มองอุตสาหกรรม “อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า” ฟื้นตัวแล้ว แต่รูปแบบการจ้างงานยังไม่มั่นคงเหมือนเดิม
การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์
ภาคอิเล็กทรอนิกส์ไทยได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจระลอกล่าสุด ทำให้ยอดการส่งออกลดลงในช่วงปลายปี 2551 สืบเนื่องมาจนถึงไตรมาสแรกของปี 2552 ซึ่งถือเป็นยอดการส่งออกที่ต่ำที่สุดในรอบ 4 ปี
โดยสาเหตุที่ทำให้การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ไทยเริ่มหดตัวลงช่วงไตรมาสที่ 4/2551 นั้นมีสาเหตุมาจากทั้งการปิดสนามบินและการที่ไทยเริ่มได้ผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก โดยแม้ว่าปัญหาการเมืองจะคลี่คลายลงหลังมีการเลือกตั้งรัฐบาลใหม่ แต่ผลของความถดถอยของเศรษฐกิจโลกได้ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกในช่วงไตรมาสแรกของปี 2552 หดตัวสูงถึงร้อยละ 32.5 โดยในช่วงเวลาตกต่ำสุด คือ เดือนมกราคม 2552 นั้น มูลค่าส่งออกลดลงถึงร้อยละ 40.4

ที่มา: กรมศุลกากร, พฤศจิกายน 2552

ที่มา: กรมศุลกากร, พฤศจิกายน 2552
ด้านการอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนของ BOI สำหรับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้านั้น ตั้งแต่เดือน ม.ค. – พ.ย. 2552 มีการอนุมัติไปทั้งสิ้น 123 โครงการ มูลค่า 23.9 พันล้านบาท
สำหรับปี 2553 นั้น มีการคาดการณ์กันว่า การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่สำคัญอันดับต้นๆ ของไทยน่าจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า กลุ่มรถยนต์และชิ้นส่วน เหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก เม็ดพลาสติก และเคมีภัณฑ์ จะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น จากการค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นของเศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้งมีผลของฐานเปรียบเทียบที่ต่ำมากในปี 2552
แรงงานขาด ล่อใจแรงงานเหมาช่วง
จากที่ได้กล่าวไปว่า ตั้งแต่ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2551 จนถึงไตรมาสที่ 2 ของปี 2552 ซึ่งเป็นช่วงที่อุตสาหกรรมนี้เผชิญกับวิกฤตนั้น มีประเมินว่ามีแรงงานในภาคอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ถูกเลิกจ้างเป็นจำนวน 30,000-40,000 คน (รวมพนักงานชั่วคราว) หรือประมาณร้อยละ 8-11 จากจำนวนแรงงานที่อยู่ในอุตสาหกรรมประมาณ 3.5 แสนคน ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำกว่าอัตราการหดตัวของการส่งออกที่ลดลงกว่าร้อยละ 30 ถึงร้อยละ 40 สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่ผู้ประกอบการปรับตัวโดยการงดโอที ลดจำนวนชั่วโมงการทำงาน และลดวันทำงานลง
แต่ผู้ประกอบการกลับพยายามรักษาบุคลากรด้านเทคนิคชั้นสูง เช่น วิศวกรที่เป็นพนักงานประจำไว้เนื่องจากงานในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เป็นงานที่ต้องการทักษะเฉพาะ ซึ่งการสร้างบุคลากรใหม่ขึ้นมามีต้นทุนและต้องใช้ระยะเวลาในการฝึกอบรม ต่างจากแรงงานฝ่ายผลิตที่ใช้ทักษะต่ำ โดยจริตของอุตสาหกรรมนี้จะพยายามทำให้การจ้างงานฝ่ายผลิตยืดหยุ่นที่สุด และมีการใช้แรงงานเหมาช่วงเป็นจำนวนมาก
ทั้งนี้หลังเริ่มเข้าไตรมาส 2/2552 พบว่าอุตสาหกรรมนี้เริ่มฟื้นตัว มีการเพิ่มขึ้นของกำลังการผลิต ซึ่งการเร่งขึ้นของการใช้กำลังการผลิตก็ทำให้โรงงานมีความต้องการคนงานกลับมาทำงานเพิ่มขึ้น จะเห็นได้จากที่ผ่านมาสถานประกอบการหลายแห่งได้มีการเปิดรับสมัครพนักงานใหม่ อีกครั้ง
จากการลงพื้นที่สำรวจพร้อมกับองค์กร sudwind, โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย, และกลุ่มพัฒนาแรงงานสัมพันธ์ตะวันออก ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในเขตปริมณฑลและภาคตะวันออก ช่วงเดือน ตุลาคม-พฤศจิกายน พบว่าในภาคอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายแห่งขาดแคลนแรงงานโดยเฉพาะแรงงานฝ่ายผลิต โดยบริษัทซับคอนแทร็คมีการล่อใจด้วยสวัสดิการต่างๆ ที่มากขึ้นกว่าแต่ก่อนแต่
สอดคล้องกับผลสำรวจของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) พบว่ากลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มีการจ้างงานในส่วนของพนักงานชั่วคราวเพิ่มขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2552 ร้อยละ 62 หลังคำสั่งซื้อจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ประกอบการบางส่วนยังคงระดับการจ้างงานไว้ในระดับเดิม ทั้งนี้แม้ว่าในระยะสั้นผู้ประกอบการอาจประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการช่วยเหลือแรงงานของภาครัฐ แต่คาดว่าไม่น่าจะเกิดภาวะตลาดแรงงานตึงตัวหรือค่าจ้างปรับตัวเพิ่มขึ้นในอัตราสูงเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัวและอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการอีกส่วนหนึ่งยังคงลังเลที่จะจ้างงานเพิ่มและขยายการผลิต เช่น การเปิดโรงงานที่ได้ปิดไปชั่วคราวในช่วงที่คำสั่งซื้อหดตัวรุนแรง เนื่องจากยังมีความกังวลเกี่ยวกับความต่อเนื่องของการฟื้นตัวของออเดอร์สินค้า เนื่องจากออเดอร์ที่เพิ่มขึ้นมาเป็นผลมาจากการลดสินค้าคงคลังในช่วงก่อน ทำให้การกลับมาของออเดอร์เป็นผลชั่วคราว
โดยจากการคาดการโดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าในปี 2552 จะมีจำนวนผู้ที่มีงานทำในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เฉลี่ยทั้งปีอยู่ในช่วงประมาณ 320,000 - 326,000 คน ซึ่งลดลงจากปี 2551 ที่เฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 333,000 คน ร้อยละ 2 ถึงร้อยละ 4
ส่วนสภาพการจ้างของแรงงานในอุตสาหกรรม ยังคงพบว่าส่วนใหญ่ใช้แรงงานที่มีความยืดหยุ่น เช่นลูกจ้างรายวัน แรงงานเหมาช่วงจากบริษัทอื่น ทั้งนี้ก็พบว่าลูกจ้างยังไม่มีความมั่นคงในการทำงาน โดยมีประเด็นดังเช่น
- *ระยะเวลาการทดลองงานอาจยืดออกไปเรื่อยๆ
- *ไม่สามารถบรรจุเป็นพนักงานรายเดือนได้
- *สวัสดิการต่างๆ น้อยกว่าพนักงานรายเดือน
- *รายได้ไม่แน่นอน โดยรายได้มากกว่า 50% ขึ้นกับการทำงานล่วงเวลา
โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้แรงงานภาคนี้ขาดแคลนก็คือการขาดความมั่นคง เพราะอุตสาหกรรมนี้มักจะใช้แรงงานชั่วคราว เหมาช่วง และแรงงานงานที่ไม่ใช่พนักงานรายเดือน โดยเฉพาะในฝ่ายผลิต ทำให้แรงงานที่ถูกเลิกจ้างไปในระลอกแรกเมื่อต้นปี 2552 ไม่กลับเข้ามาทนกับสภาพการจ้างที่ไม่มั่นคงเช่นเดิมอีก
ที่มา: ประชาไท
- TLC TH Content:
