สถานการณ์ความเคลื่อนไหวแรงงานไทยประจำวันที่ 21 - 27 มิถุนายน 2552

"เลขาฯ สปส." คาด ไทยพ้นวิกฤตแล้ว พบยอดตกงานลด
เว็บไซต์มติชน (21 มิ.ย. 2552) - นายปั้น วรรณพินิจ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เปิดเผยถึงสถานะของกองทุนประกันการว่างงาน ว่า ขณะนี้มีเงินสะสมมาตั้งแต่ปี 2547 อยู่ประมาณ 3.9 หมื่นล้านบาท ในปีนี้คาดว่าจะเก็บเงินสมทบได้กว่า 8 พันล้านบาท แต่น้อยกว่าปีที่ผ่านมาราว 1 พันล้านบาท เนื่องจากตอนนี้มีจำนวนผู้ประกันตนออกจากงาน 2-3 แสนคน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้จ่ายสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานในช่วง 4 เดือนแรกของปีไปแล้ว 1.3 พันล้านบาท คาดว่าตลอดทั้งปีจะต้องจ่ายทั้งหมดราว 5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่จ่ายตลอดทั้งปีประมาณ 2.4 พันล้านบาท ขณะนี้ถือว่าสถานการณ์กองทุนประกันว่างงานไม่น่าเป็นห่วงแล้ว เดิมทีประเมินว่าหากมีคนตกงาน 1 ล้านคน จะเก็บเงินสมทบกรณีว่างงานทั้งปีได้ 6-7 พันล้านบาท ซึ่งอาจไม่พอจ่ายผู้ตกงานที่คาดว่าต้องใช้เงินถึง 1 หมื่นล้านบาท แต่ตอนนี้สถานการณ์ดีขึ้นแล้ว คงไม่ต้องควักเงินสะสมมาใช้
เลขาธิการ สปส.กล่าวว่า ขณะนี้กำลังลุ้นอยู่ว่าวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้จะทำให้คนตกงานน้อยกว่าวิกฤตปี 2540 ซึ่งครั้งนั้นมีผู้ประกันตนต้องออกจากงานถึงกว่า 7 แสนคน ส่วนเรื่องการปรับปรุงระบบในการบริการผู้ว่างงานนั้น ขณะนี้ สปส.และกรมการจัดหางานได้เชื่อมต่อข้อมูลกันอย่างสนิทโดยนำความต้องการของสถานประกอบการหรือนายจ้างที่ต้องการคนงานมาสอดประสานกับคนที่ตกงาน ในทุกๆเดือนที่คนตกงานมารายงานตัวจะสอบถามถึงเรื่องงานใหม่
ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านหลักประกันสังคม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงกรณี สปส.เตรียมลดจำนวนเงินสมทบ ซึ่งส่งผลให้กองทุนประกันสังคมขาดรายได้ไปกว่า 1 หมื่นล้านบาท ว่าเรื่องนี้เป็นนโยบายหาเสียงโดยเฉพาะโดยภาครัฐไม่ต้องควักกระเป๋าเพิ่มเลย แต่มีผลให้เงินกองทุนลดลง แรกทีเดียวรัฐตั้งใจว่าจะลดในส่วนของกองทุนชราภาพด้วย แต่พอลูกจ้างโต้แย้งก็ไปเอาในส่วนของการรักษาพยาบาลลดลงแทน ถามว่าจะกระทบต่อผู้ประกันตนหรือไม่ แม้ในช่วง 2 ปีนี้จะไม่มีปัญหาในเงินกองนี้ แต่การดำเนินการเช่นนี้ของภาครัฐมีความเหมาะสมหรือไม่ เพราะแทนที่จะเอาเงินก้อนนี้ไปขยายสวัสดิการให้ลูกจ้าง แต่กลับเอาไปหาเสียง
"การลดเงินสมทบครั้งนี้ มันไม่ได้แก้ปัญหาอะไรเลย แต่เป็นการหาเสียงอย่างเดียว ไม่ใช่ว่าผู้ประกันตนไม่มีปัญญาจ่าย เขายังอยาก จ่ายและเป็นวินัยจ่ายเงินสมทบ แต่รัฐกลับ ไปทำลายวินัยเสียเอง ที่สำคัญเป็นการเอื้อประโยชน์ให้นายจ้างมากกว่าลูกจ้าง สุดท้ายคนแย่ที่สุดคือลูกจ้าง การที่รัฐอ้างว่าเป็นการช่วยเหลือให้สถานประกอบการอยู่ได้นั้น จริงๆ แล้วการลดเงินส่วนนี้ถือว่าน้อยมาก แทบไม่ มีผลต่อการตัดสินใจเลิกจ้างงานเลย" ดร.วรวรรณกล่าว
ดร.วรวรรณกล่าวว่า แม้สถานะของกองทุนประกันสังคมในระยะสั้นไม่น่าเป็นห่วง เพราะมีเงินสะสมอยู่มาก แต่ระยะยาวน่าเป็นห่วงโดยเฉพาะกองทุนชราภาพ เพราะเมื่อเริ่มมีการจ่ายบำนาญ จะทำให้เงินไหลออกอย่างรวดเร็ว ในปี 2572 กองทุนจะเริ่มติดลบ และจะติดลบเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และจะเป็นภาระหนักของรัฐบาลช่วงนั้น กระทรวงการคลังต้องคิดเรื่องนี้ให้ดี แม้รัฐบาลยุคนี้อาจไม่ต้องคิดอะไรมาก เพราะถึงตอนนั้นไม่รู้ว่าใครจะเป็นรัฐบาล ขณะที่ตัวผู้ประกันตนเองต้องคิดให้มาก เพราะไม่รู้ว่ากว่าจะถึงช่วงเกษียณนั้น ยังมีเงินกองทุนให้อยู่ หรือไม่
ดร.วรวรรณกล่าวว่า จริงๆ แล้ว สปส. ควรต้องปรับวิธีการจ่ายเงิน แทนที่จะจ่าย เป็นบำนาญซึ่งเป็นการดึงเอาเงินทั้งหมดมาใช้ น่าเปลี่ยนเป็นระบบบำเหน็จหรือเงินก้อน ซึ่งเป็นการจ่ายตามเงินสะสมของแต่ละคน หรือกระเป๋าใครกระเป๋ามัน ที่สำคัญคือหากจ่ายด้วยวีธีการใหม่นี้ นักการเมืองเองไม่สามารถล้วงเอาเงินไปใช้ได้ แตกต่างจากระบบปัจจุบันที่เงินทั้งหมดถูกกองรวมไว้ตรงกลาง หากหายไปเพียง 100-200 ล้าน ก็ไม่มีใครรู้ เมื่อเทียบ กับกองทุนเป็นแสนล้าน เพราะตัวเลขทาง บัญชีไม่โผล่ แต่เชื่อว่า สปส.คงไม่ยอมแก้ระบบจ่ายใหม่ เพราะทุกวันนี้สามารถใช้เงินได้อย่างสะดวก
จัดหางานจังหวัดนนท์บุกจับแรงงานเถื่อนชาวพม่า
เว็บไซต์ไทยรัฐ (21 มิ.ย. 2552) - นางวีรดา ยูวะเวส จัดหางานจังหวัดนนทบุรี และตำรวจตรวจคนเข้าเมืองนำหมายค้นศาลจังหวัดนนทบุรี เข้าตรวจค้นบริษัท ซาลอม จำกัด เป็นโรงงานตัดเก็บเสื้อผ้า เลขที่ 100/2 ม.1 ต.บางรักพัฒนา อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี หลังสืบทราบว่ามีแรงงานเถื่อนชาวพม่าหลบหนีเข้ามาทำงานเป็นจำนวนมาก จากการตรวจค้นมีคนงานทั้งหมดประมาณ 600 คน เป็นแรงงานชาวพม่า จำนวน 95 คน เป็นชาย 43 คนและหญิง 52 คน ทั้งหมดไม่มีใบอนุญาตให้เข้ามาทำงานในประเทศไทย จึงควบคุมแรงงานเถื่อนชาวพม่าทั้งหมดส่ง สภ.บางบัวทอง เพื่อดำเนินคดีและผลักดันกลับสู่ประเทศต่อไป
ต่อมานายเชิดวิทย์ ฤทธิประศาสน์ ผวจ.นนทบุรี รับรายงานเดินทางมาที่สภ.บางบัวทอง กล่าวว่า ขณะนี้พบว่ามีแรงงานชาวพม่าลักบอบเข้ามาทำงานมีทั้งแรงงานที่ถูกต้องและแรงงานเถื่อนเป็นจำนวนมาก โดยกระจายกันอยู่ทั่วประเทศ จากการตรวจสอบพบว่าแรงงานเถื่อนเหล่านี้จะมีพวกนายหน้าแอบลักลอบพาเข้ามา โดยคิดค่าใช้จ่ายคนละประมาณ 7,000-10,000 บาท สาเหตุที่ในระยะนี้มีแรงงานเถื่อนทะลักเข้ามาในประเทศไทยมากกว่าปกติ เพราะเนื่องจากมีมติ ครม.จะเปิดให้แรงงานชาวพม่า ลาว และเขมร สามารถขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวโดยทำงานในประเทศไทยได้ ตามที่ประเทศไทย ลาว เขมร และพม่า ได้ทำเอ็มโอยูกันไว้ โดยกำหนดให้นายจ้างนำคนงานมาขึ้นทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1-31 กรกฎาคม 52 จึงทำให้ขบวนการค้ามนุษย์เหล่านี้ได้นำแรงงานเข้ามาเพื่อรอขึ้นทะเบียน
เศรษฐกิจทรุดตกงาน 3 แสนคน
เดลินิวส์ (21 มิ.ย. 2552) - นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่เดือน ต.ค. 51- พ.ค. 52 มีแรงงานที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงแรงงานต้องลาออกจากสถาน ประกอบการ 3.26 แสนราย เนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกส่งผลให้โรงงานหลายแห่งต้องลดกำลังการผลิตตามคำสั่งซื้อที่ลดลง เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และยานยนต์ ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่เข้าโครงการสมัครใจลาออก (เออร์ลี่รีไทร์) เพื่อนำเงินชดเชยมาใช้จ่าย ขณะที่บางรายถูกตัดค่าโอทีและเงินเดือนจึงจำเป็นต้อง ลาออกเพื่อไปทำงานในบริษัทที่มั่นคงกว่า
“อัตราการลาออกที่สูงขึ้นส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากพนักงานต้องการลาออกเอง แต่จะเข้าโครงการสมัครใจลาออกเพราะจะได้รับเงินชดเชย 7-8 เดือน ซึ่งข้อมูลของกระทรวงแรงงานพบว่า ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจตั้งแต่เดือน ต.ค. 51-พ.ค. 52 มีผู้ขึ้นทะเบียนขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน 4.94 แสนคน แบ่งเป็นการถูกเลิกจ้าง 1.67 แสนคน และลาออก 3.26 แสนคน”
นายธนิต กล่าวว่าครึ่งหลังปี 52 การเลิกจ้างงานคงมีไม่มาก เพราะภาคอุตสาหกรรมหลายแห่งเริ่มทยอยรับคนงาน เช่น สิ่งทอ อิเล็กทรอนิกส์ เห็นได้จากผู้ประกันตนที่ขอขึ้นทะเบียนขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานเริ่มลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 หลังจากเดือน ก.พ. 52 มีจำนวน 1.01 แสนคน ลดลงเป็น 6.49 หมื่นคน ในเดือน เม.ย. และเหลือเพียง 5.89 หมื่นคน ในเดือน พ.ค. ขณะผู้ที่กลับเข้าทำงานเพิ่มจาก 2.8 หมื่นคนในเดือน เม.ย. เป็น 3.33 หมื่นคนในเดือน พ.ค.
นายประเสริฐ ธรรมมนุญกุล ประธานสมาพันธ์สมาคมอุตสาหกรรมสนับสนุน กล่าวว่า สมาพันธ์สมาคมอุตสาหกรรมสนับสนุนเตรียมหารือกับนายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รมว.อุตสาหกรรม เกี่ยวกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมสนับสนุน เพราะที่ผ่านมาภาครัฐให้การสนับสนุนเฉพาะอุตสาหกรรมหลักของประเทศ เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอ นิกส์ โดยอุตสาหกรรม สนับสนุนถือเป็นเหมือนกระดูกสันหลังของ   ภาคอุตสาหกรรมทั้งผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ แม่พิมพ์บรรจุภัณฑ์เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมหลัก
ทั้งนี้ต้องการให้ภาครัฐมีกฎหมายส่งเสริมอุตสาหกรรมสนับสนุนที่ชัดเจน โดยเฉพาะการสนับสนุนให้มีการผลิตเครื่องจักรภายในประ เทศ เพราะที่ผ่านมาการนำเข้าอุปกรณ์และชิ้นส่วนเพื่อผลิตเครื่องจักรต้องเสียภาษีนำเข้า 15% แต่การนำเข้าเครื่องจักรภายใต้ข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) และการนำเข้าภายใต้สิทธิประโยชน์ของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) มีภาษีนำเข้าเป็น 0%
นอกจากนี้นโยบายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ตามนโยบายไทยเข้มแข็งไม่ส่งเสริมให้อุตสาหกรรมสนับสนุนขยายตัวมากขึ้น ซึ่งรัฐบาลได้ตั้งงบประมาณสร้างรถไฟฟ้าจำนวนมากและต่อไปจะนำเข้ารถไฟฟ้า หากให้ผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกมารวมกลุ่มกันเชื่อว่าจะรับงานสร้างรถไฟฟ้าได้
ทั้งนี้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสนับสนุนของไทยส่วนใหญ่ได้รับการเรียนรู้จากญี่ปุ่น ซึ่งทำให้มีความรู้และความชำนาญสามารถผลิตเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ภาคการผลิตที่มีคุณภาพได้ โดยสมาพันธ์ฯ ต้องการให้กระทรวงอุตสาหกรรม สนับสนุนงบประมาณในการนำผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสนับสนุนไปหาลูกค้าในต่างประเทศ
ทั้งนี้สมาพันธ์ฯ เป็นการรวมตัวของสมาคมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสนับสนุน 13 สมาคม เช่น สมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย สมาคมอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ไทย สมาคมการส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย มีสมาชิก 15,000 ราย ยอดขายรวม 2.5 แสนล้านบาท แต่ผลกระทบจากเศรษฐกิจทำให้ยอดขายลดลง 40%
ประกันสังคมผวาซ้ำรอยกบข. ชะลอลงทุนนอก-ตลาดหุ้น
เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ (22 มิ.ย. 2552) - นายปั้น วรรณพินิจ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เปิดเผยว่า สปส.จะปรับแผนการลงทุนใหม่ เนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ยลดลงและภาวะตลาดหุ้นผันผวน โดยอาจต้องชะลอการลงทุนในต่างประเทศและลดการลงทุนในตลาดหุ้น เพราะมีความเสี่ยงสูง ซึ่งอาจไปเน้นลงทุนในกองทุนรวมบางประเภทที่มีผลตอบแทนแน่นอน เช่น กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์
"ภาวะเศรษฐกิจผันผวนอาจจะทำให้กำไรตลอดทั้งปีของ สปส.ลดลงไปบ้าง ตอนนี้ สปส.กำลังพิจารณาแผนกลยุทธ์การลงทุนใหม่ เนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจ การลงทุนเราระวังเป็นอย่างมากและจะต้องทำอย่างเคร่งครัด การลงทุนอะไรที่เสี่ยงเราไม่เอาเลย กรณีกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ถือเป็นบทเรียนหนึ่ง ที่เราต้องระวังและศึกษาเป็นตัวอย่าง"
ในส่วนของผลตอบแทนรวมนั้น จะเห็นได้ว่าตลอดระยะเวลา 18 ปี ที่ สปส. รับผิดชอบการบริหารกองทุน ได้สร้างผลกำไรสะสมให้กองทุนจำนวนกว่า 144,835 ล้านบาท ทำให้กองทุนมั่นคงมากขึ้น สามารถรองรับภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนทั้งในปัจจุบันและในอนาคต
ตรังฟื้นเศรษฐกิจชุมชนอัดงบฯจ้างงานเร่งด่วน-พัฒนาแรงงาน 16 โครงการ
เว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจ (22 มิ.ย. 2552) - นายเสรี สุระบาล แรงงานจังหวัดตรัง เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะกรรมการศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติ สำนักงาน แรงงานจังหวัดตรัง เห็นชอบโครงการจ้างงานเร่งด่วน และพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานของ จ.ตรัง 16 โครงการ วงเงิน 1,801,090 บาท แยกเป็นโครงการจ้างงานเร่งด่วน 8 โครงการ เงิน 720,000 บาท โดยมีสำนักงานแรงงานจังหวัดเป็นผู้รับผิดชอบ และโครงการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน 8 โครงการ วงเงิน 1,081,090 บาท
สำหรับโครงการจ้างงานเร่งด่วน 8 โครงการ ได้แก่ 1)โครงการขุดลอกคูระบายน้ำ ถนนสายทุ่งม่วง และบูรณะอาคารมัสยิด หมู่ที่ 12 ต.ปะเหลียน อ.ปะเหลียน 2)โครงการจ้างงานเร่งด่วนพัฒนาพื้นที่สาธารณประโยชน์ในพื้นที่ตำบลท่างิ้ว อ.ห้วยยอด 3)โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณชายหาดสำราญ อ.หาดสำราญ 4)โครงการขุดลอกเหมืองสายคลองอิโครก อบต.วังคีรี อ.ห้วยยอด 5)โครงการจ้างงานเร่งด่วน อบต.บางดี อ.ห้วยยอด 6)โครงการพัฒนาพื้นที่สาธารณประโยชน์ ต.นาวง อ.ห้วยยอด 7)โครงการจ้างงานเร่งด่วนทำความสะอาดบริเวณชายหาดรอบเกาะสุกร อ.ปะเหลียน 8)โครงการจ้างงานขุดลอกเหมืองส่งน้ำ อ.นาโยง
ส่วนโครงการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน 8 โครงการ อาทิ 1)หลักสูตรช่างซ่อมเครื่องยนต์เพื่อการเกษตร 2) หลักสูตรช่างก่อสร้าง 3)หลักสูตรช่างปูกระเบื้อง 4)หลักสูตรช่างเสริมสวย 5)หลักสูตรการทำผ้าบาติก 6)หลักสูตรการทำขนมเบเกอรี่ 7)หลักสูตรทอผ้าภูมิปัญญาพื้นบ้าน 8)ฝึกอาชีพผลิตพิมเสนน้ำ
นายเสรีกล่าวว่า ทุกโครงการ กระทรวงกำหนดให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2552 ซึ่งประชาชนจะได้รับประโยชน์จากการจ้างงานและมีอาชีพเสริม เป็นการเพิ่มรายได้ ทำให้คุณภาพชีวิตที่ดี และมีเงินหมุนเวียนในจังหวัด ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น เป็นการกระจายรายได้ให้กับประชาชนอย่างทั่วถึงอีกด้วย
เศรษฐกิจแย่ยอดเออร์ลีฯพุ่งโรงงานลดคนตามกำลังผลิต
โพสต์ ทูเดย์ (22 มิ.ย. 2552) - นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)เปิดเผยว่า จากข้อมูลรายงานสถานการณ์แรงงานของกระทรวงแรงงาน พบว่าในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจตั้งแต่เดือนต.ค. 2551-พ.ค. 2552 มีผู้ขึ้นทะเบียนขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานทั้งสิ้นจำนวน 4.94 แสนคน แบ่งเป็นการถูกเลิกจ้างจำนวน1.67 แสนคน และลาออก 3.26 แสนคน
ทั้งนี้ สาเหตุที่ตัวเลขการลาออกจากงานสูงกว่าการเลิกจ้าง เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมจำเป็นต้องลดกำลังการผลิตให้สอดคล้องกับคำสั่งซื้อที่ลดลง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าและยานยนต์ บริษัทหลายแห่งเปิดโครงการให้พนักงานสมัครใจลาออก (เออร์ลีรีไทร์) เป็นจำนวนมากประกอบกับมีพนักงานส่วนหนึ่งที่ลาออกเพื่อเปลี่ยนงาน ส่งผลให้ยอดการลาออกสูงขึ้นมากกว่าช่วงปกติ
นายธนิต กล่าวว่า ในเดือนเม.ย. 2552 ถือเป็นช่วงที่มีอัตราการเลิกจ้างงานสูงที่สุด แต่หลังจากนี้ไปในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าการเลิกจ้างงานคงจะสิ้นสุดลง เพราะในอุตสาหกรรมสิ่งทอ อิเล็ก ทรอนิกส์ กำลังการผลิตเริ่มกลับมาสู่ภาวะปกติ สำหรับข้อมูลจากการเฝ้าระวังของกระทรวงแรงงาน พบว่าสถานการณ์การเลิกจ้างเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้นแต่อัตราการว่างงานเดือนเม.ย. 2552 เพิ่มขึ้นอีก 1.1 แสนคน เป็น 8.2 แสนคน เนื่องจากผู้จบการศึกษาใหม่ในปี 2552 เพิ่มเข้าสู่ตลาดแรงงานและยังหางานทำไม่ได้
ธ.ก.ส.ให้เกษตรกรกู้ไปนอกรับเก็บผลไม้
เว็บไซต์มติชน (22 มิ.ย. 2552) - นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ รองผู้จัดการรักษาการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า เมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา มีอาชีพเกิดใหม่ในภาคอีสานคือ ชาวบ้านได้รับการว่าจ้างให้เดินทางไปเก็บผลไม้ป่าในประเทศฟินแลนด์และสวีเดน ซึ่งในการเดินทางแต่ละครั้ง ชาวบ้านจะต้องไปกู้ยืมเงินนอกระบบในอัตราดอกเบี้ยแพงถึง 10-20% ต่อเดือน โดยต้องนำทะเบียนบ้านหรือทะเบียนรถไปจำนำ ธ.ก.ส.จึงร่วมกับกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน สนับสนุนการเดินทางไปยัง 2 ประเทศดังกล่าว และสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ย 6.75% ต่อปี โดยเกษตรกรลูกค้าหรือสมาชิกในครอบครัวที่ประสงค์จะเดินทางสามารถกู้เงินได้ไม่เกินรายละ 75,000 บาท กรณีที่ไปสวีเดน และไม่เกิน 65,000 บาท กรณีไปฟินแลนด์
"สินเชื่อครั้งนี้จะเปิดเฉพาะพื้นที่ชัยภูมิ หนองบังลำภู อุดรธานี ขอนแก่น และนครราชสีมา โดยเกษตรกรผู้สนใจต้องไปยังกรมการจัดหางานซึ่งร่วมกับบริษัทเอกชน 5 ราย ซึ่งได้รับอนุญาตจากฟินแลนด์และสวีเดน ให้เป็นผู้ดำเนินการจัดส่งแรงงานไป คาดว่าจะมีเกษตรกรเข้าร่วม 7 พันราย" นายเอ็นนู
รถไฟหยุดเดินขบวนทั่วประเทศ
เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์ (22 มิ.ย. 2552) - สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) นัดหยุดเดินรถไฟทั่วประเทศเช้าวันนี้ เพื่อประท้วงแผนปฏิบัติการเพื่อการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการเพื่อฟื้นฟูฐานะทางการเงินของ รฟท. ตามมติของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. ก่อนหน้านี้ นายภิญโญ เรือนเพ๊ชร รองประธานสหภาพ รฟท. เปิดเผยว่า ประเด็นที่สหภาพไม่เห็นด้วยกับการปรับโครงสร้างรฟท.คือการจัดตั้งบริษัทลูก ซึ่งเป็นบริษัทเดินรถภายใน 30 วันหลังครม.อนุมัติ ถือว่าเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริการ รฟท.ไปจากเดิม เพราะการจัดตั้งเป็นบริษัทจะมีผลกระทบต่อการดำเนินการ รฟม. ในระยะยาว ที่ต้องเชื่อมต่อโครงข่ายระบบขนส่งในประเทศ และระหว่างประเทศ นายยุทธนา ทับเจริญ ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า ทราบเรื่องสหภาพจะประท้วงด้วยการหยุดเดินรถตั้งแต่เมื่อวานนี้ และเตรียมการตั้งแต่เมื่อคืน ทั้งนี้ยังมีพนักงานบางกลุ่มไม่เข้าใจแผนฟื้นฟู ตนเองก็พยายามนัดพบนายสาวิตย์ แก้วหวาน ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยนัดกันพรุ่งนี้บ่ายสาม เพราะขั้นตอนต่างๆต้องมีการเจรจาไม่ใช่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน
จับตร.ค้ามนุษย์ขนแรงงานเถื่อน
แนวหน้า (22 มิ.ย. 2552) -พล.ร.ต.อดุงสวัสดิ์ พุ่มพวง ผบ.นรข. จ.นครพนม พร้อมเจ้าหน้าที่ ทำการจับกุม จ.ส.ต.วีรเดช ฐานะปัตโถ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม พร้อมรถยนต์กระบะ ทะเบียน ผข 8554 ขอนแก่น อาวุธปืน 11 มม. กระสุนจำนวนหนึ่ง ขณะลักลอบขนแรงงานเถื่อนชาวลาวจำนวน 12 คน เป็นหญิง 9 คน และชาย 3 คน อายุระหว่า 14-20 ปี ขึ้นฝั่งที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง บ.นาโป กลาง อ.เมือง จ.มุกดาหาร มาตามถนน บ.ด่านคำ อ.เมือง จ.มุกดาหาร
สอบสวน จ.ส.ต.วีรเดช ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า รับแรงงานเถื่อนมาจากประเทศลาว โดยเสียค่าเรือข้ามแม่น้ำโขงคนละ 500 บา และค่ารถยนต์คนละ 1,500 เพื่อจะไปค้าแรงงานที่กรุงเทพมหานคร แต่มาถูกเจ้าหน้าที่จับกุมได้ดังกล่าว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.มุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีทางกฎหมายต่อไป
เรือขนพม่ามาไทยทะลักคืนละ 100 ลำ แฉซ่อนตัวนับล้านคน รอทะเบียน
เว็บไซต์คมชัดลึก (22 มิ.ย. 2552) - แรงงานพม่าเริ่มทะลักเข้าชายแดนด้านจ.ระนอง เพื่อเตรียมขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวเมื่อเวลา 04.30 น. วันที่ 21 มิถุนายน พ.อ.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 25 สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ด่านตม.ระนอง และเจ้าหน้าที่หน่วยสืบสวนสอบสวนปราบปรามระนอง (ศุลกากร) เรือ 218 ร่วมด้วย พ.ต.อ.ฉัตรชัย หะยีมามะ รอง สว.ด่าน ตม.ระนอง ร.อ.เฉลิมพล เทโหปการ ผบ.ร้อย ร.2521 ร่วมกันจับกุมเรือหางยาวซึ่งเดินทางข้ามฟากจากจ.เกาะสอง ประเทศพม่า 3 ลำ บริเวณร่องน้ำไทยหน้าบ้านสามแหลม หมู่ 3 ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.ระนอง พร้อมคนต่างด้าวลักลอบหนีเข้าเมืองจำนวน 30 คน
ร.อ.เลิมพลกล่าวว่า ขณะนี้พบการทะลักเข้ามาของแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายจำนวนมาก ที่เข้ามาแฝงตัวรอขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวที่ประเทศไทยจะเปิดอนุญาตให้แรงงานผิดกฎหมายขึ้นทะเบียนได้ในวันที่ 1 กรกฎาคมที่จะถึงนี้
"เมื่อหน่วยกำลังตรวจมาถึงจุดเกิดเหตุพบเรือหางยาว 3 ลำมาจาก จ.เกาะสอง มุ่งหน้าจ.ระนอง ท่าทางมีพิรุธน่าสงสัยเนื่องจากไม่ใช่ช่องทางอนุญาต จึงแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานขอตรวจสอบ พบผู้ต้องหาในเรือลำแรก จำนวน 11 คน นอนราบอยู่กับท้องเรือ ไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางมาแสดงแต่ประการใด ลำที่ 2 พบคนต่างด้าว 8 คน นอนราบอยู่กับท้องเรือเช่นกัน ลำที่ 3 พบคนต่างด้าวจำนวน 11 คน ไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่เช่นกัน จึงควบคุมตัวมาตรวจสอบโดยละเอียดที่ด่าน ตม.ระนอง"ร.อ.เฉลิมพลกล่าว
จากการสอบสวนทราบว่า ทั้งหมดเป็นชาวพม่าเดินทางมายัง จ.ระนอง เพื่อเข้ามาทำงานทำทั้งใน จ.ระนอง และจังหวัดชั้นใน จึงขอแจ้งกล่าวหาคนขับเรือที่ 1,2,3 ฐานความผิดร่วมกันนำหรือพา หรือให้การช่วยเหลือด้วยประการใด ๆ ให้คนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยฝ่าฝืน พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนผู้ถูกจับกุมที่เหลือแจ้งข้อหาเป็นคนต่างด้าว เข้ามาในราชอาณาจักรไทย โดยไม่ได้รับอนุญาต จึงบันทึกจับกุมตัวผู้ถูกจับพร้อมของกลางส่ง พงส.สภ.ปากน้ำ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
แหล่งข่าวจากหน่วยงานความมั่นคงในเขตพื้นที่ จ.ระนอง เปิดเผยว่า จากมติคณะรัฐมนตรีที่มีมติเปิดให้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายทั่วประเทศขึ้นทะเบียนแรงงานได้ในวันที่ 1 กรกฎาคม-31 กรกฎาคมนี้ ในเขตพื้นที่ 30 จังหวัดทั่วประเทศที่มีการอนุญาตให้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายเข้าไปทำงาน ทราบว่าแรงงานต่างด้าวที่ทราบข่าว รวมถึงนายจ้างทั้งเก่าและใหม่ที่ต้องอาศัยแรงงานต่างด้าว และยังขาดแคลนได้นำพาแรงงานต่างด้าวเข้ามาหลบซ่อนอยู่เป็นจำนวนมากคาดไม่น่าจะต่ำกว่า 7 แสน-1 ล้านคนทั่วประเทศ
โดยเฉพาะ จ.ระนอง ที่มีแนวพรมแดนติดกับประเทศพม่าเป็นอาณาเขตยาวถึง 169 กม.ซึ่งเอื้อต่อการหลบหนีเข้ามา คาดว่าจะมีไม่ต่ำกว่า 100 ลำเรือต่อวัน การเดินทางจะใช้เวลาในช่วงกลางคืนเป็นส่วนใหญ่ซึ่งจะสะดวกง่ายต่อการหลบหลีกด่านและการตรวจตรา และจะมีเครือข่ายแก๊งค้ามนุษย์ฝั่งไทยรอให้การช่วยเหลือพร้อมเคลียร์เส้นทางเพื่อขนส่งไปยังจังหวัดต่าง ๆ
นายวันชาติ วงษ์ชัยชนะ ผู้ว่าฯ ระนอง กล่าวว่า ได้ประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้กวดขัน เข้มงวดการผ่านแดน การเดินทางเข้าออกของแรงงานต่างด้าวในช่วงนี้ เพราะกลัวจะมีแรงงานต่างด้าวอาศัยจังหวะช่วงรอยต่อใบอนุญาตเข้ามาสวมรอยหรือขอขึ้นทะเบียนเพิ่ม
สหภาพรถไฟแถลงการณ์หยุดทำร้ายประชาชน
เว็บไซต์สยามรัฐ (22 มิ.ย. 2552) - เมื่อเวลา 14.00 น.วันนี้(22 มิย.52)ที่สถานีรถไฟนครราชสีมา อ.เมืองฯ ผู้สื่อข่าวรายงานภายหลังจากที่สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย ประกาศจะหยุดวิ่งรถไฟเพื่อประท้วงรัฐบาล หลัง ครม.มติปรับโครงสร้างการรถไฟ ไปเป็นในรูปของบริษัท โดยบรรยากาศที่สถานีรถไฟจังหวัดนครราชสีมา ตั้งแต่ช่วงเช้ายังคงเงียบเหงาประชาชนบางส่วนที่ทราบข่าวว่าสหภาพรถไฟจะหยุดวิ่งรถไฟเพื่อประท้วงรัฐบาลหันไปใช้บริการรถโดยสารแทนรถไฟ ในขณะที่การวิ่งรถไฟที่สถานีรถไฟนครราชสีมายังคงวิ่งตามปกติในช่วงเช้า โดยเฉพาะรถไฟท้องถิ่นที่ ออกจากจังหวัดนครราชสีมา ไปสู่จังหวัดทางภาคอีสาน ในขณะเดียวกันรายงานข่าวแจ้งว่าขณะนี้มีพนั กงานของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย สาขานครราชสีมา ในตำแหน่ง ช่างเครื่องและพนักงานขับรถไฟยื่นหนังสือลาป่วย แล้วกว่า 50 คน ส่งผลให้ขณะนี้จะมีรถไฟที่จะไม่สามารถออกวิ่งรถไฟได้อย่างน้อย 15 ขบวน ส่วนใหญ่เป็นขบวนรถไฟวิ่งจาก นครราชสีมา ไปยังจังหวัดต่างๆทางภาคอีสาน โดยเฉพาะตั้งแต่เวลา 09.30 น.เป็นต้นมาทางสถานีองจำหน่ายตั๋วได้นำกระดาษเขียนว่า ขบวนรถงดเดิน วันที่ 22 มิ.ย.52   โดยเฉพาะขบวนรถดีเซลราง และขบวนสปิ๊นเตอร์ที่ไม่มีวิ่งทั้งขาขึ้นและขาล่อง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าต่อมาเมื่อช่วง 14.00 น.ขบวนรถเร็วที่ 135 กรุงเทพฯ – อุบลราชธานี เที่ยวสุดท้ายได้เข้าชานชลาที่ 3 โดยมีกำหนดมาถึงสถานีนครราชสีมาเวลา 12.20 น. โดยทางสถานีแจ้งว่า ล่าช้าประมาณ 1 ชั่วโมง จนกระทั่งต้องแจ้งประกาศว่าล่าช้า 1 ชม.ครึ่ง ทำเอาผู้โดยสารถึงกับหัวเสีย และเสียความรู้สึก ซึ่งหลายถึงถึงกับขอคืนตั๋ว และนั่งรถตุ๊กๆไปขึ้นรถโดยสารที่ บขส.ใหม่แทน ซึ่งต้องเสียค่าโดยสารเกือบ 100 บาท   นอกจากนี้พี่น้องประชาชนจำนวนมากที่นั่งรอรถไฟตั้งแต่เช้าจนกระทั่งบ่ายต่างหงุดหงิดถึงกับทนไม่ไหวต่างทยอยคืนตั๋วรถไฟเที่ยวกับทางเจ้าหน้าที่ที่ช่องจำหน่ายตั๋วสถานีรถไฟนครราชสีมา ภายหลังจากที่ทางสถานีไม่มีเที่ยวรถไฟออกจากสถานีเนื่องจากพนักงานขับรถไฟและช่างเครื่อง กว่า 50 คน ยื่นใบลาป่วยและไม่มาปฏิบัติหน้าที่ ประท้วงรัฐบาล ส่งผลให้ตั้งแต่ช่วงเวลา 12.00 น วันนี้จะไม่มีรถไฟออกจากสถานีนครราชสีมาแม้แต่ขบวนเดียว ทั้งขบวนรถไฟสายยาว และขบวนรถไฟท้องถิ่น โดยขบวนรถไฟหมาย 135 ต้นทางอุบลราชธานี ปลายทางกรุงเทพ ออก เวลา 11.45 น เป็นขบวนรถไฟเที่ยวสุดท้ายที่ออกจากสถานีนครราชสีมา    ในขณะเดียวกันประชาชนบางส่วนยังไม่พอใจกับการหยุดงานประท้วงของสหภาพรถไฟ เนื่องจากทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนและมองว่าการหยุดงานของเจ้าหน้าที่รถไฟเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม
ด้านนางอัญชลี พีเกาะ ชาว อ.เมืองนครราชสีมา กล่าวว่า ตนเองมีธุระจำเป็นที่จะต้องเดินทางด้วยรถไฟจากจังหวัดนครราชสีมาไปที่จังหวัดหนองคาย ก่อนจะเดินทางเข้าประเทศลาวเพื่อไปทำงาน โดยตนเองได้จอกตั๋วรถไฟล่วงหน้าเดินทางคืนนี้ เวลา 22.58 น แต่ตนต้องผิดหวังและต้องเดินทางมาคืนตั๋วรถไฟเนื่องจากได้รับทราบว่าพนักงานรถไฟได้หยุดงานประท้วงส่งผลให้ที่สถานีรถไฟนครราชสีมาจะไม่มีรถไฟออกจากสถานี ตนจึงต้องเดินทางมาคืนตั๋ว เพื่อที่จะเปลี่ยนจากการนั่งรถไฟไปเป็นนั่งรถทัวร์แทน แต่ก็ยังไม่รู้ว่ารถทัวร์จะมีที่นั่งหรือไม่ เพราะไม่คิดว่ารถไฟจะหยุดวิ่ง ส่วนตัวแล้วเสียความรู้สึกมากในการที่พนักงานรถไฟหยุดงานประท้วงเนื่องจากทำให้ประชาชนจำนวนมากได้รับความเดือดร้อน ประกอบกับไม่มีการแจ้งล่วงหน้าทำให้ประชาชนต้องลำบากในการเดินทาง ทั้งนี้การหยุดงานประท้วงไม่ใช่แนวทางแก้ไขปัญหาที่ดี การที่สหภาพรถไฟฯออกมาประกาศว่าการหยุดวิ่งรถ ไฟนั้นเพื่อช่วยเหลือประชาชน   เพราะประชาชนจะไม่ต้องเสียค่ารถไฟแพงหากรัฐบาลปรับโครงสร้างรถไฟเป็นรูปแบบของบริษัท เรื่องนี้ตนเองมองตรงกันข้ามขณะนี้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน ตั้งแต่มีการหยุดวิ่งรถไฟ ซึ่งหากค่าโดยสารมีการปรับขึ้นจริง ประชาชนอาจจะรับได้ และยอมจ่าย หากรูปแบบการบริการดีขึ้น อย่างไรก็ตามการแก้ไขปัญหาหรือการเรียกร้องสิ่งใดไม่ควรที่จะทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน นางอัญชลี กล่าว
นายทวี กลมป้อง ผู้ช่วยนายสถานีรถไฟนครราชสีมา กล่าวว่า ขณะนี้ทางสถานีได้ประชาชนสัมผัสให้ประชาชนนำตั๋วโดยสารมาคืนยังสถานีเนื่องจากขณะนี้ทางสถานีไม่สามารถให้บริการรถไฟแก่ประชาชนได้ ในส่วนรถไฟจะสามารถกลับมาให้บริการกับประชาชนได้ในช่วงเวลาใดนั้นขณะนี้ยังตอบไม่ได้เนื่องทางสหภาพฯรวมถึงพนักงานที่ลาป่วยกว่า 50 คน นั้นไม่แจ้งมาว่าจะกลับมาทำงานเมื่อใด ส่วนความเสียหายนั้นตนยอมรับว่ารถไฟหยุดวิ่งความเสียหายเกิดขึ้นอย่างแน่นอนทั้งรายได้ รวมถึงความเดือดร้อนของประชาชน นายทวี กล่าว
ในขณะที่ที่สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย สาขานครราชสีมา นายสาธร สินปรุ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย สาขานครราชสีมา ออกแถลงการณ์พร้อมให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงมติของรัฐบาลในการปรับโครงสร้างการรถไฟ ว่า การที่รัฐบาลมีมติในการปรับปรุงโครงสร้างเพื่อฟื้นฟูฐานะทางการเงินของทางการรถไฟ ซึ่งมีมติไปเมื่อวันที่ 3 มิย.52ที่ผ่านมา สหภาพรถไฟฯมองว่ามติดังกล่าวเป็นการไม่ผ่านกระบวนการที่สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย น่าจะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจที่จะตัดตั้งบริษัทรถไฟขึ้น แต่เรื่องนี้รัฐบาลตัดสินใจเอง จนมีมติ ครม ออกมา และสิ่งสำคัญที่ผ่านมารัฐบาลยังไม่ดำเนินการแก้ไขปัญหาให้กับสหภาพรถไฟฯไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินชดเชยที่รัฐบาลจะต้องจ่ายให้สหภาพฯ   ซึ่งค้างมาตั้งแต่ปี 2546 เป็นเงิน กว่า 3 หมื่นล้านบาท รวมทั้งการจัดทำโครงการแอร์พอร์ตลิ่ง ซึ่งถือเป็นการสร้างหนี้ให้กับสหภาพรถไฟฯ และสิ่งสำคัญการที่รัฐบาลจะปรับโครงสร้างการรถไฟครั้งนี้ ถือว่าเป็นการทำร้ายประชาชนและจะส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากค่าโดยสาร ค่าธรรมเนียมต่างๆ จะต้องถูกปรับขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ และจะมีการปรับขึ้น อีก 10 เปอร์เซ็นต์ ทุก 3 ปี นายสาธร กล่าว
ก.แรงงาน ชี้สหภาพรถไฟลางานประท้วงไม่ผิด แต่อาจถูกเลิกจ้างได้ เตรียมเจรจาลดความเดือดร้อน ปชช.
เว็บไซต์แนวหน้า
(22 มิ.ย. 2552) - ที่กระทรวงแรงงาน นายอาทิตย์ อิสโม รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กระทรวงแรงงาน กล่าวถึงกรณีสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท. ) หยุดงานประท้วงคัดค้านแผนฟื้นฟูกิจการรถไฟและการแปรรูปเป็นบริษัทเอกชน ส่งผลให้ต้องการรถไฟต้องหยุดให้บริการ ว่า ได้สอบถามกับผู้บริหารการรถไฟแห่งประเทศไทย ทราบว่าพนักงานจำนวน 200 คน ทั่วประเทศได้ทำการลาหยุดงานคนละ 2 วัน ซึ่งได้รับการอนุมัติจากฝ่ายบริหารอย่างถูกต้อง ซึ่งตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานถือว่าไม่เป็นการผิดกฎหมาย เพราะพนักงานสามารถลาหยุดงานได้ ทั้งนี้ต้องได้รับการอนุญาตจากฝ่ายบริหาร รวมถึงต้องมีการบอกกล่าวล่วงหน้าในกรณีลากิจแต่หากลาป่วยจะต้องมีใบรับรองแพทย์มายืนยัน ในกรณีนี้ไม่กระทบต่อค่าจ้าง สวัสดิการของพนักงานแต่ประการใด
“ตอนนี้ผมได้พยายามติดต่อกับฝ่ายลูกจ้าง โดยเฉพาะกับนายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสหภาพฯเพื่อขอเตือนเรื่องการใช้สิทธิลาซึ่งทำได้ แต่เมื่อหมดสิทธิวันลาก็ขอให้กลับเข้าทำงานปกติ อย่าขาดงานเกิน 3 วันไม่เช่นนั้น จะถูกเลิกจ้างตามกฎหมายได้ และพยายามจะเตือนว่าการแสดงออกคัดค้านอะไร ลูกจ้างสามารถทำได้ตามสิทธิ แต่ว่าให้อยู่ในกรอบพอสมควร ไม่ให้ประชาชนเดือดร้อนมากนัก อันนี้ต้องพิจารณาด้วย” นายอาทิตย์ กล่าว
สหภาพ กฟน-กปน ขู่ ครม. ไม่ขึ้นค่าตอบแทน 2 พัน เจอดีแน่ พร้อมร่วมกับพนักงานรถไฟ – ขึ้นเวทีเสื้อแดง
เว็บไซต์แนวหน้า (22 มิ.ย. 2552) - ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงมหาดไทยว่า จากการตรวจสอบวาระการประชุมคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 23 มิ.ย. พบว่า กระทรวงมหาดไทยยังคงยืนยันวาระการพิจารณาเรื่องการขอให้ที่ประชุม ครม. เห็นชอบการขึ้นค่าตอบแทนให้กับพนักงานรัฐวิสาหกิจ คือการไฟฟ้านครหลวง แตะการประปานครหลวงเดือนละ 2,000 บาท ซึ่งบรรจุอยู่ในวาระสุดท้ายในการพิจารณาของ ครม.
เย็นวันเดียวกันนี้ นายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พานิช อธิบดีกรมการปกครอง ในฐานะประธานบอร์ดการไฟฟ้านครหลวง ได้เปิดห้องประชุมกรมการปกครองเป็นการด่วน เพื่อเรียกประชุมบอร์ดการไฟฟ้านครหลวง รวมถึงผู้ว่าฯการไฟฟ้านครหลวง หลังจากสหภาพพนักงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้านครหลวง นำโดยนายเพียร ยงหนู ขอเข้าพบเป็นการด่วน โดยมีการหารือกันตั้งแต่เวลา 17.00 น. ด้วยบรรยากาศเคร่งเครียด หลังจากมีแนวโน้มที่กระทรวงการคลังจะคัดค้านการขึ้นค่าตอบแทน ให้กับพนักงาน กปน.-กฟน. เดือนละ 2,000 บาท
แกนนำสหภาพ กฟน. คนหนึ่ง ซึ่งเดินทางมากับนายเพียร ยงหนู ที่กระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า นายวงศ์ศักดิ์ ได้เรียกประชุมบอร์ดเป็นกรณีเร่งด่วน หลังจากที่สหภาพต้องการให้นายวงศ์ศักดิ์ ในฐานะประธานบอร์ด กฟน. เร่งแก่ไขปัญหาภายในองค์กร และการบริหารภายใน กปน. ที่มีปัญหาเป็นอย่างมาก แต่ไม่ได้มีการหารือเรื่องการขึ้นค่าตอบแทนเดือนละ 2,000 บาท เพราะเรื่องนี้ นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย ที่กำกับดูแลการไฟฟ้านครหลวง และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ที่กำกับดูแลกระทรวงมหาดไทยได้เซ็นเห็นชอบให้นำเรื่องดังกล่าวเข้า ครม. แล้ว
แกนนำสหภาพการไฟฟ้าผู้นี้ระบุว่าแกนนำสหภาพ กฟน – กปน. ได้นัดรวมตัวกันที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ข้างทำเนียบรัฐบาล ในเวลา 09.00 น. ของวันที่ 23 มิ.ย. โดยคาดว่าจะมา 2,000 -3,000 คน เพื่อรอฟังมติ ครม. ทั้งนี้ หาก ครม. เลื่อนหรือยับยั้ง การขึ้นค่าตอบแทนออกไป ทางสหภาพทั้งสองแห่งไม่ยอมแน่นอน และจะมีการนัดหารือกันอีกครั้งเพื่อรวมตัวครั้งใหญ่ทวงเรื่องนี้จากรัฐบาล เพราะก่อนหน้านี้สหภาพได้เคยมาพบกับนายบุญจง แล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาซึ่งนายบุญจงก็รับปากว่ารัฐบาลจะขึ้นค่าตอบแทนให้แน่นอน ดังนั้นหากรัฐบาลไม่รักษาสัญญาสหภาพกฟน.ก็จะไปร่วมเคลื่อนไหวกับสหภาพการรถไฟ ที่หยุดการเดินไฟ แต่ยืนยันจะไม่ถึงขั้นตัดน้ำตัดไฟ จะไม่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน ซึ่งหากรัฐบาลยังถ่วงเวลาเรื่องนี้ ทางสหภาพ ก็พร้อมไปชุมนุมร่วมกับคนเสื้อแดงในวันที่ 27 มิ.ย. ที่ ท้องสนามหลวง เพราะถือว่าเรื่องนี้ได้ผ่านการพิจารณามาแล้ว ครม. จึงไม่ควรซื้อเวลา
สหภาพฯประกาศหยุดเดินรถไฟต่อวันที่สอง
เว็บไซต์ไทยรัฐ (23 มิ.ย. 2552) - เมื่อกลางดึกคืนที่ผ่านมา สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย สาขาหาดใหญ่ ตั้งเวทีหน้าที่ทำการสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟสาขาหาดใหญ่ เปิดคอนเสิร์ตย่อยจากศิลปินเพลงเพื่อชีวิตในพื้นที่ พร้อมขึ้นเวทีปราศรัย ประกาศจุดยืนร่วมคัดค้านมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการปรับโครงสร้างการรถไฟโดยจัดตั้งบริษัทลูก 2 บริษัท ภายใน 30 วัน ซึ่งการตั้งเวทีปราศรัย มีครอบครัวพนักงานรถไฟและกลุ่มรักรถไฟดอทคอม เดินทางมาร่วมสังเกตการณ์อย่างสงบ
แกนนำสหภาพฯ ประกาศว่า วันนี้ (23 มิ.ย.)จะหยุดเดินรถไฟสายใต้ทุกขบวน ทั้งเส้นทางหาดใหญ่-กรุงเทพฯ และหาดใหญ่ไปสู่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่างไม่มีกำหนด เพื่อรอฟังมติการประชุม ครม. ว่าจะสรุปอย่างไร
ขณะที่บรรยากาศสถานีขนส่งหาดใหญ่ ผู้โดยสารใช้บริการเต็มทุกเที่ยว เจ้าหน้าที่ต้องนำรถโดยสารไม่ประจำทางมาเสริมอีก 3 คัน เพื่อไม่ให้ผู้โดยสารตกค้าง พร้อมยืนยันผู้โดยสารยังจองตั๋วเดินทางในช่วง 2-3 วันนี้ ได้ตามปกติทุกเส้นทาง ขอเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อซื้อตั๋วผี ให้ซื้อโดยตรงกับสถานีขนส่ง ปลอดภัยที่สุด
ส่วนรถไฟสายอีสาน นายศุภเชษฐ์ มากโทก ผู้ช่วยนายสถานีรถไฟศรีสะเกษ ได้ปล่อยรถไฟขบวนรถเร็วที่ 140 ซึ่งเป็นคันสุดท้ายที่จะล่องเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเข้าร่วมประท้วงหยุดวิ่งทั่วประเทศในเช้าวันนี้ จนกว่าผลการเจรจาระหว่างสหภาพแรงงานการรถไฟ กับการรถไฟแห่งประเทศไทยจะยุติลง ซึ่งบรรยากาศที่สถานีรถไฟคืนนี้เงียบลงไปถนัดตา ไม่มีรถไฟแม้แต่ขบวนเดียวภายในสถานี
เพิ่มค่าจ้างครู-ภารโรง 4%
โพสต์ ทูเดย์ (23 มิ.ย. 2552) - คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณอยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า กรมบัญชีกลางได้อนุมัติให้ปรับอัตราค่าจ้าง 4% ของอัตราจ้างให้บุคลากรที่ปฏิบัติงานในสถาน ศึกษา ได้แก่ ครูจ้างรายเดือน นักการภารโรงหรือบุคลากรอื่นๆ ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) แล้ว
ทั้งนี้ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนครู การขาดแคลนนักการภารโรงและบุคลากรอื่นๆ โดยหลักเกณฑ์และวิธีการให้ถือปฏิบัติตาม หนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0415/ว 41 ลงวันที่ 19 ก.ค.2550 เรื่องการปรับโครงสร้างอัตราค่าจ้างลูกจ้างของส่วนราชการโดยอนุโลม
นอกจากนี้ ย้อนหลังตั้งแต่วันที่1 ต.ค. 2551 เป็นต้นไป สำหรับการเบิกจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคม กรมบัญชีกลาง แจ้งว่าสพฐ.มีฐานะเป็นนายจ้าง ซึ่งต้องจ่ายเงินสมทบประกันสังคมให้ครูรายเดือนตามพ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 และแก้ไขเพิ่มเติมได้โดยไม่ต้องขอทำความตกลงกับกระทรวงการคลัง
คุณหญิงกษมา กล่าวอีกว่าข้าราชการกลุ่มนี้มีครูจ้างรายเดือนนักการภารโรงหรือบุคลากรอื่นๆเช่น เจ้าหน้าที่พิมพ์ดีด เวรยามพนักงานทำความสะอาด ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทั่วประเทศซึ่งจะได้รับตามสิทธิที่ควรจะได้รับจำนวน 14,284 คน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 44,282,750 บาท
แถลงการณ์สหภาพ ร.ฟ.ท. รวมพลังต้านย่อยสลาย "รถไฟไทย"
เว็บไซต์มติชน
(23 มิ.ย. 2552) - ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2552 มีมติแยกสลายการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ออกเป็น 3 ส่วน โดยให้เหตุผลว่า ร.ฟ.ท.มีปัญหา ขาดความชัดเจนด้านทิศทางและนโยบายการดำเนินงาน ปัญหารถจักร รถพ่วง มีอายุการใช้งานมาก ปัญหาการขาดแคลนบุคลากร การบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพ และปัญหาการเงิน ซึ่งปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาที่อยู่ในความรับผิดชอบของฝ่ายบริหาร และกระทรวงคมนาคมทั้งสิ้น ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผู้บริหารเหล่านี้กลับไม่เคยออกมาแสดงความรับผิดชอบหรือยอมรับผิดจากการบริหารงานที่ล้มเหลวของตนแต่อย่างใด อย่างกรณีนักการเมืองจาก จ.บุรีรัมย์ที่โกงที่ดิน ร.ฟ.ท. บริเวณเขากระโดง ทั้งๆ ที่มีความผิดชัดแจ้ง ยังไม่สามารถนำที่ดินกลับมาได้
การแยกสลาย ทำลาย ร.ฟ.ท. โดยอ้างว่าเมื่อแยกเป็นบริษัทแล้วจะทำให้แก้ไขปัญหาได้ จะทำให้แต่ละส่วนมีภารกิจที่ชัดเจน ลดปัญหาทางการเงินได้ แต่ข้ออ้างเหล่านี้ได้เผยให้เห็นความจริงมาแล้วในหลายประเทศทั่วโลกว่าเป็นเพียงกลอุบายที่เลื่อนลอยไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริง รัฐบาลยังคงต้องสนับสนุนงบประมาณต่อไป ประเทศอังกฤษแยกเป็นบริษัทแล้วทำให้การเดินรถเกิดอุบัติเหตุบ่อย นิวซีแลนด์แยกแล้วมีปัญหาการประสานงาน การบริการไม่ดีแต่ราคาบริการกลับสูงขึ้น จนรัฐบาลนิวซีแลนด์ต้องซื้อกลับมาคืนเป็นของรัฐดังเดิม
การปรับโครงสร้างดังกล่าวจะเป็นการปรับเปลี่ยนองค์กรอย่างรุนแรง พร้อมกับเปิดทางให้นายทุนเอกชนเข้ามาแสวงหากำไรขูดรีดประชาชน สิ่งที่หลอกลวงประชาชนว่าเป็นบริษัทแล้วให้เอกชนเข้ามาแข่งขัน การให้บริการจะดีขึ้นไม่เป็นความจริง เพราะจะมีการแบ่งสัมปทานกันเป็นสายๆ ประชาชนไม่มีสิทธิเลือก ไม่มีสิทธิต่อรอง ไม่มีการแข่งขันจริง และจะขึ้นราคาโดยไม่มีการปรับปรุงบริการใดๆ
ร.ฟ.ท.มีข้อตกลงกับสหภาพแรงงาน ร.ฟ.ท. (สร.ร.ฟ.ท.) เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2550 ข้อ 18 ความว่า "ในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง องค์กรของการรถไฟฯ ต้องทำความตกลงกับสหภาพแรงงานรถไฟฯ ก่อนทุกกรณี" เป็นข้อตกลงสภาพการจ้างที่มีการจดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ ร.ฟ.ท.กลับไม่สนใจที่จะปฏิบัติตามกฎหมาย และประกาศ ร.ฟ.ท.ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2552 ที่อ้างว่าจะกลับมาหารือกับ สร.ร.ฟ.ท.ก่อน แต่ขณะเดียวกัน ร.ฟ.ท.ได้รีบออกหนังสือเลขที่ 1/3041/2552 ลงวันที่ 18 มิ.ย.52 ลงนามโดยผู้ว่าการ ร.ฟ.ท.ถึงนายทะเบียนกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เรื่อง "อนุญาตให้ใช้ชื่อบริษัทเดินรถ" (ไม่ใช่บริษัทรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ ตามที่อ้าง) และบริษัทบริหารทรัพย์สิน เป็นขั้นตอนหนึ่งเพื่อเดินหน้าในการจดทะเบียนบริษัทต่อไป แสดงถึงความไม่จริงใจของฝ่ายบริหารในการเจรจากับ สร.ร.ฟ.ท.
เป็นที่น่าสังเกตว่าโครงการกว่า 200,000 ล้านบาทจากแผนฯ และงบฯที่ได้รับอนุมัติ ตามกฎหมายกู้เงิน 2 ฉบับเป็นเงิน 800,000 ล้านบาทซึ่งด้านการขนส่ง (Logistic) ได้งบฯสูงถึง 600,000 ล้านบาท นี่คือสาเหตุที่แท้จริงของเบื้องหลังการแปรรูปรถไฟ และใครคือไอ้โม่งที่ได้ประโยชน์จากธุรกิจการเมืองจากการได้รับสัมปทานโครงการต่างๆ ใน ร.ฟ.ท. และใครคือไอ้โม่งที่จัดตั้งบริษัทเพื่อเตรียมเข้ามา "เขมือบรถไฟ" และคดีความต่างๆ ระหว่างนักการเมือง จ.บุรีรัมย์กับ ร.ฟ.ท. จะมีสถานะอย่างไรเมื่อแยกสลาย ร.ฟ.ท.แล้ว
สร.รฟท.ได้เรียกร้องต่อรัฐบาลให้พัฒนารถไฟมาตลอด พร้อมข้อเสนอที่ชัดเจน แต่ไม่ได้รับการสนับสนุน กลับวางแผนกันเป็นระบบทำลาย ร.ฟ.ท. เช่น ออกมติ ครม. 28 ก.ค.2541 ไม่ให้รับพนักงานเพิ่ม ไม่จัดซื้อรถจักรและรถพ่วงรุ่นใหม่ ให้ ร.ฟ.ท.สนองนโยบายของรัฐบาล แต่ไม่ยอมจ่ายเงินที่ต้องทำตามนโยบาย ทำให้ ร.ฟ.ท.ต้องเป็นหนี้เพิ่มในโครงการแอร์พอร์ตลิงก์ถึง 35,000 ล้านบาท รวมถึงกรณีโครงการโฮปเวลล์อันแสนอัปยศ ทำให้ ร.ฟ.ท.เป็นหนี้ ไม่มีใครเสนอหน้าออกมารับผิดชอบไม่ว่า นักการเมือง รัฐมนตรี บอร์ด หรือผู้ว่าฯ เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าการดำเนินการแบบนี้คือการทำลาย ร.ฟ.ท. แผนฟื้นฟูฯ คือวาทกรรมหนึ่งที่ทำให้ประชาชนเข้าใจว่าเป็นสิ่งดี แต่ธาตุแท้ของมันคือการนำสมบัติของสาธารณะไปให้บริษัทเอกชนเข้ามารับผลประโยชน์อย่างเต็มที่ และคำว่า "การรถไฟแห่งประเทศไทย" จะไม่มีอยู่อีกต่อไป
นี่คือภารกิจอันยิ่งใหญ่ และเป็นประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งของการต่อสู้ ถึงเวลาแล้วที่พนักงาน ร.ฟ.ท. และครอบครัวทุกคนซึ่งถือเป็นทหารกล้า ต้องลุกขึ้นมาปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชนปกป้องการ ร.ฟ.ท.ที่สมเด็จพระปิยมหาราชเจ้าทรงสถาปนาขึ้นเพื่อเป็นสมบัติชาติและประโยชน์สุขของประชาชน ไม่ให้ฝ่ายบริหารและนักการเมืองเลวทำลายลง ถึงเวลาที่ต้องสำนึก ถึงเวลาที่ต้องตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณ รักษาองค์กรของพระองค์ท่านไว้ให้ลูกหลานดังพระราชปณิธานสืบไป
ดังนั้น ข้อเรียกร้องของ สร.ร.ฟ.ท. คือ
1.ขอให้รัฐบาลยกเลิกมติ ครม.เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2552 และให้ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ข้อ 18 เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2550 ความว่า "การรถไฟฯตกลงในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์การของการรถไฟฯต้องทำความตกลงกับสหภาพแรงงานฯทุกกรณี"
2.ขอให้รัฐบาลดำเนินการให้อธิบดีกรมที่ดินใช้อำนาจตามมาตรา 61 ของ พ.ร.บ.ที่ดิน เพิกถอนสิทธิการครอบครองที่ดิน ร.ฟ.ท.บริเวณเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ จากนายชัย ชิดชอบ และนางกรุณา ชิดชอบ ให้กลับมาเป็นของ ร.ฟ.ท.ทันที
3.ในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงการ ร.ฟ.ท. ต้องให้ สร.ร.ฟ.ท.มีส่วนร่วมทุกขั้นตอนและต้องยึดประโยชน์ของ ร.ฟ.ท.เป็นสำคัญ
ศก.ยังแย่บัณฑิตจบใหม่เตะฝุ่นหางานทำอื้อ
พิมพ์ไทย (
23 มิ.ย. 2552) - บรรยากาศการรับสมัครงานที่บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัดฉะเชิงเทรา ในวันนัดพบแรงงานประจำเดือนของสำนักจัดหางานจังหวัด ตลอดทั้งวันที่ผ่านมา (09.00-15.00 น.) วันนี้ ยังคงมีคนตกงาน เดินทางเข้ามาหาสมัครงานอย่างเนืองแน่น โดยเฉพาะบัณฑิตจบใหม่ ที่ยังคงหางานทำไม่ได้อีกจำนวนมากทั้งที่ยังมีตำแหน่งงานว่างในตลาดแรงงานจังหวัดฉะเชิงเทรา อีกกว่า 2,340 อัตรา
น.ส.เปรมมิกา ศิลาพรพรรณ อายุ 22 ปี อยู่บ้านเลขที่ 95 ม.6 ต.บางคา อ.ราชสาส์นจ.ฉะเชิงเทรา บัณฑิตจบใหม่จากสถาบันการศึกษาในท้องถิ่น เธอบอกว่า หลังเรียนจบจาก มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์มากว่า 2-3 เดือน อยากหางานทำในพื้นที่ใกล้บ้าน ที่ผ่านมาได้ออกเดินหาสมัครงานทำอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่มีบริษัทใดรับ เนื่องจากขณะนี้ เป็นช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี จึงทำให้ตำแหน่งงานที่ตรงกับสาขาที่เรียนมา ยังไม่ว่าง หรือยังไม่มีการรับเพิ่มเติมในตำแหน่งที่เธอต้องการสมัคร
ในวันนี้ จึงได้เข้ามาหาตำแหน่งงานว่าง ตามที่ สำนักจัดหางานจังหวัด ประกาศรับสมัครไว้ โดยมีทั้งเจ้าหน้าที่บุคคลของแต่บริษัทมารับสมัครเอง และสมัครผ่านสำนักจัดหางาน ที่เป็นผู้รับสมัครแทน โดยได้เลือกตำแหน่งงานไว้รวม 6 บริษัท คือ เจ้าหน้าที่ไอที โปรแกรมเมอร์ เจ้าหน้าที่ธุรการ และฝ่ายบุคคล โดยสมัครผ่านทางสำนักจัดหางาน และบางตำแหน่งสมัครกับเจ้าหน้าที่บุคคลของแต่ละบริษัท ที่มารับสมัครเอง แต่ก็มีความหวังที่จะได้งานทำน้อย เพราะตำแหน่งงานเหล่านี้เปิดรับสมัครเพียงไม่กี่ตำแหน่ง แต่มีคนแย่งกันสมัครเป็นจำนวนมาก โดยตำแหน่งงานที่เปิดรับส่วนใหญ่ที่เหลือเป็นพนักงานฝ่ายผลิต ซึ่งต้องลดวุฒิการศึกษาลงไปสมัคร จึงคิดว่ายังไม่เหมาะสมกับสิ่งที่ได้เรียนมา ขณะนี้จึงยังต้องการที่จะหางานที่ตรงกับสาขาที่เรียนมาทำต่อไป เธอกล่าว
ขณะที่ น.ส.จิณณาพัต ปิ่นทอง อายุ 30 ปี เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคล บริษัท แอลยูอี จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 677 ถ.เทพคุณากร ต.หน้าเมือง อ.เมืองฉะเชิงเทรา บริษัทผู้เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้า อุปโภค บริโภค แบรนด์เนม เช่น นมแอนลีน แอนมัม น้ำผลไม้มาลี และไอศกรีม ชนิดต่างๆ ซึ่งเป็นศูนย์กลางตัวแทนจำหน่ายในภาคตะวันออก กล่าวว่า ในวันนี้ได้เข้ามาร่วมเปิดรับสมัครพนักงาน ในตำแหน่งเซลล์ขายสินค้ารวม 7 ตำแหน่ง แต่มีผู้มาสมัครทำงานเพียง 2 รายเท่านั้น เป็นหญิง 1 ราย ชาย 1 ราย โดยส่วนใหญ่ผู้ที่มาหาสมัครงาน ยังคงเลือกงานทำกันอยู่ ขณะที่ทางบริษัทยังต้องการหาคนที่มีความ ขยัน อดทน สู้งานมาทำงาน แต่ก็ไม่มีใครมาสมัคร
ส่าน นางพเยาว์ ศิริพงษ์ อายุ 56 ปีอยู่บ้านเลขที่ 30/2 ม.1 ต.เสม็ดเหนือ อ.บางคล้าจ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งพาบุตรสาวคนสุดท้อง ซึ่งเป็นความหวังของครอบครัว คือ น.ส.โสรยา ศิริพงษ์อายุ 20 ปี มาหาสมัครงานทำ กล่าวว่า บุตรสาวเรียนจบ ปวส.ด้านบัญชี ในปีนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจไม่ดีรายได้ของครอบครัวลดลง จึงไม่ได้ให้เข้าเรียนต่อถึงปริญญาตรี เหมือนกับพี่ชายทั้งสองคนที่เรียนจบวิศวะ โดยจะให้ออกมาหางานทำไปก่อน และจะให้สมัครเรียนนอกระบบกับมหาวิทยาลัยเปิดในภายหลัง (มสธ.) แต่เมื่อพามาหาสมัคร งานทำในขณะนี้ก็ยังเป็นเรื่องยาก เพราะมีตำแหน่งงานว่างที่ตรงสาขาที่เรียนมาน้อยมาก จึงเป็นห่วงว่าบุตรสาวจะลำบากเพราะหางานทำตามที่ได้เรียนมาไม่ได้ ขณะที่ นางพรพรรณ ทยาธรรม จัดหางานจังหวัดฉะเชิงเทรา กล่าวว่า สถานประกอบการในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ในขณะนี้ ยังมีตำแหน่งงานว่างถึงกว่า 2,340 อัตรา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตำแหน่งงานฝ่ายผลิต ช่างเทคนิค เจ้าหน้าที่สำนักงาน วิศวกร และแม่บ้าน โดยในวันนี้มีบริษัทที่ต้องการรับสมัครพนักงานเข้าทำงานมาร่วมกับทางจัดหางานจำนวน 30 บริษัท กว่า 1,230 อัตรา และฝากรับสมัคร จำนวน25 บริษัท จำนวน 1,110 อัตรา ซึ่งหากไม่เลือกงาน ก็จะมีงานทำอย่างแน่นอน
ร่มบ่อสร้างอ่วมวิกฤติเศรษฐกิจ เริ่มปลดคนงานเหตุยอดส่งออกลด
แนวหน้า (
23 มิ.ย. 2552) - นายถวิล บัวจีน ประธานคณะกรรมการศูนย์อุตสาหกรรมร่มบ่อสร้าง เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการสินค้าหัตถกรรมร่มบ่อสร้าง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ได้รับผลกระทบวิกฤติเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้ยอดสั่งจองไม่ถึงร้อยละ 30 และยอดส่งออกลดลงกว่าร้อยละ 40 จากเดิมที่เคยส่งออกได้สูงถึงร้อยละ 70 จนเกิดการขาดสภาพคล่อง
โดยผลกระทบดังกล่าว ผู้ประกอบการต้องเรียกประชุมพนักงานขอความร่วมมือช่วยประหยัดน้ำ ประหยัดไฟ ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง ใช้วัตถุดิบให้คุ้มค่า และตัวพนักงานเองก็ต้องรัดเข็มขัด ไม่ฟุ่มเฟือย ซึ่งขณะนี้มีบางร้านค้าเริ่มปลดพนักงาน และลดวันทำงานเดิม อาทิ เคยทำงานอาทิตย์ละ 6 วัน เหลือเพียงอาทิตย์ละ 3-4 วัน เพื่อความอยู่รอดของทั้งนายจ้างและลูกจ้าง แต่หากไม่รอดก็ต้องปิดกิจการ ซึ่งสิ่งที่จะตามมา คือ ปัญหาคนว่างงาน โดยเฉพาะ จ.เชียงใหม่ มีแรงงานต่างด้าวทำงานในสถานประกอบการมาก อาจสร้างปัญหาสังคม ปล้นจี้ วิ่งราวทรัพย์ตามมา โดยขณะน้ได้แต่เพียงหวังให้รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจได้ผลในอนาคต 2-3 เดือนข้างหน้าเพื่อธุรกิจฟื้นตัวขึ้นมาบ้าง
โพลเผยคนค้านหยุดเดินรถไฟ
เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์ (23 มิ.ย. 2552) -ครม.ส่งเสธหมั่นเคลียร์สหภาพรฟท.นายกฯยันไม่แปรรูปเร่งฟื้นลดขาดทุน   พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เดินทางไปที่กระทรวงคมนาคม เพื่อร่วมประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา กรณีที่ สหภาพ รฟท. ได้ประกาศหยุดให้บริการเดินรถ รฟท. ทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 22 มิ.ย. โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ ได้มอบหมายให้พล.ต.สนั่น เป็นประธานการแก้ไขปัญหาดังกล่าว
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลยืนยันว่าไม่มีการแปรรูปการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) แต่เป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเดินที่ให้มีการแยกกิจการ รฟท.ออกเป็น 3 ส่วนคือ การบำรุงรักษารางรถไฟ, การเดินรถ และ การบริหารสินทรัพย์ ซึ่ง รฟท.ยังมีอำนาจดูแลเต็มที่ทั้ง 3 กิจการ แผนฟื้นฟู รฟท.มีเป้าหมายเพื่อลดการขาดทุนของ รฟท. ซึ่งรัฐบาลยินดีที่จะให้ทางสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ รฟท.เข้ามาพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจ คาดว่าการเจรจาน่าจะได้ข้อยุติในวันนี้ ส่วนการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการที่พนักงาน รฟท.หยุดเดินรถเพื่อประท้วงเรียกร้องให้ยกเลิกแผนแยกกิจการ 2 บริษัทลูกนั้น ขณะนี้ได้มอบหมายให้ บริษัท ขนส่ง จำกัด และ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.)เข้าไปช่วยเหลือประชาชนแล้ว
สำหรับข้อเรียก ร้องของสหภาพที่ต้องการให้กระทรวงคมนาคม เสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประกอบด้วย 1.ให้รัฐบาลยกเลิกมติครม.เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. 2552 ที่ เห็นชอบแผนปฎิบัติการเพื่อขอปรับโครงสร้างการรถไฟ และให้ปฎิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ข้อ 18 เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2550 ความว่า “การรถไฟฯตกลงในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กรของการรถไฟฯต้องทำ ความตกลงกับสหภาพแรงงานฯทุกกรณี
2. ขอให้รัฐบาลดำเนินการให้อธิบดีกรมที่ดินใช้อำนาจตามมาตรการ 61 ของพระราชบัญญัติที่ดิน เพิกถอนสิทธิ์การครอบครองที่ดินการรถไฟฯบริเวณเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ จากนายชัย ชิดชอบ และนางกรุณา ชิดชอบ ให้กลับมาเป็นของการรถไฟฯโดยทันที และ 3.ในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการรถไฟฯ ต้องให้สหภาพแรงงานมีส่วนร่วมทุกขั้นตอนและต้องยึดประโยชน์ ของการรถไฟเป็นสำคัญ
สำนักวิจัยเอแบคโพล มหาวิทยาลัยอัสสัมชัน เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ 1,217 ครัวเรือน กรณีสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท.) ประท้วงกระทรวงคมนาคม เพื่อให้ระงับแผนการแปรรูปการรถไฟ (แผนฟื้นฟู รฟท.) เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2552 (วานนี้) โดยผลการสำรวจพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 75.2% ไม่เห็นด้วยกับ การหยุดเดินรถไฟเพื่อประท้วงรัฐบาล เนื่องจากชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน และไม่มีทางเลือกอื่น ในการเดินทางเพราะไม่มีเงิน
นอกจากนี้ ยังทำให้เศรษฐกิจแย่ลงไปอีก ขายของไม่ได้ และคนเจ็บป่วย ไม่สามารถเดินทางไปหาหมอได้ แต่มีความเห็น 24.8% ระบุว่าเห็นด้วย เพราะไม่ชอบรัฐบาลชุดปัจจุบันนี้ไม่ต้องการให้ขายสมบัติชาติ เป็นห่วงอนาคตของการรถไฟ และเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย
สำหรับในแง่ของความรู้สึกต่อรัฐบาลและต่อพนักงานการรถไฟฯ จากเหตุการณ์หยุดเดินรถไฟนั้น ประชาชนส่วนใหญ่ 53.8% รู้สึกแย่ ไม่ดีต่อทั้งรัฐบาลและพนักงานการรถไฟ หลังเกิดการหยุดเดินรถ ส่วน 15.3% รู้สึกแย่ต่อรัฐบาล และอีก 10.8% รู้สึกแย่ต่อพนักงานการรถไฟ ขณะที่ 20.1% ไม่รู้สึกอะไร
เมื่อถามถึงความในใจที่อยากบอกรัฐบาลชุดปัจจุบัน ในเรื่องการปรับเปลี่ยนการบริหารรัฐวิสาหกิจต่างๆ พบว่า ส่วนใหญ่ 69.6%อยากบอกให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นในแต่ละหน่วยงานดีกว่า หยุดขายสมบัติของประชาชน อยากให้ปรับเปลี่ยนการบริหารของรัฐวิสาหกิจตามแต่รัฐบาลเห็นสมควร
"รสนา" ป้องสหภาพ รฟท.ชี้จำเป็นต้องสไตรก์
เว็บไซต์ไทยรัฐ
(23 มิ.ย. 2552) - วันนี้ (23 มิ.ย.) น.ส.รสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กทม. ประธานคณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาลวุฒิสภา กล่าวถึง กรณีสหภาพพนักงานการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) นัดหยุดงานเพื่อคัดค้านรัฐบาลแปรรูปรฟท.ว่า เรื่องนี้รัฐบาลอาจต้องการแปรรูป แต่ทางสหภาพฯ มีบทเรียนจากการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) มาแล้ว ซึ่งรัฐบาลจะไม่ใช้วิธีการออกพระราชกฤษฎีกาแปรรูปตาม พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ แต่ใช้วิธีการตั้งเป็นบริษัทก่อนโดยให้รัฐถือหุ้นใหญ่ 100% ซึ่งตนมองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นขั้นตอนการแต่งตัวแล้ว เปิดประตูเมื่อไหร่ก็พร้อมจะออกไปได้ เมื่อนั้นจะคัดค้านลำบาก การที่ทางสหภาพฯต้องคัดค้านแต่ต้น เพราะกลัวจะเป็นอย่างนั้น ปัญหานี้รัฐบาลต้องลงมาพูดคุยว่า ทรัพย์สมบัติที่มีอยู่จะปรับปรุงอย่างไรให้เกิดดอกออกผล
ต่อข้อถามที่ว่าหากรถไฟหยุดวิ่งรถแบบนี้เป็นการสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนทั่วประเทศ น.ส.รสนาตอบว่า เรื่องนี้ก็ถูก แต่ต้องมองว่ารัฐบาลไม่ยอมเปิดโอกาสให้มีการทำประชาพิจารณ์ ทำให้สหภาพฯเกิดความไม่ไว้วางใจ ในสภาวะที่รัฐบาลกู้เงินมากขณะนี้ อาจส่งผลให้รัฐบาลตัดสินใจขายทรัพย์สิน และยังมีอีกหลายโครงการที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาล อยากจะผ่องถ่ายทรัพย์สินของชาติสร้างกำไรให้เอกชน อย่าง โครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4 พันคัน
เมื่อถามว่าทางสหภาพฯ เองก็ไม่มีการปรับปรุงการทำงานของตัวเองให้ดี น.ส.รสนา กล่าวว่า ยอมรับว่าการรถไฟฯ ก็เป็นแดนสนธยา ที่มีทั้งนักการเมืองและข้าราชการเข้าไปมีเอี่ยวผลประโยชน์ หากจะขาดทุนก็ไม่ควรเกิดจากการคอรัปชั่น เช่น ที่ดินของการรถไฟที่มีมูลค่ามหาศาล แต่กลับให้เอกชนเช่าในราคาที่ถูกมาก กลายเป็นขาดทุนอยู่ที่รัฐ กำไรอยู่ที่เอกชน
ดีเดย์ล้อมคอกแรงงานเถื่อนกันหวังสัญชาติ
เว็บไซต์ไทยโพสต์ (23 มิ.ย. 2552) - นายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน ให้สัมภาษณ์หลังตรวจราชการที่ จ.พิจิตร   ถึงปัญหาแรงงานต่างด้าวว่า   ครม.อนุมัตให้จดทะเบียนแรงงานนอกกฎหมายแล้ว ซึ่งจะทำเป็นครั้งสุดท้าย    รอเพียงกระทรวงมหาดไทยอย่างเดียวที่จะประกาศอนุญาตให้อยู่ได้ชั่วคราว   และจะสิ้นสุดเพียง 28 ก.พ.53
นายไพฑูรย์กล่าวว่า วันที่ 1-30 ก.ค.นี้ จะเปิดให้จดทะเบียนแรงงานต่างด้าว จากนั้นจะผลักดันพวกผิดกฎหมายออกไปอย่างจริงจัง ส่วนผู้ที่จดทะเบียนก็จะมีการพิสูจน์สัญชาติแล้วให้ประเทศต้นสังกัดยอมรับ   ก่อนออกหนังสือรับรองให้มาใช้แรงงานในไทยได้ ซึ่งกระทรวงแรงงานก็จะออกใบอนุญาตให้ทำงานได้ครั้งละ   2   ปี และให้ความสำคัญเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ สวัสดิการต่างๆ เรื่องที่จะหอบหิ้วกันเข้ามาอยู่เป็นครอบครัวคงจะไม่มีอีกแล้ว การที่จะเข้ามาคลอดลูกเพื่อหวังสัญชาติไทยหรือให้จ่ายค่าคลอดบุตรก็จะไม่ช่วย ต่อไปถ้ามาตั้งท้องในเมืองไทยได้ 7 เดือน ก็ต้องส่งกลับไปคลอดลูกที่ประเทศบ้านเกิด
นายไพฑูรย์ยืนยันว่า ต่อไปแรงงานต่างด้าวจะต้องเข้ามาอย่างถูต้อง เพราะทำข้อตกลงกับประเทศเพื่อนบ้านแล้วว่า   ปีต่อไปนายจ้างที่ต้องการแรงงานจะต้องมาติดต่อกับกระทรวงแรงงานแล้วจะเป็นผู้ป้อนให้   หากขาดแคลน กระทรวงจะเป็นผู้ติดต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้านให้จัดส่งเข้ามาอย่างถูกต้อง และประเทศไทยควบคุมได้ พวกที่มาแบบโรบินฮู้ดหรือหลบหนีเข้ามาจะถูกติดตามจับกุมอย่างจริงจัง
จับชาวกัมพูชาหนีเข้าเมือง 40 คน
เว็บไซต์สยามรัฐ
(23 มิ.ย. 2552) - พ.ต.ต.บุญเลิศ ตรัสศิริ สว.กลุ่มงานสืบสวนภูธรจังหวัดสตูล ร.ต.ท.เอนก ปังหลีเส็น รอง สว.กลุ่มงานสืบสวนพร้อมกำลังเจ้าหน้าที่สืบทราบข่าวการลักลอบเข้ามาของกลุ่มแรงงานต่างด้าวบริเวณแพปอหมู่ที่ 2 ต.ตำมะลัง อ.เมืองสตูล พบแรงงานต่างด้าวจำนวน 40 คนบนท่าเรือดังกล่าวจึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบใบอนุญาตเข้าทำงานพบไม่มีบัตรอนุญาตจำนวน 10 คนเป็นแรงงานกัมพูชา จึงควบคุมตัวส่ง สภ.เมืองสตูล ดำเนินคดีในข้อหา “ลักลอบเข้าเขตราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย”
ก่อนสืบทราบว่ากลุ่มแรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชาดังกล่าวเดินทางมากับเรือประมง ป.สมุทรชัย99 เรือประมงอวนลากจาก จ.ระยอง มาขึ้นท่าเรือดังกล่าวเพื่อรอจะเดินทางต่อและมาถูกจับในที่สุด โดยหนึ่งในลูกเรือประมงชาวกัมพูชาบนเรือลำดังกล่าวอยู่ในกลุ่มอายุ 18-30 ปี คือนายพา อายุ 22 ปีเล่าว่า เสียค่านายหน้านำพามาทำงานครั้งนี้ 2,500 บาทมาทำงานตั้งแต่ต้นปีใหม่แล้วได้ค่าจ้างเก็บเงินได้มากถึง 50,000 บาท และทุกครั้งจะส่งเงินกลับบ้านครั้งละ 30,000 บาทต้องเสียค่านายหน้า 600 บาท กับการช่วยให้คนไทยดำเนินการ ซึ่งก็คุ้มและชอบที่จะมาทำงานในประเทศไทย หากมีการผลักดันกลับประเทศก็จะเดินทางมาทำงานอีก
ครม.ผ่านร่างพรบ.ทำงานที่บ้าน ห้ามจ้างหญิงมีครรภ์ เด็กไม่เกิน15 พร้อมจ่ายค่าทำศพ – รักษาพยาบาล
เว็บไซต์แนวหน้า (24 มิ.ย. 2552) - นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี ว่า ครม.เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน พ.ศ...ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ และให้เสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป โดยมีสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติดังนี้ กำหนดให้พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 180 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป กำหนดไม่ให้พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับแก่ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น หน่วยงานอื่นของรัฐ และรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และการจ้างงานอื่น หากมีข้อพิพาทต้องขึ้นศาลแรงงานเท่านั้น กำหนดห้ามมิให้ผู้จ้างงานเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากผู้รับงานไปทำที่บ้าน กำหนดให้ผู้จ้างงานจ่ายค่าตอบแทนในขณะที่ส่งมอบงานที่ทำหรือตามกฎหมายพระราชบัญญัติไว้ หรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้จ้างงาน กำหนดห้ามผู้ใดให้หญิงมีครรภ์หรือเด็กอายุต่ำกว่าสิบห้าปี ทำงานที่มีลักษณะที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัย กำหนดให้ผู้จ้างงานเป็นผู้รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลและค่าทำศพในกรณีที่ผู้รับงานไปทำที่บ้านประสบอันตราย เจ็บป่วย หรือถึงแก่ความตาย กำหนดให้มีวาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง องค์ประชุมและอำนาจหน้าที่คณะกรรมการ กำหนดให้ศาลแรงงานมีอำนาจสั่งให้สัญญาจ้างหรือข้อกำหนดในเอกสารเกี่ยวกับการรับงานไปทำที่บ้านที่ทำให้ผู้จ้างงานได้เปรียบผู้รับงานไปทำที่บ้านเกินสมควร มีผลบังคับใช้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี
รวบมือหนึ่งขนแรงงานเถื่อนนานกว่า 5 ปี
ไทยโพสต์ (24 มิ.ย. 2552) - เมื่อเวลา 01.00 น. วันที่ 23 มิถุนายน พ.อ.สุรินทร์ นิลเหลือง รอง ผบ.ฉก.ลาดหญ้า สนธิกำลังกับนายเลิศพรไชย ไชยฤทธิ์ นายอำเภอทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี และ ตชด.135 ทองผาภูมิ ลงเรือเร็ว 3 ลำ ไปที่บริเวณอ่าวข้าวเปลือก เขตรอยต่อ อ.ทองผาภูมิ กับ อ.สังขละบุรี หลังจากได้รับแจ้งว่ากลุ่มสมชายท่าแพจะขนแรงงานต่างด้าวโดยทางเรือ โดยใช้เส้นทางในอ่างเก็บน้ำวชิราลงกรณ์ หรืออ่างเก็บน้ำเขาแหลม
จนเวลา 02.10 น. พบเรือ 3 ลำวิ่งมา จึงส่องไฟให้หยุด แต่กลับเร่งเครื่องหนี จึงติดตามให้เรือปฏิบัติการขวางหน้าเรือลำใหญ่เอาไว้จนหยุด ขึ้นไปตรวจค้นพบแรงงานเถื่อนชาวพม่านอนหมอบติดอยู่กับพื้นเรือ 14 คน จึงลากเข้าฝั่งทำการสอบสวน พบว่าคนขับเรือคือ นายราชัญ สังขานวม หรือที่รู้จักกันในท้องถิ่นฉายา "เก๋ ท่าแพ" อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 453 หมู่ 1 ต.ท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี และเป็นมือหนึ่งที่ขับเรืออยู่ในเครือข่ายของสมชายท่าแพ
นายราชัญสารภาพว่า ยึดอาชีพนี้มานานกว่า 5 ปี ไม่เคยถูกจับ ครั้งนี้ไปรับแรงงานต่างด้าว 14 คน จากเกาะผาผึ้ง เขตรอยต่อ อ.ทองผาภูมิ-สังขละบุรี โดยนายโดด ชาวมอญที่สังขละบุรีนำมาส่งให้ ได้ค่าหัวคนละ 700 บาท เอาไปส่งที่ริมขอบอ่างเก็บน้ำท่าแพ ใน ต.ท่าขนุน แล้วจะมีนายทุนมารอรับไปอีกต่อหนึ่ง ขณะที่แรงงานที่ถูกจับกุมยอมรับว่าเพิ่งถูกจับกุมที่ จ.สุพรรณบุรี และถูกผลักดันออกจากประเทศไทยได้ 2 วัน ก็หวนกลับเข้ามาอีก
ด้านนายเริงศักดิ์ มหาวินิจฉัยมนตรี ผู้ว่าราชการ จ.กาญจนบุรี กล่าวว่า ได้สั่งให้นายอำเภอทองผาภูมิเป็นประธานสอบสวน โดยให้ขยายผลสืบสวนย้อนกลับไปยังต้นทางลงมายังปลายทางโดยไม่ต้องเกรงใจใคร หากพบว่ามีใครเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ ให้ดำเนินคดีอย่างเคร่งครัด เพราะเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ใช่แค่แรงงานต่างด้าวอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องความมั่นคงของประเทศด้วย
เร่งประกันแรงงานนอกระบบ
โพสต์ ทูเดย์
(24 มิ.ย. 2552) - นายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานเดินหน้าผลักดันเรื่องการดึงแรงงานนอกระบบ 23-24 ล้านคน ที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคมเข้าสู่ระบบประกันตน เพื่อให้แรงงานเหล่านี้มีสวัสดิการที่ดีขึ้น โดยเสนอให้ทางคณะรัฐมนตรีรับทราบแล้วและมีความเห็นว่าจะต้องแก้กฎหมายมาตรา 40 ของพ.ร.บ.ประกันสังคมพ.ศ. 2533 ให้รัฐบาลออกเงินสมทบบางส่วนแก่แรงงานนอกระบบ
"ประกันสังคมมี 3 ส่วน คือเก็บจากลูกจ้าง นายจ้างออกให้ส่วนหนึ่งและรัฐบาลสมทบอีกส่วนหนึ่ง แต่แรงงานนอกระบบ เขาไม่มีนายจ้างที่จะออกเงินให้ ก็อยากให้รัฐช่วยออก กฎหมายเดิมรัฐออกไม่ได้ แต่ถ้าแก้มาตรานี้รัฐก็สามารถจ่ายเงินสมทบได้" นายไพฑูรย์ กล่าวนายไพฑูรย์ เปิดเผยว่า ตัวแทนแรงงานนอกระบบมีการเสนอเข้ามาว่าให้รัฐช่วยออกเงินประเดิมก้อนแรกให้หัวละ 2,000 บาท ตามเกณฑ์เดียวกับที่รัฐให้ความช่วยเหลือแก่แรงงานในระบบที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน จะได้รับเช็คช่วยชาติ 2,000 บาท
นอกจากนี้ ตัวแทนแรงงานนอกระบบยังเสนอให้เพิ่มสิทธิประโยชน์ด้านค่ารักษาพยาบาลจากการเจ็บป่วย และกองทุนชราภาพ จากเดิมที่คุ้มครองเฉพาะการคลอดบุตร พิการและการเสียชีวิต ซึ่งไม่เป็นที่จูงใจ ทำให้มีแรงงานนอกระบบสมัครเข้าสู่ระบบประกันตนแค่ 39 คนเท่านั้นจากทั้งหมด 23-24 ล้านคน
นายไพฑูรย์ เปิดเผยว่า จากข้อเสนอเรื่องค่ารักษาพยาบาลจากการเจ็บป่วย และเงินชราภาพ คิดว่าไม่น่าจะเป็นปัญหา เพราะปัจจุบันรัฐบาลก็รับผิดชอบเรื่องค่ารักษาตามโครงการสุขภาพถ้วนหน้า และมีการดูแลผู้สูงอายุอยู่แล้วหัวละ 500 บาทสามารถที่จะนำเงินตรงนี้เข้ามาดูแลผู้ประกันตนนอกระบบได้
"เหมือนเงินก้อนนี้ย้ายจากกระเป๋าซ้าย ไปสู่กระเป๋าขวา เจ้าของเงินยังเป็นคนเดิม" นายไพฑูรย์ กล่าว
นายไพฑูรย์ เปิดเผยว่า หากสามารถนำแรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบประกันตนเองได้ จะทำให้สังคมมีความเข้มแข็งขึ้น เพราะเมื่อแรงงานที่ทำอาชีพอิสระมีอายุมากขึ้น ไม่สามารถทำงานได้ ก็ยังมีบำนาญในการเลี้ยงชีพ และลดภาระของรัฐบาลบางส่วน เพราะประชาชนมีส่วนร่วมในการเก็บออม ถือเป็นการรับผิดชอบต่อสังคมร่วมกัน
"เราตั้งใจเต็มที่ที่จะผลักดันให้โครงการนี้สำเร็จ แต่เนื่องจากมีหลายส่วนที่เกี่ยวข้อง และมีหลายขั้นตอนโดยเฉพาะการแก้กฎหมายจึงใช้เวลาพอสมควร" นายไพฑูรย์ กล่าว
จับคนไทยในสหรัฐฐานจ้างพนง.ให้แต่งงานกับญาติ
เว็บไซต์คมชัดลึก (
24 มิ.ย. 2552) - 24 มิ.ย. สำนักข่าวเอพีรายงานว่า นางวารี แบรดฟอร์ด เจ้าของเครือข่ายภัตตาคารอาหารไทยชื่อ"ไทยจินเจอร์" 5 แห่งในนครซีแอทเทิล รัฐวอชิงตันของสหรัฐฯ ได้ถูกตำรวจจับกุมตัวเมื่อวันอังคารหลังถูกกล่าวหาว่า ได้จ่ายเงินว่าจ้างพนักงานในร้าน 4 คน ให้แต่งงานแบบหลอกๆ เพื่อให้ญาติๆของเธอจำนวน 3 คนกับคนไทยอีก 1 คน สามารถอยู่ในสหรัฐฯได้ ทำให้เธอถูกตั้งข้อหาสมรู้ร่วมคิดกันฉ้อฉลเกี่ยวกับผู้อพยพ 1 กระทง กับข้อหาฉ้อฉลด้านเอกสารเกี่ยวกับผู้อพยพอีก 3 กระทง
ข้อกล่าวหาของคณะลูกขุนใหญ่ของรัฐบาลกลางสหรัฐฯระบุว่า พนักงานสามคนได้รับการจ่ายเงินตั้งแต่ 10,000 ดอลลาร์ ( ราว 350,000 บาท) ถึงมากกว่า 20,000 ดอลลาร์ (ราว 700,000 บาท) ในขณะที่พนักงานอีกคนหนึ่ง ผู้ได้รับการเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นผู้บริหาร ได้รับเงินกู้ยืม 3,780 ดอลลาร์(ราว 132,000 บาท) โดยพวกเขาได้รับแจ้งว่า การแต่งงานจะสิ้นสุดลงเมื่อคู่สมรสหลอกๆของแต่ละคนได้รับใบกรีนการ์ดแล้ว
คนงานผวา "เซฟทีคัท" หั่นค่าจ้าง-ลดวันทำงาน
เว็บไซต์มติชน (24 มิ.ย. 2552) - นายมนัส ชุบชื้น ประธานสหภาพแรงงานบริษัท ซี.เอส.เซฟ ที คัท จำกัด เลขที่ 52 หมู่ 12 ต.โพงาม อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท เปิดเผยว่า ได้รับการร้องเรียนจากสมาชิกสหภาพฯว่า บริษัท ซี.เอส.เซฟทีคัทยื่นข้อเสนอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างโดยยกเลิกสวัสดิการแก่พนักงาน อาทิ เบี้ยขยัน โบนัสประจำปี การทำประกันชีวิต กองทุนเงินสะสม ลดค่าจ้างจากเดิมลงร้อยละ 30 ตลอดจนลดวันทำงานปกติให้เหลือเพียง 3 วันต่อสัปดาห์ โดยอ้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและลดต้นทุนการผลิต
"สมาชิกของสหภาพและลูกจ้างจำนวน 36 คน ที่บริษัทยื่นข้อเสนอดังกล่าวไม่เข้าใจในขั้นตอนการเจรจาจึงไม่ได้ส่งผู้แทนเจรจาเป็นเหตุปิดงานโดยไม่จ่ายค่าจ้าง ตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม" นายมนัสกล่าว
นายมนัสกล่าวว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพนักงานฝ่ายผลิตบริษัท ซี.เอส.เซฟทีคัทอีกกว่า 300 คน ไม่มั่นใจในสถานภาพของตนเอง ว่าจะได้รับเงินเดือนหรือไม่ มีผลกระทบต่องานด้านบริการตรวจซ่อมบำรุงดูแลเครื่องตัดไฟจำนวนนับล้านเครื่องที่จำหน่ายออกไปทั่วภูมิภาค
"ผมวิงวอนองค์กรภาครัฐที่รับผิดชอบช่วยดำเนินการข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการกลางเข้ามาไกล่เกลี่ยปัญหาข้อขัดแย้งดังกล่าวให้ยุติโดยเร็ว" นายมนัสกล่าว
คนอีสานระทมตกงานอื้อ ผ่าน พ.ร.บ.คุ้มครองรับงานทำที่บ้าน
เว็บไซต์ไทยรัฐ
(24 มิ.ย. 2552) -นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้รับทราบผลสำรวจภาวะว่างงานในไตรมาสแรก (ม.ค.-มี.ค.) 2552 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ(สสช.) พบว่ามีอัตราว่างงานเพิ่มขึ้นจาก 1.7% เป็น 2.1% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนโดยมีจำนวนผู้ว่างงานทั้งสิ้น 780,000 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 170,000 คน แยกเป็นผู้ว่างงานที่ไม่เคยทำงานมาก่อน 180,000 คน ที่เหลือเป็นผู้ที่เคยมีงานทำมาก่อนแล้ว และส่วนใหญ่มาจากภาคการผลิตที่มีมากถึง 280,000 คน ภาคการบริการและการค้า 190,000 คน และภาคเกษตรกรรม 130,000 คน
ทั้งนี้ ผู้ว่างงานส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากที่สุด 300,000 คน รองลงมาคือภาคกลาง 170,000 คน ภาคใต้ 130,000 คน รองลงมาคือภาคกลาง 170,000 คน ภาคใต้ 130,000 คน ภาคเหนือ 120,000 คน และกทม.60,000 คน สาขาการผลิตที่มีผู้มีงานทำลดลง ส่วนใหญ่อยู่ในสาขาการผลิตสิ่งทอลดลง 89,000 คน การผลิตไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ลดลง 68,000 คน การผลิตผลิตภัณฑ์จากแร่อโลหะลดลง 37,000 คน การผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ลดลง 33,000 คน
แห่จ้างคนปักดำนา ค่าแรงพุ่ง หวั่นฝนทิ้งช่วงนาน
เว็บไซต์ไทยรัฐ (24 มิ.ย. 2552) -วันนี้ (24 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.นครพนม หลังจากเริ่มมีฝนตกลงมาต่อเนื่องหลายพื้นที่ ส่งผลให้เกษตรกรตามพื้นที่อำเภอต่างๆ ที่มีอาชีพทำนาปีเป็นหลัก มีน้ำเพียงพอในการปักดำนา ต่างพากันเร่งปักดำนา เนื่องจากเกรงว่าฝนจะทิ้งช่วงทำให้ขาดน้ำในการปักดำ และต้นข้าวโตช้า ซึ่งส่วนใหญ่พื้นที่ จ.นครพนม เกษตรกรจะมีอาชีพทำนาปีกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยต่อการทำนาปรัง ทำให้ในช่วงนี้มีการแข่งขันจ้างแรงงานปักดำนาสูง ตกวันละ 240-250 บาท อีกทั้งผลจากสภาพเศรษฐกิจ ค่าครองชีพสูง ส่งผลให้แรงงานมีการปรับขึ้นราคาค่าจ้างตามมา แต่เจ้าของที่นาต้องยอมว่าจ้าง เนื่องจากเกรงว่าจะปักดำไม่ทันกับสภาพดินฟ้าอากาศช่วงที่ฝนกำลังตกชุก เพื่อต้นข้าวจะได้โตเร็ว ทันฤดูกาลเก็บเกี่ยว
ขณะเดียวกันทำให้เจ้าของที่นา ได้มีการปรับกลยุทธ์ในการจ้างแรงงานปักดำ โดยปรับเวลาจ้างเป็นครึ่งวัน 07.00-11.30 น. ค่าแรงคนละ 120 บาท เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียค่าเลี้ยงอาหารกลางวัน แต่ว่าจ้างแรงงานเพิ่มเป็นการเพิ่มปริมาณงานในการปักดำ อีกทั้งยังส่งผลดีให้กับผู้รับจ้างปักดำ ทำงานเฉพาะภาคเช้า ซึ่งสภาพอากาศแดดไม่ร้อนเหมือนในช่วงภาคบ่าย และยังสามารถกลับไปทำอาชีพเสริม และทำนาของตัวเองในช่วงภาคบ่ายได้อีกด้วย
นอกจากนี้หลังจากที่เกษตรกรตามหมู่บ้านต่างๆ ได้หันไปรับจ้างปักดำนาจำนวนมาก เนื่องจากค่าแรงสูง ทำให้พ่อค้าหัวใส นำรถเร่ออกไปจำหน่ายอาหาร คาวหวาน ผลไม้ทุกประเภท ไปบริการขายให้กับเกษตรกร แบบถึงที่นา และส่งถึงบ้าน ส่งผลให้พ่อค้ารถเร่มีรายได้ดี ตกวันละ 800-1,000 บาท เนื่องจากมีชาวบ้านมาซื้อจำนวนมาก เพราะได้รับความสะดวก
นางภูวี ผลเพชร อายุ 56 ปี เจ้าของที่นา ชาวบ้าน ต.นาถ่อน อ.ธาตุพนม กล่าวว่า ในปีนี้ถึงแม้ค่าจ้างแรงงานปักดำนาจะแพง ก็จำเป็นต้องจ้าง เพราะต้องเร่งปักดำให้ทันน้ำ กลัวฝนทิ้งช่วง ขณะที่นางแจ่มจันทร์ สุกันต์ อายุ 50 ปี แรงงานรับจ้างรายหนึ่ง กล่าวว่า ในช่วงนี้ถือเป็นโอกาสดี ที่ไม่ต้องไปรับจ้างทำงานต่างถิ่น เนื่องจากมีงานรับจ้างปักดำนา ปีนี้ค่าจ้างถือว่าแพง ตกวันละประมาณ 250 บาท ถึงจะมีการว่าจ้างแต่ครึ่งวัน ก็ถือว่าดี พอช่วงบ่ายก็ไปรับจ้างเจ้าอื่นได้อีก หรืออาจจะได้มีเวลาพัก และกลับไปทำนาของตัวเองได้อีก
ตร.น้ำศรีราชา/เกาะสีชังร่วมกันจับแรงงานเถื่อน 30 คน
เว็บไซต์สยามรัฐ (24 มิ.ย. 2552) - เมื่อเวลา 19.00 น. ( 24 มิ.ย.52) ที่กก.5 รน. ศรีราชา จ.ชลบุรี พ.ต.ท.ชยพล ใหญ่ยิ่ง สว.ตำรวจน้ำศรีราชาร่วมกับพ.ต.ท.วุฒิพงษ์ สมใจ สว.ตำรวจน้ำเกาะสีชังร่วมกันจับกุมแรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชาจำนวน 30 คนแยกเป็นชาย14 คน หญิง 16 คน โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำชุดจับกุมได้สืบทราบว่ามีแรงงานต่างด้าวแอบลักลอบมาทำงานภายในท่าเรือแหลมฉบังโดยมีบริษัทสวนประสานพัทยา เป็นผู้นำพามาทำงานตัดหญ้า ทำสวน จึงได้ตั้งด่านตรวจที่บริเวณทางออกท่าเรือแหลมฉบัง หมู่ 3 ต.ทุ่งศุขลา อ.ศรีราชา
จนกระทั่งมีรถยนต์บรรทุกหกล้อยี่ห้อฮีโน่ สีฟ้าหมายเลขทะเบียน 84-4695 ชลบุรี วิ่งผ่านมาด้านหลังรถบรรทุกคนงานมาเต็มคันรถจึงเรียกตรวจสอบทั้งคันรถซึ่งก็มีนายสุรัตน์ เทียนถวาย อายุ 45 ปี เป็นคนขับรถซึ่งปรากฏว่ามีคนไทยและแรงงานต่างด้าวรวมกัน 70 คน จึงขอตรวจสอบบัตรทำงานของแรงงานต่างด้าวทั้งหมดก็พบว่ามี30 คนที่ไม่มีใบอนุญาติให้ทำงาน
จึงควบคุมตัวทั้งหมดพมาทำการบันทึกประวัติ ซึ่งทั้งหมดให้การว่ามาทำงานเป็นคนสวนประมาณ 2 ปีแล้ว โดยลักลอบเข้ามาทางด้านจ.สระแก้วและวมีนายหน้าพามาทำงานที่บริษัทสวนประสานพัทยา ดังกล่าวซึ่งได้แจ้งข้อหาลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยผิดกฏหมาย ส่วนนายสุรัตน์นั้นโดนข้อหานำพาแรงงานต่างด้าวและให้ที่พักพิง และจะเรียนผู้บริหารของบริษัทสวนประสานมารับทราบข้อกล่าวหา หลังจากนั้นจึงนำตัวแรงงานต่างด้าวส่งพนักงานสอบสวนสภ.แหลมฉบังดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป
สอท.จี้ปรับการศึกษา แนะผลิตคนตรงงาน!
ไทยโพสต์ (25 มิ.ย. 2552) - เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. นายสมมาต ขุนเศรษฐ รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ในวันที่ 25 มิ.ย. ส.อ.ท.จะเสนอแนวทางการปรับโครงสร้างระบบการศึกษาของไทยให้ตรงกับความต้องการกำลังคน   หรือแรงงานในภาคอุตสาหกรรม ต่อที่ประชุมคณะกรรมการภาครัฐร่วมเอกชน เพื่อวางแผนผลิตและพัฒนากำลังคน (กรอ.ศธ.) เนื่องจากสถานศึกษายังไม่สามารถผลิตคนให้ตรงกับความต้องการของสถานประกอบการ
นายสมมาต กล่าวว่า ในระยะยาวต้องหยุดการจัดตั้งสถาบันการศึกษาทุกระดับที่มีมากเกินไป ซึ่งขณะนี้มีมากกว่า 400 แห่ง ทำให้บุคลากรทั้งครู อาจารย์ และผู้เรียนขาดคุณภาพมากขึ้น แต่ควรพัฒนาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยที่มีอยู่ให้มีคุณภาพสูงขึ้นก่อน รวมทั้งปรับบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการอาชีวศึกษาและคณะกรรมการการอุดมศึกษา   โดยให้ภาคเอกชนจากองค์กรที่เป็นกลางเป็นประธาน มีอำนาจกำหนดนโยบายทั้งด้านบุคลากรและงบประมาณ
นอกจากนี้ ต้องปรับโครงสร้างบางหน่วยงานภายในกระทรวงศึกษาธิการให้เป็นกลุ่มงานที่ชัดเจนและเป็นเอกภาพ   ขณะที่ระยะสั้นควรเร่งรัดจัดตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอจัดหลักสูตรคุณธรรม จริยธรรม และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในทุกระดับ และเริ่มปลูกฝังตั้งแต่ระดับประถมศึกษาเพื่อให้เยาวชนเป็นทั้งคนดีและคนเก่ง
รองเลขาฯ ส.อ.ท.กล่าวว่า โครงสร้างการจ้างงานของสถานประกอบการที่ต้องการกำลังคนในระดับกลาง (ปวช.-ปวส.) มีถึง 70% เทียบกับระดับสูงและต่ำมีอัตราส่วน 10% และ 20% ซึ่งหากพิจารณาข้อมูลของผู้เรียนในระดับอาชีวศึกษาปีการศึกษา 2551 ทั้งสิ้น   681,443 คน กับข้อมูลการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรม 70% จาก 2.3 ล้านคน คิดเป็นจำนวนความต้องการกำลังคนเท่ากับ 1.6 ล้านคน ซึ่งยังไม่รวมภาคธุรกิจอื่นๆ และไม่รวมระดับ ปวส.ที่เรียนต่อปริญญาตรี 60-70% ที่ไม่เข้าสู่ตลาดแรงงาน ทำให้ยืนยันผลการศึกษาของสภาการศึกษาได้อย่างดีว่าไทยขาดแคลนกำลังคนในระดับ ปวช.และ ปวส.อย่างมาก
ก.แรงงาน เร่งขยายโครงการมุมนมแม่-ศูนย์เลี้ยงเด็ก ยกระดับคุณภาพชีวิตลูกจ้างสตรี
เว็บไซต์แนวหน้า (25 มิ.ย. 2552) - ที่กระทรวงแรงงาน นายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน กล่าวว่า กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน ร่วมกับศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และสำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร เร่งดำเนินการขยายโครงการจัดตั้งมุมนมแม่ในสถานประกอบการ เพื่อเป็นสวัสดิการให้กับแรงงานสตรีที่มีลูกอ่อน ช่วลดภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูลูกด้วยนมแม่แทนการเลี้ยงลูกด้วยนมผงสำเร็จรูป ทำให้แรงงานและลูกของผู้ใช้แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี สร้างความรัก ความผูกพันในครอบครัว รวมทั้งทำให้ลูกจ้างมีประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน โดยนับตั้งแต่ปี 2549 มีสถานประกอบการเข้าร่วมโครงการจัดตั้งมุมนมแม่ จำนวน 132 แห่ง ซึ่งในปีนี้กระทรวงแรงงานตั้งเป้าส่งเสริมให้สถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 500 คนขึ้นไป จัดตั้งมุมนมแม่เพิ่มอีก 100 แห่ง อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 25 มิถุนายนนี้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัมิ์ พระวรชายาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร จะเสด็จเป็นองค์ประธานเปิดโครงการดังกล่าว ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนต์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ
นายวีระชัย ถาวรทนต์ ที่ปรึกษา รมว.แรงงาน กล่าวว่า นอกจากนี้ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ยังได้จัดตั้งโครงการศูนย์เลี้ยงเด็กในสถานประกอบการ เพื่อดูแลคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงาน โดยเฉพาะแรงงานสตรี ซึ่งขณะนี้ตนได้ประสานไปยังกระทรวงการตลัง เพื่อขอให้พิจารณารายละเอียดการนำงบประมาณค่าใช้จ่ายในการจัดทำศูนย์เลี้ยงเด็ก อาทิ ค่าอาหาร ค่าครูดูแลเด็ก เป้นต้น สามารถนำไปหักเงินภาษีได้ 2 เท่า
ลูกจ้างซิงเกอร์3พันคนเฮ สปส.รับประกันตน"ม.39"
เว็บไซต์มติชน
(25 มิ.ย. 2552) - เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ที่กระทรวงแรงงาน ตัวแทนพนักงานบริษัท ซิงเกอร์ ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 10 คน นำโดยนางจุไรรัตน์ เดชศรี แกนนำพนักงานบริษัท ซิงเกอร์ฯ เข้าหารือนายธวัช สุรินทร์คำ ที่ปรึกษากระทรวงแรงงาน เพื่อให้ช่วยเหลือกรณีสำนักงานประกันสังคม (สปส.) วินิจฉัยให้พ้นสภาพจากความเป็นผู้ประกันตน โดยนายโกวิท สัจจวิเศษ รักษาการผู้อำนวยการกองนิติการ (สปส.) กล่าวว่า กรณีพนักงานขายและเก็บเงินบริษัทซิงเกอร์ ประเทศไทย จำกัด กว่า 3,000 คน ถูก สปส.เพิกถอนสิทธิประกันสังคมย้อนหลัง 16 ปี ล่าสุด สปส.ได้ข้อสรุปแนวทางแก้ปัญหาในเรื่องดังกล่าว โดยจะให้พนักงานขายและเก็บเงินของบริษัทซิงเกอร์ฯ เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 (ผู้ประกันตนที่ออกจากงานแต่สมัครใจส่งเงินสมทบต่อด้วยตนเอง) ตามข้อเรียกร้อง เพราะต้องการเยียวยาพนักงานที่เข้าสู่ระบบประกันสังคมด้วยความสุจริต โดยเงินสมทบที่หักส่งตั้งแต่ต้น จะไม่ถูกส่งคืนกลับบริษัท แต่จะเป็นเงินสะสมของผู้ประกันตนต่อไป อย่างไรก็ตามหากพนักงานคนใด เห็นว่าควรเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 (ผู้ประกันตนในระบบปกติ) ยื่นอุทธรณ์กับคณะกรรมการอุทธรณ์ได้ใน 30 วัน นับจากได้รับหนังสือแจ้งจาก สปส. จากนี้ สปส.จะนำเสนอนายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พิจารณาอนุมัติอีกครั้ง
นางจุไรรัตน์ เดชศรี ตัวแทนพนักงานซิงเกอร์ กล่าวว่า รู้สึกพอใจกับแนวทางแก้ไขปัญหา ขอให้กระทรวงแรงงานพิจารณารับกลับเข้าสู่ระบบโดยเร็ว เพราะหลายโรงพยาบาลไม่ยอมให้พวกตนใช้สิทธิการรักษาในระบบประกันสังคมแล้ว
เอาใจพนง.กปน.จ่าย12/ด.นาน1ปี เพดานเงินเดือน5หมื่นลงไปรับ 2 พัน
พิมพ์ไทย
(25 มิ.ย. 2552) - เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 24 มิถุนายน นายเพียรยงหนู ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) และผู้แทนจากกปน. ประมาณ 15 คน เข้าพบกับ นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย นายพรเทพ ธัญญพงศ์ชัย ผู้ว่ากฟน. นายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์อธิบดีกรมการปกครอง ในฐานะประธานบอร์ดกฟน. เพื่อหารือถึงกรอบแนวทางในการ จ่ายเงินค่าครองชีพให้กับพนักงานกฟน. รายละ 2,000 บาท โดยใช้เวลาประมาณ1 ชั่วโมง
จากนั้น นายบุญจง แถลงว่า กฟน.จะจ่ายเงินให้กับพนักงานที่มีเงินเดือนตั้งแต่ 50,000 บาทลงมา จนถึงพนักงานที่มีเงินเดือนต่ำที่สุด คนละ 2,000 บาท ซึ่งจะมีพนักงาน 6,071 คน ได้รับ และหลักเกณฑ์คือจะเริ่มจ่ายตั้งแต่วันที่ ครม. อนุมัติ เป็นเวลา 1 ปี
โดยเงินที่จะนำมาจ่ายนั้น ยืนยันว่าจะไม่กระทบต่อประชาชนในการใช้ไฟฟ้า และไม่เกี่ยวกับงบประมาณของรัฐบาล โดยการไฟฟ้าจะไม่มีการขึ้นเงินค่าไฟแต่อย่างใดเพราะเงินที่จะนำมาใช้เป็นรายได้ของกฟน. เป็นกำไรจากการประกอบการ ที่จะนำมาช่วยค่าครองชีพ และไม่ให้ประชาชนต้องแบกรับภาระใดๆ หรือเป็นเงื่อนไขในการปรับขึ้นค่าไฟใดๆ ทั้งสิ้น
เมื่อถามว่า การกำหนดเพดานเงินเดือนไว้ที่ 50,000 บาท ถือว่าสูงเกินไปหรือไม่ นายบุญจง กล่าวว่า พนักงานของกฟน. มีเงินเดือนตั้งแต่ 6,000 บาท ถึง 200,000 บาทดังนั้นจึงต้องหาค่าในการปรับเพด้านขั้นสูงแล้วจึงได้กำหนดตัวเลขดังกล่าว
โดยหลังจากนี้ ตนจะนำข้อสรุปเสนอต่อ นายกรัฐมนตรี เนื่องจากนายกฯมอบหมายให้ตนเป็นตัวแทน คาดว่านำเสนอในสัปดาห์หน้า ส่วนการขอรับค่าครองชีพในส่วนของกระประปานครหลวง(กปน.)นั้น อยู่ในความรับผิดชอบของ นายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย ส่วนรัฐวิสาหกิจอื่นๆ ที่ต้องการที่จะขอความช่วยเหลือในลักษณะดังกล่าว หากต้องการใช้สิทธิ์ก็สามารถขอไปยังต้นสังกัดได้ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานสถานการณ์เงินของรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งซึ่งขณะนี้มีรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย เสนอขอความช่วยเหลือเพียง 2 แห่ง
เมื่อถามว่าเมื่อกฟน. มีกำไรเป็นจำนวนมาก เหตุใดจึงไม่นำรายได้ไปพัฒนาปรับปรุงองค์กร นายบุญจง กล่าวว่า ในส่วนของการพัฒนา กฟน. จะต้องมีการปรับปรุงองค์กรรวมถึงการปรับปรุงการให้บริการประชาชนให้ดีที่สุด การที่ใช้งบประมาณในส่วนนี้ถือเป็นการช่วยเหลือพนักงานของกฟน. ที่กฟน.จะต้องรับผิดชอบเพิ่มขึ้นเดือนละ ประมาณ12 ล้านบาท ซึ่งจะตกปีละ 100 กว่าล้านบาท
แรงงานต่างด้าวจดทะเบียน 1-30 ก.ค.
เว็บไซต์มติชน (25 มิ.ย. 2552) -เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน นายยศศักดิ์ คงมาก ผู้อำนวยการสำนักงานปกครองและทะเบียน กทม. แจ้งว่า ตามคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา ให้จดทะเบียนแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา ที่อยู่นอกระบบผ่อนผันตามที่กระทรวงแรงงานเสนอนั้น จะมีการเปิดรับจดทะเบียนระหว่างวันที่ 1-30 กรกฎาคมนี้ ที่สำนักงานทะเบียนท้องที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ โดยมีค่าธรรมเนียมการถ่ายรูปเพื่อทำบัตรประจำตัว 60 บาท และค่าธรรมเนียมการคัดรับรองรายการทะเบียนประวัติฉบับละ 20 บาท รวม 80 บาท บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยของกลุ่มแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง มีขนาดกว้าง 5.4 ซม. ยาว 8.6 ซม. ตัวอักษรสีดำ มีตราครุฑอยู่ด้านหน้า วัสดุบัตรทำจากพลาสติค ด้านหลังมีแถบแม่เหล็ก หน้าบัตรเป็นรายการบุคคลพื้นสีชมพู ส่วนด้านหลังบัตรแยกสีตามประเภทกิจการ คือ กิจการประมงสีฟ้า กิจการต่อเนื่องประมงทะเลสีส้ม กิจการการเกษตรและปศุสัตว์สีเขียว กิจการก่อสร้างสีเหลือง ผู้รับใช้ในบ้านสีเทา และกิจการอื่นๆ สีน้ำตาล
ภูเก็ตจัดทีมกวาดล้างแรงงานเถื่อนหลังสิ้นสุดขึ้นทะเบียนต่างด้าว
พิมพ์ไทย (25 มิ.ย. 2552) - ด่านตรวจคนเข้าเมืองภูเก็ตตั้งทีมเฉพาะกิจกวาดล้างแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองอย่างเข้มข้นภายหลังสิ้นสุดรัฐบาลเปิดโอกาสให้แรงงานเถื่อนขึ้นทะเบียนทั้งหมด เชื่อในภูเก็ตทั้งที่ขึ้นทะเบียนและหลบหนีมีไม่ต่ำกว่า 7-8 หมื่นคนอย่างแน่นอน ขณะที่ตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมาสามารถจับกุมและผลักดันกลับแล้วกว่า 5 พันคน
พ.ต.อ.ชนัตพล ยงบรรเจิด ผู้กำกับการด่านตรวจคนเข้าเมืองภูเก็ต เปิดเผยถึงการจับกุมผลักดันกลับแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองในพื้นที่ภูเก็ตว่า ด่านตรวจคนเมืองภูเก็ตมีชุดเฉพาะกิจในการจับกุมแรงงานต่างด้าว ทั้งพม่า ลาวกัมพูชา ที่ลักลอบเข้ามาทำงานในภูเก็ตอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงเดือนมิถุนายน 2552 นี้ ด่านตรวจคนเข้าเมืองภูเก็ตสามารถจับกุมแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้ามาทำงานได้แล้วทั้งสิ้น 4,898 คน โดยแบ่งเป็นแรงงานสัญชาติพม่า 4,890 คน แรงงานสัญชาติลาว 4 คน และสัญชาติอื่นๆ อีก 4 คน
โดยหลังจากที่จับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมายแล้วได้มีการผลักดันกลับประเทศ ซึ่งที่มีการผลักดันไปทั้งสิ้น 5,552 คน ซึ่งตัวเลขการผลักดันกลับนั้นจะสูงกว่าตัวเลขการจับกุมเนื่องจากทางด่านตรวจคนเมืองภูเก็ตต้องผลักดันกลับในส่วนที่หน่วยงานอื่นๆ ทำการจับกุมด้วย รวมทั้งแรงงานต่างด้าวบางคนก็ได้มารายงานตัวเพื่อขอเดินทางกลับประเทศซึ่งจะผลักดันกลับผ่านทางจังหวัดระนองและด่านอำเภอแม่สอดจ.แม่ฮ่องสอน ขึ้นอยู่กับภูมิลำเนาของแรงงานแต่ละครั้งว่าอยู่ในพื้นที่ใด และเมื่อปีที่แล้วสามารถจับกุมได้ทั้งสิ้น 6,255 คน และผลักดันกลับ 7,867 คน
พ.ต.อ.ชนัตพล กล่าวต่อว่า ภายหลังจากที่รัฐบาลมีนโยบายให้มีการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองทั้งที่มีใบอนุญาตทำงานอยู่แล้วในขณะนี้ และคนที่ลักลอบเข้ามาทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตมาขึ้นทะเบียนให้ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อดึงคนที่หลบหนีให้เข้าสู่ระบบทั้งหมดนั้นให้เสร็จสิ้นทุกขั้นตอนภายในสิ้นเดือนก.ค.2552 นี้ หลังจากนั้นตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.2552 นี้เป็นต้นไปทางด่านตรวจคนเข้าเมืองภูเก็ตได้ตั้งทีมเฉพาะกิจในการจับกุมแรงงานต่างด้าวที่ไม่มาขึ้นทะเบียนให้ถูกต้องอย่างเข้มงวด
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าเมื่อรัฐบาลเปิดโอกาสให้แรงงานต่างด้าวที่อยู่ใต้ดินให้ขึ้นมาจดทะเบียนได้ทั้งหมดนายจ้างที่ลักลอบจ้างแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายก็น่าที่จะนำแรงงานดังกล่าวมาขึ้นทะเบียนให้ถูกต้องทั้งหมด และคิดว่าแรงงานต่างด้าวทั้งที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องและลักลอบเข้ามาทำงานในภูเก็ตมีไม่น่าจะต่ำกว่า 70,000-80,000 คน โดยที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายกับจัดหางานจังหวัดภูเก็ตมีกว่า 30,000 คนเท่านั้น
เรือประมงล่มกลางอ่าวแสมสาร ไม่รับช่วยเหลือ-ส่อใช้แรงงานเถื่อน
พิมพ์ไทย (25 มิ.ย. 2552) - จากรณีที่ เมื่อเวลา 02.00 น.ของวันที่ 21 มิ.ย.ที่ผ่านมา เรือประมงประเภทอวนลากคู่ ชื่อแสงเจริญการประมง10 ขนาด ความยาว 10 วา 2 ศอก สีเขียว มีนายเกียรติพงษ์ปานสง่า อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 217/10 หมู่ที่ 5 ตำบลกระโสม อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา เป็นไต๋ ถูกเรือสินค้าชื่อจุฑาปัทมา ของบริษัท จุฑานาวี จำกัด บรรทุกแอมโมเนีย เดินทางมาจากประเทศญี่ปุ่นพุ่งชนจนพลิกคว่ำ ขาดท่อน อับปางจมลงใต้ทะเล บริเวณแลตติจูด 11 องศา 25 ลิปดา เหนือลองกิจูด 100 องศา 51 ลิปดา ตะวันออก ห่างจากเกาะจวงทางด้านทิศใต้ ประมาณ 15 ไมล์ทะเล โดยมีลูกเรือประมงจมหายไป 5 คน เสียชีวิต 1 คน และรอดชีวิต 5 คน
หลังจากเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้ติดตามเรือบรรทุกสินค้าไป พบว่า เข้าจอดที่ท่าเทียบเรือบรรทุกสินค้าพระประแดงจ.สมุทรปราการ จึงได้ให้ ร้อยตำรวจโทเรวัฒ พิศโสระ ร้อยเวรสอบสวน สถานีตำรวจภูธรสัตหีบ จ.ชลบุรี เชิญตัวนายพนม เผ่าจินดา อายุ 51 ปี พร้อมทนายความของฝ่ายเรือบรรทุกสินค้าจุฑาปัทมา และนาย ประสิทธิ์ พงษ์พิศิษย์กุลอายุ 48 ปี เจ้าของเรือแสงเจริญการประมง 10 พร้อมด้วยนายเกียรติพงษ์ ปานสง่า ไต๋เรือ มาทำการสอบสวน เพื่อตกลงกันเรื่องของการชดใช้ค่าเสียหาย
ความคืบหน้าในเรื่องนี้ พลเรือโท ชัยวัฒน์ พุกกะรัตน์ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 กองทัพเรือ อำเภอสัตหีบจังหวัดชลบุรี เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันเกิดเหตุได้พยายามติดต่อขอข้อมูลรายละเอียดจากเจ้าของเรือประมง เพื่อหาแนวทางในการช่วยเหลือ ค้นหา และกู้เรือที่อับปางอยู่ในทะเล แต่ปรากฏว่าไม่ได้รับความร่วมมือ และยังถูกปฏิเสธการช่วยเหลือ ทำให้พลเรือเอกกำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ มีความเป็นห่วงเรื่องที่เกิดขึ้นในเขตอ่าวแสมสารอย่างมาก เพราะคาดว่ามีลูกเรือเสียชีวิตถึง 6 คน เป็นเรื่องสะเทือนขวัญสำหรับคนไทยอย่างมาก จึงได้สั่งการให้ติดตามข้อมูลข่าวสาร และหาทางให้การช่วยเหลือเรือประมงก่อน
ล่าสุด เมื่อเวลา 17.00 น. ของวันที่ 23 มิ.ย. พลเรือตรีทวีป สุขพินิจ เสนาธิการ ทัพเรือภาคที่ 1 เปิดเผยว่าทัพเรือภาคที่ 1 ไม่ได้รับความร่วมมือจากเจ้าของเรือประมงที่อับปางในทะเล และยังไม่ยอมให้เข้าไปช่วยเหลือแต่อย่างใดโดยไม่ทราบเหตุผลที่ชัดเจน หรืออาจกลัวว่าจะทราบข้อเท็จจริงว่าลูกเรือที่เสียชีวิตเป็นแรงงานต่างด้าว
อย่างไรก็ตาม ต่อมาได้รับรายงานจากเรือประมงว่าได้พบศพลอยเข้าติดกับหางเสือเรือในทะเลบริเวณล่องน้ำเกาะครามอีก 1 ศพ จึงได้ให้ เรือตรวจการณ์ หมายเลข 29 พร้อมสื่อมวลชนเป็นพยาน นำเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างโรจนธรรมสถานสัตหีบนำอุปกรณ์เก็บและห่อศพลงไปในทะเล เพื่อเก็บศพที่พบมาให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบว่าเป็นศพที่จมหายไปจากเรือแสงเจริญการประมง หรือเป็นศพลูกเรือที่ถูกฆาตกรรมทิ้งทะเล
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่ทัพเรือภาคที่ 1 ได้ส่งเรือออกไปตรวจสอบและเพื่อเก็บศพ ปรากฏว่าเมื่อออกไปกลางทะเล ศพได้หลุดจากท้ายเรือ ถูกกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากพัดหลุดหายไป ประกอบกับคลื่นลมแรงและอากาศมืดจึงไม่พบศพดังกล่าว และจะต้องออกค้นหาในวันต่อไป
จัดหางานกำแพงเพชรย้ำนายจ้างเร่งต่อใบอนุญาตแรงงานต่างด้าว
พิมพ์ไทย (25 มิ.ย. 2552) - นางเสาวภา พรเกิด จัดหางานจังหวัดกำแพงเพชรกล่าวว่า สำหรับนายจ้าง หรือเจ้าของสถานประกอบการที่มีแรงงานต่าวด้าวหลบหนีเข้าเมืองสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา ที่ได้รับใบอนุญาตให้ทำงานและใบอนุญาตกำลังจะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 มิถุนายน 2552 นี้ ขอให้นำแรงงานเหล่านี้ไปตรวจสุขภาพกับสถานพยาบาลของรัฐให้เรียบร้อยก่อน แล้วไปติดต่อที่ สำนักงานจัดหางานในจังหวัดกำแพงเพชร เพื่อขอต่อใบอนุญาตทำงานให้แก่แรงงานต่างด้าว ให้ถูกต้องตามมติคณะรัฐมนตรี
โดยให้ดำเนินการให้เรียบร้อยภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2552 หากฝ่าฝืนมิได้ดำเนินการต่อใบอนุญาตให้ถูกต้องจะได้รับโทษตามกฎหมายทั้งนายจ้างและแรงงานต่างด้าว สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดกำแพงเพชร โทรศัพท์ 0-5570-5023-4 ทุกวัน ในเวลาราชการ
โคราชจี้นายจ้างนำแรงงานต่างด้าวขึ้นทะเบียน
สยามรัฐ (
26 มิ.ย. 2552) - นครราชสีมา-ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชาญวิทย์ วสยางกูร รอง ผวจ.นครราชสีมาเป็นประธานในการสัมมนาการจัดระบบแรงงานต่างด้าวปี 2552 โดยเชิญนายจ้าง สถานประกอบการในพื้นที่รับผิดชอบ 32 อำเภอ รวมจำนวนกว่า 200 คน เข้าร่วมรับฟังการบรรยายให้ความรู้เรื่องการจ้างแรงงานต่างด้าวในพื้นที่ ให้ตระหนักถึงบทบาทของนายจ้างกับ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และการจัดระบบแรงงานต่างด้าว ที่โรงแรมสีมาธานี
นายแสงเงิน ขาวลิขิต จัดหางาน จ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้เพื่อเป็นการให้ความรู้แก่นายจ้าง สถานประกอบการ ให้ตระหนักถึงความสำคัญในการนำลูกจ้างที่เป็นต่างด้าวมาขึ้นทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดย จ.นครราชสีมาเป็นพื้นที่ที่มีประชากรแรงงานไทยและต่างด้าวมากที่สุดในภาคอีสาน เนื่องจากเป็นแหล่งนิคมอุตสาหกรรม
ทั้งนี้ จากการทราบข้อมูลทางลับจากฝ่ายปกครองที่มีข้อมูลการสำรวจแรงงานต่างด้าว ที่ลักลอบเข้ามา มีจำนวนร่วมหมื่นราย ส่วนแรงงานต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายในปีที่ผ่านมา มีเพียง 1,083 รายเท่านั้น
โดยคณะกรรมการบริหารแรงงานต่างด้าวหลบหนีคนเข้าเมือง จึงได้มีมติให้เปิดจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวรอบใหม่ ในวันที่ 1-31 ก.ค.52 ทางจัดหางาน จ.นครราชสีมาได้ประสานงานลงไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำชุมชน ให้ประชาสัมพันธ์นายจ้าง ผู้ประกอบการที่ลักลอบจ้างแรงงานต่างด้าว ให้นำลูกจ้างต่างด้าวมาขึ้นทะเบียนให้ถูกต้อง หากนายจ้างที่นำลูกจ้างแรงงานต่างด้าวมาขึ้นทะเบียนตามกรอบเวลาที่กำหนด ใบอนุญาตทำงานที่ถูกต้องตามกฎหมายจะมีอายุถึงวันที่ 28 ก.พ.2553
สุพรรณบุรีสำรวจค่าใช้จ่ายลูกจ้าง-นำข้อมูลช่วยเหลือตรงจุด
เดลินิวส์ (26 มิ.ย. 2552) -นายธีรพล ขุนเมือง แรงงานจังหวัดสุพรรณบุรี เปิดเผยว่า จากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ส่งผลต่อนายจ้างในการครองชีพ โดยเฉพาะลูกจ้างซึ่งเป็นแรงงานไร้ฝีมือที่มีรายได้ไม่มากนัก อาจได้รับผลกระทบมากกว่าลูกจ้างส่วนอื่น ดังนั้น เพื่อให้ได้รับทราบค่าใช้จ่ายที่แท้จริงของลูกจ้างกลุ่มนี้เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ สำนักงานแรงงานจังหวัดสุพรรณบุรีจึงจัดให้มีโครงการสำรวจค่าใช้จ่ายที่จำเป็นของแรงงานไร้ฝีมือในภาคอุตสาหกรรมขึ้น
แรงงานจังหวัดสุพรรณบุรี เปิดเผยอีกว่าโดยกลุ่มเป้าหมายที่จะทำงานสำรวจต้องเป็นแรงงานที่มีวุฒิการศึกษาไม่เกินชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ทั้งที่เพิ่งจบการศึกษา หรือจบการศึกษามาหลายปีแล้ว แต่ไม่เคยทำการสำรวจในสถานประกอบการขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ควบคู่กันไป ตามประเภทอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่มีอยู่ในจังหวัด ทุกอำเภอ เช่น อุตสาหกรรมการผลิต การก่อสร้าง ขายส่ง โรงแรม การขนส่งสินค้า
นายธีรพล เปิดเผยเพิ่มเติมอีกด้วยว่า การสำรวจเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนเมษายน 2552 จนเสร็จสิ้นในเดือนพฤษภาคม 2552 เพื่อประมวลผลให้เสร็จในเดือนมิถุนายน 2552 จึงใคร่ขอความร่วมมือสถานประกอบการต่าง ๆ หากมีเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากสำนักงานแรงงานจังหวัดสุพรรณบุรีออกไปสำรวจ ขอได้โปรดให้ความอนุเคราะห์และสนับสนุนการสำรวจครั้งนี้ด้วยเพื่อจะได้ข้อมูลที่ถูกต้องสามารถนำไปวิเคราะห์ประกอบการพิจารณาช่วยเหลือได้ตรงจุด ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งนายจ้างและลูกจ้างต่อไป
สถิติแห่งชาติเผยแรงงานนอกระบบทะลุ 24 ล้านคนแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก
พิมพ์ไทย
(26 มิ.ย. 2552) -สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้เปิดเผยผลสำรวจแรงงานนอกระบบ ล่าสุดปี 2551 พบแรงงานนอกระบบ เพิ่มเป็น 24.1 ล้านคน คิดเป็น ร้อยละ 63.7 หรือเพิ่มขึ้น 1.6 ล้านคนทั้งนี้ แรงงานนอกระบบหมายถึง ผู้ที่ทำงานตั้งแต่อายุ 15 ปีขึ้นไป แต่การทำงานไม่ได้รับความคุ้มครองและไม่มีหลักประกันทางสังคมจากการทำงาน
ทั้งนี้ ผลการสำรวจแรงงานนอกระบบในปี 2551 สรุปสาระสำคัญ ได้ดังนี้ จำนวนแรงงานนอกระบบ   จากจำนวนผู้มีงานทำทั้งสิ้นประมาณ 37.8 ล้านคน ผลการสำรวจ พบว่าเป็นแรงงานนอกระบบ 24.1 ล้านคน หรือร้อยละ 63.7 และเป็นแรงงานในระบบ 13.7 ล้านคน หรือร้อยละ 36.3
อย่างไรก็ดีตั้งแต่ปี 2548 ถึงปี 2551 พบว่า แนวโน้มของผู้มีงานทำที่อยู่ในแรงงานนอกระบบเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2548 มีแรงงานนอกระบบ 22.5 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 62.1 และปี 2551เพิ่มขึ้นเป็น 24.1 ล้านคน คิดเป็น ร้อยละ 63.7 หรือเพิ่มขึ้น 1.6 ล้านคน เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบระหว่างสัดส่วนร้อยละ ของแรงงานในระบบและนอกระบบ ในแต่ละภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ
พบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีสัดส่วนแรงงานนอกระบบมากที่สุด คือ แรงงานนอกระบบร้อยละ 79.4 และแรงงานในระบบร้อยละ 20.6 รองลงมาเป็นภาคเหนือร้อยละ74.3 และร้อยละ 25.7 และภาคใต้ ร้อยละ 60.3 และร้อยละ39.7ตามลำดับ
ส่วนกรุงเทพมหานคร สัดส่วนของแรงงานในระบบมีมากกว่าแรงงานนอกระบบ คือ แรงงานในระบบร้อยละ 68.4 และแรงงานนอกระบบ ร้อยละ 31.6 และภาคกลาง มีร้อยละ 50.8 และร้อยละ 49.2ตามลำดับ
สำหรับระดับการศึกษาของแรงงานนอกระบบ พบว่าส่วนใหญ่เป็นผู้ที่จบการศึกษาในระดับต่ำกว่าและประถมศึกษาถึง 16.8 ล้านคน หรือคิดเป็น ร้อยละ 69.7 ของแรงงานนอกระบบทั้งหมด รองมาเป็นการศึกษาในระดับมัธยมศึกษา 5.9 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 24.2 ส่วนผู้จบในระดับอุดมศึกษามี 1.4 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 5.9 จะเห็นได้ว่าแรงงานนอกระบบจะเป็นผู้มีการศึกษาในระดับไม่สูงนัก และเป็นแรงงานส่วนใหญ่ของประเทศ จึงมีความจำเป็นที่ภาครัฐจะต้องดูแล พัฒนาฝีมือ และทักษะของแรงงานเหล่านี้ให้มีศักยภาพ
23 รสก.จ่อขอขึ้นค่าครองชีพ
เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์
(26 มิ.ย. 2552) -นายสมเกียรติ รอดเจริญ ประธานสหภาพแรงงานการท่าเรือแห่งประเทศไทย (สร.กทท.) ในฐานะคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (ครส.) กล่าวว่า ในวันที่ 29 มิ.ย. คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ที่มีนายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน เป็นประธานจะมีการประชุมที่กระทรวงแรงงานเพื่อพิจารณาปรับเพิ่มค่าครองชีพตามข้อเสนอของรัฐวิสาหกิจ 7 แห่ง ได้แก่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) องค์การเภสัชกรรม (อภ.) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.)ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ซึ่งเป็นเรื่องที่พิจารณามาตั้งแต่สมัยนางอุไรวรรณ เทียนทอง เป็นรมว.แรงงาน แต่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล โดยนายไพฑูรย์ เป็นรมว.แรงงานจึงต้องเสนอเรื่องเข้าไปใหม่ ทั้งนี้การขอขึ้นค่าครองชีพของรัฐวิสาหกิจทั้ง 7 แห่ง ได้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์ในแต่ละองค์กรแล้ว โดยขอให้มีการปรับค่าครองชีพแห่งละ 1 , 500 บาท นอกจากนี้ครส.จะนำเรื่องที่การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการประปานครหลวง (กปน.) เสนอเพิ่มเงินค่าครองชีพ 2,000 บาทสำหรับผู้ที่มีเงินเดือนต่ำกว่า 5 หมื่นบาทเข้าพิจารณาในที่ประชุมด้วย
นายสมเกียรติ กล่าวต่อว่า เชื่อว่าในที่ประชุมครส.จะพิจารณาอนุมัติให้ปับเพิ่มค่าครองชีพตามที่รัฐวิสาหกิจทั้ง 7 แห่งร้องขอ จากนั้นจะเสนอให้นายไพฑูรย์ ลงนามเพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบต่อไป ทั้งนี้ทราบว่ายังมีรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง ได้ทยอยเสนอขอให้มีการพิจารณาปรับเพิ่มค่าครองชีพตามมา ซึ่งรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในระบบบัญชีเดียวกับ กทท.มีทั้งหมด 43 แห่ง โดยคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์ของแต่ละแห่งมีมติขอให้เพิ่มค่าครองชีพไปแล้ว มีเพียงรัฐวิสาหกิจที่ขาดทุนยังไม่ผ่านการพิจารณา เช่น องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) การเคหะแห่งชาติ (กคช.) เป็นต้น
ด้านนางเพลินพิศ ศรีศิริ รองเลขาธิการฝ่ายวิชาการ สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) กล่าวว่า ขณะนี้ มีรัฐวิสาหกิจ 23 แห่งกำลังรอให้เรื่องการปรับค่าครองชีพของกฟน.และกปน. ผ่านการพิจารณาจากครม.ก่อน จากนั้นรัฐวิสาหกิจทั้ง 23 แห่งก็จะมีการเสนอเรื่องให้ครส.พิจารณาเพิ่มค่าครองชีพเช่นกัน เนื่องจากค่าครองชีพที่กฟน.และกปน.เสนอขอเพิ่มเงิน 2,000 บาทนั้นถือเป็นบรรทัดฐานที่ต้องนำมาปฎิบัติกับทุกรัฐวิสาหกิจด้วย เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหา 2 มาตรฐาน
3 เดือนต้นกล้าอาชีพฟุ้ง ฝึกแรงงาน 1.61 แสนราย
เดลินิวส์
(26 มิ.ย. 2552) - รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานตามโครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมชน หรือโครงการต้นกล้าอาชีพ ล่าสุด เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. คณะกรรมการบริหารโครงการฯ ได้จัดสรรเงินงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการแล้วทั้งสิ้น 1,831.31 ล้านบาท หรือคิดเป็น 26.54% ของงบประมาณที่ได้รับทั้งหมด 6,900 ล้านบาท แยกเป็นจัดสรรให้กับสถาบันจัดฝึกอบรม เพื่อฝึกอบรมให้กับประชาชนทั่วไป 1,034.72 ล้านบาท จัดสรรให้กับส่วนราชการที่เข้าร่วมโครงการ 629.59 ล้านบาท และจัดสรรตามโครงการชะลอการเลิกจ้างที่ร่วมดำเนินการกับภาคเอกชน 167 ล้านบาท
ทั้งนี้พบว่าตั้งแต่เปิดโครงการในเดือน เม.ย.-มิ.ย. 52 มีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 113,629 ราย แต่มีผู้เข้าฝึกอบรม 65,000 ราย ขณะที่มีผู้ว่างงานที่เข้าร่วมโครงการของส่วนราชการ 41,009 ราย และมีพนักงานของบริษัทเอกชนเข้าร่วมโครงการชะลอการเลิกจ้าง 55,000 ราย เมื่อรวมทุกโครงการแล้วมีผู้เข้าฝึกอบรมทั้งสิ้น 161,009 ราย นอกจากนี้ยังเห็นชอบจัดสรรเงินอีก 288 ล้านบาทให้กับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) เพื่อดำเนินโครงการทำดีมีอาชีพ โดยฝึกอบรมเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการและผ่านการอบรมแล้วเข้ารับฝึกทักษะวิชาชีพภายใต้โครงการต้นกล้าอาชีพ มีเป้าหมายฝึกอบรมจำนวน 25,000 คน
ดีเอสไอจับกำนันราชบุรี นายหน้าทำบัตร ปชช.คนต่างด้าว
เว็บไซต์ไทยรัฐ
(26 มิ.ย. 2552) - วันนี้ (26 มิ.ย.) พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล ผู้บัญชาการสำนักกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวว่า เช้าวันนี้พนักงานสอบสวนดีเอสไอพร้อมกับกำลังเจ้าหน้าที่สภานี ตำรวจภูธรบ้านคา จ.ราชบุรี เข้าล่อซื้อจับกุมขบวนการนำคนต่างด้าวมาสวมสิทธิทำบัตรประชาชนสัญชาติไทย โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย คือ นายสุรเชษฐ์ ศรีสมุทร อายุ 58 ปี กำนันตำบลบ้านคา อ.บ้านคา จ.ราชบุรี และนายภัทรภร บุญศรี อายุ 37 ปี พร้อมเงินค่าว่าจ้างในการทำบัตรประชาชนไทยจำนวน 40,000 บาท
ขณะที่ผู้ต้องหาทั้ง 2 นำคนต่างด้าวไปทำบัตรประชาชนบนที่ว่าการอำเภอบ้านคา โดยนายสุรเชษฐ์ ได้ใช้ตำแหน่งกำนันให้คำรับรองอันเป็นเท็จว่าคนต่างด้าวนั้น เป็นชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ตำรวจสภ.บ้านคาจึงแจ้งข้อหาเป็นคนกลางเรียกรับเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทน เพื่อให้เจ้าหน้าที่จัดทำบัตรประชาชนให้แก่ผู้ที่ไม่มีสิทธิ
พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ กล่าวต่อว่า ชุดสืบสวนดีเอสไอได้ลงพื้นที่สืบสวนขบวนการนำคนต่างด้าว กลุ่มชนกลุ่มน้อยและโรฮิงยา เข้ามาสวมบัตรประชาชนไทย โดยพบว่ามีขบวนการที่รับดำเนินการในลักษณะดังกล่าวอยู่หลายกลุ่ม หลังจากนี้ดีเอสไอจะทยอยเข้าดำเนินคดีและจับกุมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ซึ่งกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ตามที่ได้รับคำสั่งจาก นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โดยในส่วนของกำนัน ต.บ้านคานี้ จะเร่งขอหมายค้นเพื่อเข้าค้นหาหลักฐานการกระทำความผิดจากบ้านของผู้ต้องหา รวมทั้งจะตรวจสอบทรัพย์สินของผู้ต้องหาด้วย เนื่องจากพฤติการณ์ในคดีส่อถถึงความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
 “ในการ ล่อซื้อจับกุมขบวนการสวมบัตรประชาชนให้คนต่างด้าวครั้งนี้ ดีเอสไอได้รับความร่วมมือที่ดีจากนายอำเภอบ้านคา ซึ่งจะจัดส่งข้อมูลต้องสงสัยอาจเป็นการสวมบัตรประชาชนให้คนต่างด้าวทั้งหมด ให้ดีเอสไอได้ตรวจสอบย้อนหลังเพื่อขยายผลทางคดี โดยจะมุ่งเน้นการทำบัตรประชาชนในกลุ่มที่กำนันสุรเชษฐ์ให้การรับรอง” ผู้บัญชาการสำนักกิจการต่างประเทศฯ ดีเอสไอ กล่าว
สร.ททท.นัดพนักงานรวมตัวท้วงการทำงานบอร์ด
เว็บไซต์ไทยรัฐ
(26 มิ.ย. 2552) - วันนี้ (26 มิ.ย.) นายประเสริฐ วรพิทักษ์ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ได้ส่งหนังสือแจ้งไปยังพนักงานและลูกจ้าง ททท. ทั่วประเทศ เพื่อนัดรวมพลกันทวงสิทธิ์การรับค่าตอบแทน ในวันที่ 30 มิ.ย. นี้ เวลา 09.00 น. ซึ่งเป็นวันประชุมคณะกรรมการ ททท. โดยจะยื่นหนังสือถึงนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานกรรมการ ททท. เพื่อให้เร่งดำเนินการเรื่องค่าตอบแทน หลังจากที่ผ่านมาได้เรียกร้องโดยตลอดให้เร่งดำเนินการ แต่คณะกรรมการ ททท. กลับไม่เดินเรื่อง อีกทั้ง สหภาพจะขอให้นายวีระศักดิ์ พิจารณาบทบาทการเป็นประธานกรรมการ ททท. เนื่องจาก ที่ผ่านมามีการเข้ามาบริหารงบประมาณ ซึ่งเกินกว่าขอบข่ายหน้าที่ของประธาน กรรมการ ททท. และไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.ททท. อย่างไรก็ตามเขณะนี้ได้มีพนักงานเตรียมร่วมชุมนุมด้วยแล้วไม่ต่ำกว่า 100 คน
“บอร์ด ททท. น่าจะมีอำนาจสั่งการได้เรื่องการจ่ายค่าตอบแทนพนักงาน ททท. แต่กลับไม่ทำอะไรเลย แล้วแจ้งให้เราไปฟ้องร้องศาลแรงงานเอาเอง พนักงานเลยอยากจะออกมารวมพลัง แสดงให้เห็นว่าพนักงานททท. มีความรู้สึกอย่างไรบ้าง ส่วนประธานกรรมการ ททท. รับหนังสือไปแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของประธานกรรมการ ททท. ว่าจะลาออกหรือไม่ หรือจะทำอย่างไรต่อไป” ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ททท.กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า บรรดาพนักงาน ททท. ต่างจับกลุ่มหารือกันว่า ที่ผ่านมาฝ่ายการเมืองพยายามเข้ามาล้วงลูกการทำงานของ ททท. หลายเรื่อง หลายโครงการ ซึ่ง พนักงาน ททท. ก็ยอมทำให้ แต่เมื่อถึงเรื่องการพิจารณาค่าตอบแทนของพนักงาน ประธานกรรมการ ททท. กลับไม่ทำอะไรให้เลย ทั้งนี้ เห็นว่า ประธานกรรมการ ททท. กล้าตัดสินใจหลายเรื่องช่วงที่ผ่านมา แต่เรื่องปากท้องของพนักงาน กลบไม่กล้าทำอะไร ซึ่งเป็นเรื่องที่พนักงาน ททท. เริ่มทนไม่ได้แล้ว ขณะที่ล่าสุด สร.ททท.ได้เป็นตัวแทนพนักงานยื่นฟ้องร้อง ททท.ในฐานะนายจ้างต่อศาล และศาลได้ประทับรับฟ้องและนัดไต่สวน ททท. ในวันที่ 27 ก.ค.นี้แล้ว
'รฟท.'ขอเวลา 1 เดือนเร่งเคลียร์ใจสหภาพฯ
โพสต์ ทูเดย์ (27 มิ.ย. 2552) - นายถวัลย์รัฐ อ่อนศิระ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผยว่า ในการหารือกับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย(สร.ร.ฟ.ท.) ในวันที่ 29 มิ.ย.นี้ จะพยายามทำความเข้าใจ และทำข้อตกลงกับสร.ร.ฟ.ท. ว่า บริษัทลูกที่จะจัดตั้งขึ้น จะไม่มีเอกชนเข้ามาร่วมถือหุ้นอย่างแน่นอน โดยอาจเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติที่ชัดเจนในประเด็นนี้
"ผมเชื่อว่าเมื่อได้พูดคุยกันแล้วสร.ร.ฟ.ท. น่าจะเข้าใจและยอมรับเหตุผล เพราะทุกฝ่ายต่างต้องการให้ร.ฟ.ท. ได้รับประโยชน์สูงสุด คาดว่าภายใน 1 เดือนน่าจะได้ข้อสรุปผลการเจรจา และจะเสนอให้ครม.พิจารณาต่อไป" นายถวัลย์รัฐ กล่าว
แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า สาเหตุที่ร.ฟ.ท.ต้องจัดตั้งบริษัทเดินรถแอร์พอร์ตลิงก์ก่อน เนื่องจากมีความจำเป็นต้องให้สามารถเปิดเดินรถได้ทันภายในวันที่ 5 ธ.ค.นี้ และหากไม่สามารถดำเนินการได้ก็จะยิ่งสร้างความเสียหายเป็นอย่างมาก เนื่องจากร.ฟ.ท. ได้ว่าจ้างสถาบันบัณฑิตบริหารศศินทร์ไปหาบุคลากรเข้ามาทำงานในบริษัทแล้ว และจำเป็นต้องมีคนเข้ามารับการฝึกอบรมในการเดินรถให้ทันในวันที่ 12 ส.ค.นี้ซึ่งการฝึกเดินรถจะต้องดำเนินการควบคู่กับการทดสอบเดินรถ เพราะการที่ไอซีอีผู้ให้ความรับรองด้านความปลอดภัยนั้น จะต้องให้คำรับรองความปลอดภัยทั้งสองส่วนคือ ทั้งระบบการเดินรถ และบุคลากรที่เดินรถ
"ที่ปรึกษาด้านการตรวจความปลอดภัยในการเดินรถแอร์พอร์ตลิงก์ต้องให้คำรับรองทั้งสองส่วนจึงจะสามารถเดินรถในเชิงพาณิชย์ได้ดังนั้นจึงจำเป็นต้องขอให้สร.ร.ฟ.ท.เห็นชอบกับเรื่องนี้ก่อน ส่วนบริษัทเดินรถ หรือส่วนอื่นนั้น ค่อยตั้งทีหลังก็ได้ ให้สร.ร.ฟ.ท. ดูบริษัทแอร์พอร์ตลิงก์เป็นตัวอย่างก่อน" แหล่งข่าวเปิดเผย