ปป.ศตม.ภาคใต้ ว่าจะมีการลักลอบขนชาวต่างด้าวจากริมชายแดนไทย-มาเลเซีย อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ไปส่งยัง จ.อรัญฯ จึงพร้อมด้วย ร.ต.ท.ประเสิรฐ แก้วมุกดา รอง สว.สส.ปป.ฯและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศตม..อีกจำนวนหนึ่ง รุดไปตรวจสอบและจับกุมที่บริเวณถนนสายเอเซีย หมู่ 1 ต.คลองเปี้ย อ.จะนะจ.สงขลา ต่อมามีรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซุซุ สีบอรน์ด หมายเลขทะเบียน บษ 9787 สงขลา วิ่งมาด้วยความเร็ว ท่าทางมีพิรุธ
เว็บไซต์สยามรัฐ (11 มิถุนายน 2552) - พ.ต.ต.วีรวัฒน์ นิลวัตร สว.สส.ปป.ศตม.ภาคใต้ ว่าจะมีการลักลอบขนชาวต่างด้าวจากริมชายแดนไทย-มาเลเซีย อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ไปส่งยัง จ.อรัญฯ จึงพร้อมด้วย ร.ต.ท.ประเสิรฐ แก้วมุกดา รอง สว.สส.ปป.ฯและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศตม..อีกจำนวนหนึ่ง รุดไปตรวจสอบและจับกุมที่บริเวณถนนสายเอเซีย หมู่ 1 ต.คลองเปี้ย อ.จะนะจ.สงขลา ต่อมามีรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซุซุ สีบอรน์ด หมายเลขทะเบียน บษ 9787 สงขลา วิ่งมาด้วยความเร็ว ท่าทางมีพิรุธ
จึงส่งสัญญาณให้รถจอดเพื่อขอตรวจค้น ต่อมารถยนต์กระบะคันดังกล่าวก็จอดให้ จนท.ตรวจ ปรากฎว่า จนท.ตรวจพบชาวกัมพูชา และมาเลเซีย จำนวน 15 คน เป็นชาย 7 คน หญิง 9 คน และคนขับทราบชื่อภายหลังว่าชื่อนายยันมียี วาฮับ อายุ 30 ปีอยู่บ้านเลขที่ 10/71ถนนทรายทอง1 ต./อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ซึ่งเป็นคนขับชาวไทย จึงนำตัวมาสอบสวนที่ ศูนย์ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองภาคใต้(ศตม.ภาคใต้)แจ้งข้อหานายยันมียี คนขับข้อหาอุปการะหรือช่วยเหลือด้วยประการใดๆเพื่อให้คนต่างด้าวพ้นการจับกุม ส่วนชาวกัมพูชาและชาวมาเลเซีย จนท.แจ้งข้อหาเป็นบุคคลต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต
ล้อมจับแรงงานต่างด้าว 56 คน
เว็บไซต์คมชัดลึก (12 มิถุนายน 2552) - เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 11 มิถุนายน นายวิโรจน์ ศรีสวัสดิ์ นายอำเภอโกสัมพีนคร จังหวัดกำแพงเพชร ได้สนธิกำลังกองร้อยอาสามัครรักษาดินแดน อำเภอโกสัมพีนครที่ 11 ร่วมกับชุดปฏิบัติการกรมทหารพรานที่ 35 สถานีตำรวจภูธรโกสัมพีนคร ชุด ชรบ.บ้านมอรังงาม หมู่ที่ 12 เดินทางไปบ้านหนองแดน หมู่ที่ 2 ตำบลโกสัมพีนคร หลังจากได้รับแจ้งจากสายลับว่ามีต่างด้าวแอบเข้ามาหลบซ่อนอยู่ในป่าละเมาะติดคลองวังเจ้า หลังบ้านของนายนิด แหยมพลัน และนางนกแก้ว กุลคำ ในหมู่บ้านดังกล่าว
เว็บไซต์คมชัดลึก (12 มิถุนายน 2552) - เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 11 มิถุนายน นายวิโรจน์ ศรีสวัสดิ์ นายอำเภอโกสัมพีนคร จังหวัดกำแพงเพชร ได้สนธิกำลังกองร้อยอาสามัครรักษาดินแดน อำเภอโกสัมพีนครที่ 11 ร่วมกับชุดปฏิบัติการกรมทหารพรานที่ 35 สถานีตำรวจภูธรโกสัมพีนคร ชุด ชรบ.บ้านมอรังงาม หมู่ที่ 12 เดินทางไปบ้านหนองแดน หมู่ที่ 2 ตำบลโกสัมพีนคร หลังจากได้รับแจ้งจากสายลับว่ามีต่างด้าวแอบเข้ามาหลบซ่อนอยู่ในป่าละเมาะติดคลองวังเจ้า หลังบ้านของนายนิด แหยมพลัน และนางนกแก้ว กุลคำ ในหมู่บ้านดังกล่าว
เมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่ทั้งหมดจึงได้ทำการบุกเข้าจับกุมตัวแรงงานต่างด้าวได้ทั้งหมดขณะกำลังล้อมวงกินข้าวกัน เป็นหญิง 24 คน ชาย 32 คน รวม 56 คน ซึ่งในบริเวณที่เกิดแหตุยังมีรถยนต์กระบะจอดอยู่ 3 คัน เป็นรถกระบะยี่ห้อโตโยต้าวีโก้ 4 ประตู สีบรอนซ์ทอง หมายเลขทะเบียน 8877 ลำปาง ท้ายกระบะมีฝาปิด รถกระบะอีซุซุสีดำ หมายเลขทะเบียน บจ.1367 นครสวรรค์ ท้ายกระบะมีหลังคาแครี่บอย และ รถกระบะอีซูซุ สีบรอนซ์ หมายเลขทะเบียน บร 621 นครสวรรค์ และจับกุมตัวนายไพรัช บุญาส อายุ 26 ปี อยู่บ้านเลขที่ 415 / 3 บ้านหนองซาก อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ คนขับรถได้เพียงคนเดียว ส่วนอีก 2 คนสามารถวิ่งหลบหนีไปได้
จากการสอบสวนนายไพรัช ให้การว่า รับจ้างจากนายจ้างผู้ใช้แรงงานต่างด้าวให้ขับรถส่งแรงงานต่างด้าวมาแล้วครั้งหนึ่ง จำนวน 11 คน โดยออกจากจ.ตาก ไปส่งที่อ.บางปะหัน จ.อยุธยา ในราคา 2,500 บาท สามารถหลุดรอดจากการตรวจค้นไปได้ ในครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ได้รับการว่าจ้างให้ขับรถมาส่งยังที่เกิดเหตุในราคาเดิม จากนั้นจะมีรถมารับต่อไปอีกทอดหนึ่ง ซึ่งค่าจ้างงวดที่แล้วยังไม่ได้รับจากนายจ้างเลย ก็มาถูกจับกุมตัวเสียก่อน โดยเบื้องต้นได้ปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้นำพาแรงงานต่างด้าว เพียงแค่รับจ้างให้ขับรถท่านั้น
ด้านนายบังตึบ อายุ 30 ปี แรงงานชาวกระเหรี่ยง ให้การว่า เคยทำงานอยู่ร้านขายก๋วยเตี๋ยว และเป็นกรรมกรรับจ้างอยู่ย่านบางกระปิ กรุงเทพฯ ได้เงินเดือน 4,500-9,000 บาท แล้วแต่ว่าจะอยู่กินอาศัยกับนายจ้างหรือหาที่อยู่เอง ราคาเงินเดือนจะแตกต่างกัน เมื่อเก็บเงินได้ 30,000-40,000 บาท ก็จะเดินทางกลับบ้านแล้วกลับเข้ามาใหม่
"ครั้งนี้ทุกคนได้รับการติดต่อชักชวนจากนายหน้าชาวกระเหรี่ยงที่เมียววดี โดยเสียค่านายหน้ารายละ 13,000 บาท ให้ไปทำงานที่กรุงเทพฯ และยังอ้างว่ารู้จักเส้นสายกับคนมีสีในประเทศไทยกันเป็นอย่างดี ทุกคนจึงหลงเชื่อยอมไปกู้เอาที่ทางไปจำนองหาเงินมาจ่ายค่าหัว หวังจะมาขุดทองในประเทศไทยเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเพราะว่าที่บ้านของไม่มีงานทำ"นายบันตึบ กล่าว
นายบันตึบ กล่าวอีกว่า ส่วนไร่ข้าวโพดที่นิยมปลูกกันก็ขายไม่ได้ราคา เพราะปุ๋ยและยามีราคาแพง เก็บเกี่ยวแล้วขายไม่ได้กำไร จึงคิดไปตายเอาดาบหน้า หากรอดพ้นไม่ถูกจับกุมก็ถือว่าโชคดี และบางรายถูกหลอกว่า สามารถทำบัตรได้โดยอาศัยช่วงที่ทางการของไทยเปิดต่อบัตรให้กับแรงงานต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียนไว้ ส่วนการเดินทางนั้นทั้งหมดนั่งรถโดยสารจากเมียววดี แล้วมาเสียค่าผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองที่อำเภอแม่สอด จากนั้นได้หลบหนีขึ้นรถที่เตรียมพร้อมอยู่แล้ว บางรายขึ้นรถระหว่างทาง นอนแออัดยัดเยียดกันอยู่ที่ท้ายกระบะที่มีฝาปิดมิดชิด จนไปถึงที่เกิดเหตุ ระหว่างนั่งกินข้าวเพื่อรอรถคันใหม่ไปรับ ทางเจ้าหน้าที่ได้บุกเข้าไปจับกุมตัวทั้งหมด
นายวิโรจน์ นายอำเภอโกสัมพีนคร กล่าวว่า บ้านหลังดังกล่าวเคยมีการจับกุมแรงงานต่างด้าว และดำเนินคดีในข้อหาให้ที่พักพิง เมื่อปีที่ผ่านมาครั้งหนึ่งแล้ว ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้เรียกตัวเจ้าของบ้านไปทำการสอบสวน รวมทั้งเจ้าของรถกระบะทั้ง 3 คัน ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องการขบวนการค้ามนุษย์ในครั้งนี้หรือไม่
จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวผู้ต้องหาทั้งหมดให้พนักงานสอบสวนสภ.โกสัมพีนคร นำตัวไปทำบันทึกจับกุม ดำเนินคดี และผลักดันกลับสู่ประเทศต่อไป
ต่างด้าวทะลักไม่หยุดสั่งสกัดตลอด 24 ชม.
ไทยโพสต์ (12 มิถุนายน 2552) - พ.ต.อ.พศวัต แตงจุ้ย ผกก.สภ.แม่สอด จ.ตาก เปิดเผยว่า จากการสอบสวนพบว่าตามแนวชายแดนไทย-พม่ามีแรงงานต่างด้าวทะลักเข้ามามากขึ้น จึงสั่งให้สายสืบ สายตรวจ และตำรวจประจำป้อมเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจค้นตรวจสอบให้มากขึ้น โดยให้ผลัดเปลี่ยนกันตลอด 24 ชั่วโมง ให้ติดตามพฤติกรรมผู้ต้องสงสัยค้าแรงงานต่างด้าว รวมทั้งแหล่งที่พักพิงอย่างเฉียบขาด
ไทยโพสต์ (12 มิถุนายน 2552) - พ.ต.อ.พศวัต แตงจุ้ย ผกก.สภ.แม่สอด จ.ตาก เปิดเผยว่า จากการสอบสวนพบว่าตามแนวชายแดนไทย-พม่ามีแรงงานต่างด้าวทะลักเข้ามามากขึ้น จึงสั่งให้สายสืบ สายตรวจ และตำรวจประจำป้อมเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจค้นตรวจสอบให้มากขึ้น โดยให้ผลัดเปลี่ยนกันตลอด 24 ชั่วโมง ให้ติดตามพฤติกรรมผู้ต้องสงสัยค้าแรงงานต่างด้าว รวมทั้งแหล่งที่พักพิงอย่างเฉียบขาด
"การทะลักเข้ามาของแรงงานต่างด้าวจะเริ่มจากชายแดน ซึ่งเป็นหน้าที่ของทหารและหน่วยงานด้านความมั่นคง เมื่อเข้ามาถึงพื้นที่ชั้นในตำรวจต้องดำเนินการ ซึ่งมีข้อจำกัดมากมาย การตรวจค้นต้องแยกว่าใครมีบัตรชนิดใด หรือมีใบอนุญาตทำงานหรือไม่ แต่สิ่งที่จะทำอย่างเข้มงวดคือ สกัดกั้นไม่ให้ลักลอบเข้าไปยังกรุงเทพฯ หรือจังหวัดชั้นในของประเทศ" พ.ต.อ.พศวัตกล่าว
พ.ต.อ.พศวัตกล่าวว่า ได้กำชับผู้ใต้บังคับบัญชาทุกนายอย่าได้ไปยุ่งเกี่ยวหรือมีผลประโยชน์กับการลักลอบขนแรงงานต่างด้าว หากได้รับการร้องเรียนจากประชาชน และมีการตรวจพบมีหลักฐานชัดเจน จะมีโทษอย่างเดียวคือไล่ออก และยังต้องถูกดำเนินคดีอีกด้วย ซึ่งจะใช้วิธีสุ่มตรวจเป็นห้วงๆ ไป อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาตำรวจแม่สอดยังไม่มีปัญหาในเรื่องดังกล่าว ทุกนายยังปฏิบัติหน้าที่ด้วยดี มีระเบียบ มีความเสียสละ เพื่อให้เกิดความสงบสุขในชาติบ้านเมือง
สหภาพฯ รฟท.จัดประชุมด่วน 3 จังหวัดใต้หาแนวทางปกป้องการรถไฟไทยหลัง ครม.เห็นชอบกรณีแผนฟื้นฟู
พิมพ์ไทย (12 มิถุนายน 2552) - ภายหลังจากการประชุมของคณะรัฐมนตรี ได้มีมติเห็นชอบแผนฟื้นฟูองค์กรของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) โดย นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นผู้เสนอของบประมาณการตั้งบริษัทลูก เพื่อขอเงินมาลงทุนหมุนเวียนวงเงิน 560 ล้านบาท ทาง สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย (สรส.รฟท.) ได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 ร่วมปกป้องรักษาผลประโยชน์ของการรถไฟฯ ภายหลังจากที่ได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 1 เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2552 เรื่องขอให้ระงับแผนฟื้นฟูการรถไฟฯ เข้าพิจารณาในการประชุมคณะรัฐมนตรี
พิมพ์ไทย (12 มิถุนายน 2552) - ภายหลังจากการประชุมของคณะรัฐมนตรี ได้มีมติเห็นชอบแผนฟื้นฟูองค์กรของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) โดย นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นผู้เสนอของบประมาณการตั้งบริษัทลูก เพื่อขอเงินมาลงทุนหมุนเวียนวงเงิน 560 ล้านบาท ทาง สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย (สรส.รฟท.) ได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 ร่วมปกป้องรักษาผลประโยชน์ของการรถไฟฯ ภายหลังจากที่ได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 1 เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2552 เรื่องขอให้ระงับแผนฟื้นฟูการรถไฟฯ เข้าพิจารณาในการประชุมคณะรัฐมนตรี
เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุม ชั้น 2 อาคารสถานีรถไฟยะลา อ.เมือง จ.ยะลา นายวิรุฬห์ สะแกคุ้ม รองประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย (สรส.รฟท.) สาขาหาดใหญ่ ได้เรียกสมาชิกสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟฯ ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กว่า 30 คน ประชุมชี้แจง เพื่อหาข้อตกลงในการปฏิบัติงานของพนักงานการรถไฟแห่งประเทศไทย ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ต้องได้รับผลกระทบจาก มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2550 ข้อ 18 ความว่า
""ในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กรของ การรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่ง แผนการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในครั้งนี้ ยังไม่มีความชัดเจนในการส่งเสริมการขนส่งทางราง ตามนโยบายแห่งรัฐ ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ 2550 และไม่เป็นไปตามข้อตกลงสภาพการจ้างระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย กับ ทางสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย ในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กรของการรถไฟแห่งประเทศไทย ต้องทำความตกลงกับสหภาพแรงงานรถไฟฯ ก่อนทุกกรณี ประกอบกับ การดำเนินงานดังกล่าวมีลักษณะเร่งรีบไม่โปร่งใส โดยเฉพาะการตั้งบริษัทลูก ซึ่ง จะทำให้นิติสัมพันธ์ระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย และบริษัทที่เกิดขึ้นใหม่ขาดจากกัน มีผลกระทบต่อประเทศชาติ ประชาชน และ พนักงานในที่สุด""
นายวิรุฬห์ สะแกคุ้ม รองประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย (สรส.รฟท.) สาขาหาดใหญ่ จ.สงขลา กล่าวว่า ""ตนเอง และทีมงานลงมาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในครั้งนี้ มาประชุมชี้แจงเกี่ยวกับข้อตกลงในการปฏิบัติงานของพนักงานการรถไฟฯในพื้นที่ที่สำคัญในส่วนของ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟ สาขาหาดใหญ่ ได้รับมอบหมายจาก สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟฯส่วนกลาง ให้มาชี้แจงในประเด็นผลกระทบที่มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2552 ที่จะให้การรถไฟแห่งประเทศไทยแยกออกเป็น 2 บริษัท ซึ่จะมีผลกระทบต่อประชาชนในภายภาคหน้า และที่สำคัญเกี่ยวกับสวัสดิ์ภาพของพนักงานการรถไฟฯ""
ทั้งนี้ การรถไฟฯ ได้เข้าในมติคณะรัฐมนตรี ไม่ได้ทำการตกลงกับ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย ก่อน ซึ่งทางการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้มีข้อตกลงร่วมกันกับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟ ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมาย ได้จดทะเบียนกับกระทรวงแรงงาน แล้วว่า
กรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของการรถไฟฯ การรถไฟฯต้องตกลงกับ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟฯ ทุกๆ กรณี ซึ่งที่ออกมาชี้แจงในครั้งนี้ เพื่อให้พนักงานของการรถไฟ ฯ ให้เล็งเห็นถึงประกระทบ และสามารถชี้แจงกับประชาชนได้ว่า ในภายภาคหน้าผลกระทบจะตกอยู่กับพี่น้องประชาชนอย่างแน่นอน เพราะรูปแบบของบริษัท ไม่ได้แก้ปัญหาในเรื่องของการมีประสิทธิภาพ แต่จะเน้นในเรื่องของผลกำไร เพราะบริษัท ไม่ใช่องค์กรทางการกุศล เป้าหมายคือ การได้ผลกำไรสูงสุด เพียงอย่างเดียว สำหรับการแก้ปัญหาเบื้องต้นนั้น ไม่จำเป็นที่ต้องมีการปรับปรุง แต่น่าที่จะสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือมากกว่า
โดยการแยกบัญชีของการรถไฟฯ ทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น บขส.ก็ไม่ได้สร้างถนนเอง ซึ่งรัฐเป็นผู้แบกภาระ การรถไฟก็เช่นเดียวกันทางรัฐก็ควรเข้ามาแบกภาระในช่วงของโครงสร้างพื้นฐานโดยตัดจากต้นทุนออกไป ควรเข้ามาปรับปรุงขนาดของเส้นทางให้มีมาตรฐาน คือขนาด 1.435 ซึ่งเป็นมาตรฐานทั่วโลก และสามารถให้บริการกับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
จับตุ๋นแรงงานไปทำงานแอฟริกาใต้
เดลินิวส์ (12 มิถุนายน 2552) - ที่ บก.ปดส. เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 10 มิ.ย. พ.ต.อ.ณพวัฒน์ อารยางกูร ผกก.1 บก.ปดส.พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมการจัดหางาน เปิดเผยการจับกุม นายพงษ์ลิขิต เหลือคณานันต์ อายุ 68 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดมีนบุรี ที่ 741/2552 ลงวันที่ 21 พ.ค.2552 ข้อหาจัดหาคนงานไปทำงานต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน พร้อมหนังสือเดินทาง 12 เล่ม สมุดบัญชีธนาคารและเอกสารต่างๆ โดยจับกุมได้ที่หน้ากรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ถนนแจ้งวัฒนะ
เดลินิวส์ (12 มิถุนายน 2552) - ที่ บก.ปดส. เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 10 มิ.ย. พ.ต.อ.ณพวัฒน์ อารยางกูร ผกก.1 บก.ปดส.พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมการจัดหางาน เปิดเผยการจับกุม นายพงษ์ลิขิต เหลือคณานันต์ อายุ 68 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดมีนบุรี ที่ 741/2552 ลงวันที่ 21 พ.ค.2552 ข้อหาจัดหาคนงานไปทำงานต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน พร้อมหนังสือเดินทาง 12 เล่ม สมุดบัญชีธนาคารและเอกสารต่างๆ โดยจับกุมได้ที่หน้ากรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ถนนแจ้งวัฒนะ
ทั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 24 ก.พ. ที่ผ่านมา มีผู้เสียหาย 2 รายเข้าร้องเรียนกรมการจัดหางาน ว่าถูก นายพงษ์ลิขิตหลอกลวงว่า สามารถส่งไปทำงานเป็นช่างเชื่อมท่อส่งน้ำมันที่ประเทศแอฟริกาใต้ มีรายได้ดี แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายรายละ 3 แสนบาท โดยเรียกเก็บเงินก่อน 1.3 แสนบาท เมื่อจ่ายเงินแล้วกลับไม่ได้เดินทางและติดต่อนายพงษ์ลิขิตไม่ได้ จึงรู้ว่าถูกหลอกจึงเข้าร้องเรียน และแจ้งความไว้ที่ สน.บางชัน พร้อมประสาน ปดส.ช่วยจับกุมตัว
จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การภาคเสธ โดยอ้างว่า รับจัดหาแรงงานส่งไปทำงานยังต่างประเทศจริง แต่ไม่ได้เปิดบริษัทหรือไปโฆษณา เป็นการพูดของคนที่ตนส่งไปทำงานแล้วอยากให้คนอื่นไปบ้าง ในส่วนของผู้เสียหายที่เดินทางไปยังประเทศแอฟริกาใต้นั้น ส่งไปแล้ว แต่เมื่อทดสอบฝีมือแรงงานแล้วไม่ผ่านเกณฑ์ จึงถูกส่งตัวกลับมา ซึ่งภายหลังตนก็ได้ติดต่อจะคืนเงินให้ และมีการคืนเงินไปแล้วบางส่วนแต่ยังไม่ครบ สำหรับหนังสือเดินทางของกลางเป็นของแรงงานอีก 12 คน ที่ตนเตรียมจะส่งไปทำงานที่ประเทศกาตาร์ แต่ยังไม่ทันได้ดำเนินการก็มาถูกจับกุมเสียก่อน
ประกันสังคมเทเงินอุ้ม ศก. 1.4 หมื่นล้าน
โพสต์ ทูเดย์ (12 มิถุนายน 2552) -รายงานข่าวจากสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เปิดเผยว่ากองทุนประกันสังคมใช้เงินลงทุนเพื่อผู้ประกันตนรวม 1.44 หมื่นล้านบาท รวม 5 โครงการ คือ โครงการสินเชื่อเพื่อสถานประกอบการขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) โดยสปส.ร่วมมือกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) เพื่อให้เอสเอ็มอีมีแหล่งเงินกู้ สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ในวงเงิน1,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้มีการปล่อยสินเชื่อแล้ว 50,871 ราย
โพสต์ ทูเดย์ (12 มิถุนายน 2552) -รายงานข่าวจากสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เปิดเผยว่ากองทุนประกันสังคมใช้เงินลงทุนเพื่อผู้ประกันตนรวม 1.44 หมื่นล้านบาท รวม 5 โครงการ คือ โครงการสินเชื่อเพื่อสถานประกอบการขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) โดยสปส.ร่วมมือกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) เพื่อให้เอสเอ็มอีมีแหล่งเงินกู้ สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ในวงเงิน1,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้มีการปล่อยสินเชื่อแล้ว 50,871 ราย
สำหรับโครงการสินเชื่อชะลอการเลิกจ้างแรงงาน ได้ร่วมมือกับธพว. โดยสนับสนุนเงิน 6,000 ล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ยคงที่ไม่เกิน5% ต่อปี สำหรับสถานประกอบการเพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจจนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2553 โดยอนุมัติสินเชื่อไปแล้ว 30 ราย คิดเป็น47 สัญญา วงเงิน 418.85 ล้านบาท
นอกจากนี้ ได้จัดทำโครงการช่วยเหลือสถานประกอบการในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้วงเงิน 400 ล้านบาท โดยได้ร่วมมือกับธนาคารกรุงไทยและธนาคารออมสิน โดยสนับสนุนเงินฝากแห่งละ 200 ล้านบาท ปัจจุบันได้ปล่อยสินเชื่อไปแล้ว99 ราย วงเงิน 365.17 ล้านบาท
นอกจากนั้น ประกันสังคมยังได้ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในโครงการกู้วิกฤตแรงงานไทยคืนถิ่น4,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 6%ต่อปี สำหรับผู้ประกันตนที่ถูกเลิกจ้าง หรือลาออกจากงานตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2551 เพื่อนำเงินกู้ไปประกอบอาชีพอิสระหรือพัฒนาอาชีพ ขณะนี้มีผู้ประกันตนยื่นกู้แล้ว8,000 ราย
สหภาพแรงงานเขมรนัดชุมนุมต้าน "อภิสิทธิ์"
ASTV ผู้จัดการรายวัน (13 มิถุนายน 2552) -นายรง ชุน(Rong Chhun) ประธานสมาพันธ์แรงงานแห่งกัมพูชาประกาศยืนยันเจตนารมณ์ในเรื่องนี้นายเจียมุนี(Chea Mony) ประธานสภาแรงงานเสรีในราชอาณาจักรกัมพูชา(Free Trade Union of Workes in the Kingdom of Cambodia) เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้ประกาศเจตนารมณ์จะนำสมาชิกเข้าร่วมกับนายรงชุน โดยอ้างว่า ถึงเวลาที่ชาวกัมพูชาจะได้แสดงออกถึงความไม่พอใจต่อ "การก้าวร้าวรุกรานของไทย"
ASTV ผู้จัดการรายวัน (13 มิถุนายน 2552) -นายรง ชุน(Rong Chhun) ประธานสมาพันธ์แรงงานแห่งกัมพูชาประกาศยืนยันเจตนารมณ์ในเรื่องนี้นายเจียมุนี(Chea Mony) ประธานสภาแรงงานเสรีในราชอาณาจักรกัมพูชา(Free Trade Union of Workes in the Kingdom of Cambodia) เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้ประกาศเจตนารมณ์จะนำสมาชิกเข้าร่วมกับนายรงชุน โดยอ้างว่า ถึงเวลาที่ชาวกัมพูชาจะได้แสดงออกถึงความไม่พอใจต่อ "การก้าวร้าวรุกรานของไทย"
"เราจะต้องจัดชุมนุม (ต่อต้านนายอภิสิทธิ์) เพราะว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อทั้งประเทศโดยรวม ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวแต่
อย่างใด" นายเจียมุนี กล่าวกับ Everyday.com.kh สำนักข่าวออนไลน์ยอดนิยมภาษาเขมร นายมุนีกล่าวอีกว่า ถึงแม้ทางการกรุงพนมเปญจะไม่อนุญาต แต่ทั้งสองกลุ่มก็จะจัดชุมนุมแสดงเจตนารมณ์ต่อไป "เพราะเป็นเรื่องผลประโยชน์ของชาติ" และทางการพนมเปญจะต้องคุ้มครองผู้ที่จะออกมาร่วมการชุมนุมในวันที่ 12 มิ.ย.ศกนี้
ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ "เขมรสถาปนา" (Khmer Sthapana) วันพฤหัสบดี(11 มิ.ย.) นายรงชุน(Rong Chhun) ประธาน สมาคมครูอิสระแห่งชาติได้ยื่นหนังสือถึงทางการกรุงพนมเปญเมื่อวันพุธ แสดงเจตจำนงที่จะจัดชุมนุมประท้วงอย่างสงบระหว่างการเยือนของนายอภิสิทธิ์ไม่ว่าจะได้รับอนุญาตหรือไม่ก็ตาม
ผู้นำของกลุ่มนี้วางแผนจะเข้ายื่นหนังสือต่อผู้นำของไทย เพื่อเรียกร้องให้ไทย "ยุติการยึดครองดินแดนของกัมพูชา"
"เราต้องการให้นายกรัฐมนตรีไทยสั่งถอนทหารออกจากกัมพูชาและทำให้สถานการณ์เป็นเหมือนเช่นก่อนวันที่ 15 ก.ค.2551" นายชุนให้สัมภาษณ์สถานีวิทยุเสียงอเมริกาภาคภาษาเขมรวันเดียวกัน ซึ่งหมายถึงสถานการณ์ ประมาณหนึ่งสัปดาห์ หลังจากองค์การยูเนสโกรับขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ในวันที่ 7 เดือนเดียวกัน
แต่ในขณะเดียวกัน พล.ท.โต๊จ นะรถ(Touch Naroth) ผู้บัญชาการตำรวจกรุงพนมเปญ กล่าวเตือนว่า ผู้นำของไทยกำลังจะมาเยือนอย่างเป็นทางการ ตำรวจจะไม่อนุญาตให้ผู้ใดกระทำการใดอันเป็นการขัดขวางทำให้อับอาย หรือเป็นการทำลายชื่อเสียงของรัฐบาลกัมพูชา หรือถ้าหากทำให้เกิดความวุ่นวายในสังคมจะถูกลงโทษตามกฎหมาย
หนังสือพิมพ์ฉบับนี้กล่าวว่า ยังไม่สามารถขอความเห็นจากนายเขียว กัญฤทธิ์ รัฐมนตรีกระทรวงแถลงข่าวกัมพูชา กับนายกอยเกือง(Koy Kuong) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศได้ บุคคลทั้งสองเป็นกระบอกเสียงสำคัญในการวิพากษ์วิจารณ์ประเทศไทยตลอดเวลาที่ผ่านมา
นายแก๊ป จุ๊กเตมา(Kep Chuktema) ผู้ว่าราชการกรุงพนมเปญ ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ที่จะต้องต้อนรับการเยือนของผู้นำไทย ให้สัมภาษณ์วิทยุเสียงอเมริกาภาคภาษาเขมรวันเดียวกันว่า การประท้วงจะไม่ช่วยแก้ปัญหาข้อพิพาทชายแดนระหว่างสองประเทศ
นายอภิสิทธิ์กำลังจะเยือนกัมพูชาเป็นเวลา 2 วัน นรม.ของไทยกำลังจะส่งมอบโบราณวัตถุอีก 7 ชิ้นให้แก่รัฐบาลกัมพูชา หลังจากที่เคยส่งมอบไปแล้วจำนวนหนึ่งระหว่างการเยือนไทยของสมเด็จฯ ฮุนเซน ในช่วงที่ไปร่วมการประชุมผู้นำอาเซียนที่เมืองพัทยา
เมื่อเดือนที่แล้วรัฐบาลกัมพูชาได้ยื่นหนังสืออย่างเป็นทางการถึงรัฐบาลไทย เรียกร้องให้ฝ่ายไทยจ่ายค่าเสียหายประมาณ 2 ล้านดอลลาร์สำหรับสิ่งที่ฝ่ายนั้นกล่าวหาว่า เกิดจากการที่ทหารไทยยิงถล่มตลาดค้าขายชายแดนที่บริเวณทางขึ้นปราสาทพระวิหาร ในวันที่ 3 เม.ย.2552 ขณะเกิดการปะทะกันระหว่างทหารของสองฝ่ายที่บริเวณภูมะเขือ ห่างออกไปกิโลเมตรเศษ
ฝ่ายไทยได้ตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งขึ้นมาตรวจสอบหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ตามข้อเรียกร้องของฝ่ายกัมพูชาก่อนจะมีการจัดสินใจใดๆ ในเรื่องค่าเสียหาย
การเยือนกัมพูชาที่กำลังจะมีขึ้นนี้ นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งผู้นำรัฐบาลในเดือน ธ.ค.2551 กำหนดการครั้งก่อนหน้านี้มีขึ้นในวันที่ 18 เม.ย. แต่เกิดการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลที่กลายเป็นการจลาจลในกรุงเทพฯ ทำให้การเยือนของผู้นำไทยต้องเลื่อนออกไป นายอภิสิทธิ์กำลังจะเข้าพบหารือกับสมเด็จฯ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาชายแดนระหว่างสองประเทศทั้งทางบกและทางน้ำ ความช่วยเหลือที่ไทยให้แก่กัมพูชาในการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค
คาดว่ากำลังจะมีการเซ็นสัญญารับความช่วยเหลือเป็นเงินกู้ก้อนใหม่จากรัฐบาลไทย เพื่อสร้างถนนอีกสายหนึ่งเชื่อมชายแดนไทยจากช่องโอสะมั๊ก (O Samach) อ.ช่องจอม จ.สุรินทร์ ผ่าน อ.สำโรง จ.อุดรมีชัย ไปยังเสียมราฐ ซึ่งฝ่ายกัมพูชาได้เจรจาขอความช่วยเหลือเรื่องนี้มาตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์
ระหว่างเยือนกัมพูชาครั้งนี้ นรม.ของไทยยังมีกำหนดการเข้าเฝ้าฯ กษัตริย์กัมพูชา สมเด็จนโรดมสีหมุนี ตลอดจนพบปะผู้แทนธุรกิจและประชาคมชาวไทยในกัมพูชาอีกด้วย ในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้มีการอนุมัติงบประมาณช่วยกัมพูชาสร้างถนนจำนวน 2 สายคือ ตราด-เกาะกง-สเรอัมเบล(สีหนุวิลล์) กับอีกสายหนึ่งทางภาคเหนือจากช่องสะงำ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ ไปยังปราสาทบันทายศรี(Banteay Srie) และเมืองเสียมราฐ รวมเป็นเงินงบประมาณ 2,000 ล้านบาท ทั้งแบบให้เปล่าและในรูปเงินกู้ระยะยาวดอกเบี้ยต่ำ
ความสัมพันธ์สองประเทศเสื่อมทรามลงเป็นลำดับหลังจากกัมพูชายื่นขอจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกต่องค์การยูเนสโก โดยดำเนินการแต่เพียงฝ่ายเดียว ไทยได้ส่งทหารเข้าไปในบริเวณที่เรียกว่า "ดินแดนพิพาท" พื้นที่ประมาณ 4.5 ตารางกิโลเมตรรอบๆ ปราสาทพระวิหาร ซึ่งอยู่ในเขตสันปันน้ำของไทย รัฐบาลจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้แจ้งต่อศาลระหว่างประเทศ ที่กรุงเฮกยืนยันอำนาจอธิปไตยของไทย หลังจากมีการตัดสินยกปราสาทพระวิหารให้ตกเป็นของกัมพูชาในเดือนมี.ค.2505
แฉแรงงานเด็กต่างด้าว ผิด กม.ในไทยกว่า 3 แสน ซ่อนอยู่ย่านสีลม-ฝั่งธน ปากน้ำ สมุทรสาคร
เว็บไซต์แนวหน้า (13 มิถุนายน 2552) -ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ร่วมกับกระทรวงแรงงาน จัดงาน“วันต่อต้านการใช้แรงงานเด็กโลก”โดยนายสมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีแนวโน้มแรงงานเด็กลดลง โดยองค์การแรงงานระหว่างประเทศได้ยกให้ไทยเป็นกรณีตัวอย่าง และทำการศึกษาวิจัยแรงงานเด็กนำร่องใน 5 จังหวัด คือ จ.เชียงราย ตาก อุดรธานี สมุทรสาคร สงขลา และปัตตานี โดยพบว่าในปี 2533 มีแรงงานเด็กร้อยละ 5 แต่ภายในเวลา 10 ปี พบว่ามีแรงงานเด็กลดลงเหลือ เหลือไม่ถึงร้อยละ 1 แต่จะมีการลักลอบนำเด็กต่างด้าวเข้ามาทำงานอย่างผิดกฎหมายแทน
เว็บไซต์แนวหน้า (13 มิถุนายน 2552) -ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ร่วมกับกระทรวงแรงงาน จัดงาน“วันต่อต้านการใช้แรงงานเด็กโลก”โดยนายสมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีแนวโน้มแรงงานเด็กลดลง โดยองค์การแรงงานระหว่างประเทศได้ยกให้ไทยเป็นกรณีตัวอย่าง และทำการศึกษาวิจัยแรงงานเด็กนำร่องใน 5 จังหวัด คือ จ.เชียงราย ตาก อุดรธานี สมุทรสาคร สงขลา และปัตตานี โดยพบว่าในปี 2533 มีแรงงานเด็กร้อยละ 5 แต่ภายในเวลา 10 ปี พบว่ามีแรงงานเด็กลดลงเหลือ เหลือไม่ถึงร้อยละ 1 แต่จะมีการลักลอบนำเด็กต่างด้าวเข้ามาทำงานอย่างผิดกฎหมายแทน
ทั้งนี้ จากข้อมูลล่าสุดของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) ที่ไปตรวจสอบสถานประกอบการ 50,000 แห่ง พบ 600 แห่ง ที่ใช้แรงงานเด็กอย่างถูกกฎหมาย มีเพียง 5 แห่ง ที่พบแรงงานเด็กที่ผิดกฎหมาย ซึ่งก็จะมีบทลงโทษทางอาญา สำหรับนายจ้างที่นำแรงงานเด็กมาทำงานอย่างผิดกฎหมาย
นายสมเกียรติ กล่าวอีกว่า กระทรวงแรงงานได้จัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติ เพื่อขจัดแรงงานเด็กที่เลวร้าย มีอำนาจหน้าที่กำหนดแผนนโยบายระดับชาติ สำหรับนโยบายดังกล่าวได้ผ่านการมติของครม.แล้วเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา โดยกำหนดแผน 5 ประการ คือ 1. การป้องกันแรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย 2. การช่วยเหลือและคุ้มครองแรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย 3. พัฒนาและบังคับใช้กฎหมาย 4. พัฒนาองค์ความรู้ และเสริมสร้างบุคลากร และ 5.พัฒนากลไกในการบริหารจัดการ อย่างไรก็ตาม กสร.จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ (พม.) เป็นต้น มาหารือ เพื่อจัดทำแผนแม่บท เพื่อให้สอดคล้องกับที่ ILO ได้ยึดปฎิบัติ ซึ่งคาดว่าในปี 2559 แรงงานเด็กจะหมดไป
ด้าน น.ส.ทัตติยา ลิขิตวงศ์ ผู้ประสานงานโครงการแรงงานเด็ก มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก กล่าวว่า สถานการณ์การใช้แรงงานเด็กในประเทศไทยไม่ได้ลดลง เพราะมีการใช้แรงงานเด็กต่างชาติ 3 สัญชาติ ประกอบด้วย ลาว กัมพูชา และพม่า เพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่พบว่าเป็นการทำงานตามห้องเช่า ตึกแถว ที่อยู่ตามกรุงเทพฯ อาทิ เขตสีลม เขตธนบุรี เขตพญาไท ต่างจังหวัด อาทิ จ.สมุทรปราการ สมุทรสาคร และชลบุรี เป็นต้น โดยอาชีพที่ทำคือทำประมง ประมงต่อเนื่อง ทำงานที่บ้าน ขายพวงมาลัย ขอทาน เป็นต้น อีกทั้งพบเด็กถูกใช้แรงงานในสถานประกอบการขนาดเล็กที่ผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตามจากตัวเลขที่สถานประกอบการที่พาเด็กอายุตั้งแต่ 15-18 ปี มาขออนุญาตทำงานเป็นคนไทยกว่า 300,000 คน ส่วนอีกกว่า 200,000 คน คิดว่าที่ยังไม่มาจดทะเบียน
“ปัญหาที่พบในการใช้แรงงานเด็กคือบางแห่งใช้แรงงานเด็กขาหลีบ เดินไม่ได้ เด็กมีปัญหาในการเข้าสังคม นายจ้างข่มขู่ว่าเป็นเด็กผิดกฎหมาย อีกกลุ่มคือเด็กจะไม่ได้เรียนหนังสือ มีปัญหาในการทำงาน มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร จนตั้งครรภ์ แล้วก็ส่งลูกไปให้ตากับยายเลี้ยง เมื่อเลี้ยงไม่ไหวก็ต้องส่งเด็กเข้ามาทำงานอีก ซึ่งก็จะหมุนเวียนไปไม่สิ้นสุด” น.ส.ทัตติยา กล่าวและว่า ส่วนกรณีปัญหาที่มีเด็กหายจำนวนมากนั้น จากข้อมูลของมูลนิธิกระจกเงาพบว่ามีการนำเด็กโตไปเป็นขอทาน ขายพวงมาลัย ขายทิชชู และเช็ดรถ ส่วนเด็กเล็กนำไปขายที่ประเทศมาเลเซีย เวียดนาม โดยอ้างว่าไปเป็นบุตรบุญธรรม แต่ส่วนใหญ่กลับนำไปใช้งานตามที่ผู้ซื้อต้องการ
นางสุวจี กู๊ด ผู้จัดการโครงการแก้ไขปัญหาแรงงานเด็กในประเทศไทย กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ จะเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้การใช้แรงงานเด็กกลับมาอีกครั้ง ทั้งจากรูปแบบครอบครัว และการลักพาตัว และรวมตัวกันของเด็กล่อนเร่ ส่วนใหญ่เป็นเด็กไร้สัญชาติ ชาวเขา และเด็กต่างชาติ ซึ่งร้อยละ 8 เป็นแรงงานเด็กทั้งในและนอกระบบ ในงานด้านการเกษตร ประมงต่อเนื่อง และทำงานที่บ้าน เป็นต้น ดังนั้นรัฐบาลควรมีการตรวจสอบที่รัดกุมขึ้น เนื่องจากการตรวจสอบในปัจจุบันยังมีน้อย โดยการกำหนดกลไกที่เชื่อมโยงทั้งการศึกษา วิธีการป้องกันและแก้ไข เพื่อไม่ให้เด็กกลายเป็นแรงงานก่อนวัยอันควร
- TLC TH Content:
