หน้าแรก
ข้อมูลเกี่ยวกับ TLC

แถลงการณ์
กระทรวงแรงงานกับการแก้ปัญหาของพนักงานบริษัทเบดแอนด์บาธฯ

สภาพปัญหา
นายจ้างปิดบริษัทฯไม่ให้พนังานเข้าทำงานในวันที่ 7 ตุลาคม 2545 และค้างค่าจ้างในงวดจ่ายวันที่ 5 ตุลาคม จำนวนกว่า 50 คน เมื่อพนักงานแจ้งพนักงานตรวจแรงงาน และพนักงานตรวจแรงงานมาที่บริษัทฯจึงเปิดให้พนักงานเข้าทำงานแต่ไม่มีงานให้ทำ
วันที่ 10 นายจ้างปิดบริษัทฯอีกครั้ง พนักงานจึงมาร้องเรียนที่กระทรวงแรงงาน วันที่ 11 ตุลาคม มีการเจรจาระหว่าง ตัวแทนนายจ้าง ตัวแทนพนักงาน และกระทรวงแรงงาน ได้ข้อสรุปคือ บริษัทยังไม่ได้เลิกจ้างและยังคงประกอบกิจการอยู่ แต่จะให้ลูกจ้างหยุดทำงานระหว่างวันที่ 10-20 ตุลาคม โดยจ่ายค่าจ้างให้ และจะเปิดให้ทำงานตามปกติในวันที่ 21 ตุลาคม สำหรับพนักงานบางส่วนที่ยังไม่ได้รับค่าจ้างในงวดวันที่ 5 ตุลาคม ทางบริษัทจะจ่ายให้วันที่ 15 ตุลาคม ณ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ สาขาพระประแดง ส่วนค่าจ้างในในงวดวันที่ 20 ตุลาคม บริษัทจะจ่ายให้ในวันที่ 21 ตุลาคม
จนถึงวันที่ 15 ตุลาคม บริษัทไม่ได้จ่ายเงินค่าจ้างค้างจ่าย และในวันที่ 21 ตุลาคม บริษัทก็ไม่ได้เปิดให้ทำงานตามที่ได้ตกลงไว้ พนักงานประมาณ 400 เดินทางมาชุมนุมที่กระทรวงแรงงานตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2545 โดยเรียกร้องให้กระทรวงแรงงานดำเนินคดีกับนายจ้าง ตรวจสอบบริษัทฯ และตรวจสอบการส่งเงินเข้าประกันสังคม

การปฏิบัติของกระทรวงแรงงาน
พนักงานตรวจแรงงานรับทราบปัญหาตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม และได้เห็นเหตุการณ์ความไม่ปกติเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 7 - 9 ตุลาคมโดยตลอด เช่น ไม่มีงานให้พนักงานทำ มีการเคลื่อนย้ายวัตถุดิบ วัสดุอุปกรณ์สำนักงาน ตลอดจนการเคลื่อนย้ายเครื่องจักร จนกระทั่งบริษัทฯปิดงานอีกครั้งในวันที่ 10 ตุลาคม และกระทรวงแรงงานได้รับทราบปัญหานี้ ซึ่งกระทรวงฯโดยพนักงานตรวจแรงงานมีอำนาจหน้าที่เข้าไปตรวจสอบบริษัทฯได้ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงในอันที่จะปฏิบัติการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ และหากพบความไม่ถูกต้องให้มีคำสั่งเป็นหนังสือให้นายจ้างปฏิบัติให้ถูกต้อง แต่กลับปล่อยปละละเลยจนกระทั่งเกิดปัญหาขึ้นอีกในวันที่ 21 ตุลาคม
หลังจากพนักงานฯได้ชุมนุมในวันที่ 21 ตุลาคม การดำเนินการตรวจสอบบริษัทฯของกระทรวงฯก็ยังล่าช้ามาก โดยอ้างว่าไม่มีอำนาจหน้าที่ จนถึงปัจจุบันยังไม่ทราบเลยว่าการดำรงอยู่ของบริษัทฯเป็นอย่างไร ทรัพย์สินของบริษัทฯมีมากน้อยแค่ไหน
แต่สิ่งที่กระทรวงแรงงานเร่งรีบดำเนินอย่างเร่งด่วนนับตั้งแต่วันแรกที่พนักงานฯชุมนุม คือ พยายามให้พนักงานยื่นคำร้องต่อพนักงาน(กรอกใบ คร.7) ต่อมาให้กรอกใบคำขอรับเงินสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์(แบบ สกล.1) โดยให้พนักงานฯกรอกใบคำร้อง(คร.7)แนบไปด้วย ซึ่งกระทรวงฯแรงงานอ้างว่าได้จ่ายเงินกองทุนทุนสงเคราะห์ลูกจ้างช่วยเหลือลูกจ้างไปแล้วส่วนหนึ่ง
ในส่วนการดำเนินคดีนายจ้าง หลังจากที่เจ้าหน้าตำรวจได้สอบสวนข้อเท็จจริง และได้ยื่นต่อศาลซึ่งได้ออกหมายจับนายจ้างคือนายชัยพัฒน์ โพธกำจร และนางสาวอรพร ส่งพรประเสริฐ ในวันที่ ๒๕ ตุลาคม จนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถจับตัวนายจ้างทั้ง 2 มาได้

การยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน
ตามมาตรา 123,124,125 ของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ สรุปได้ว่า ในกรณีที่นายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้ลูกจ้างยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานในท้องถิ่นนั้น(กรอกใบคร.7) เมื่อลูกจ้างยื่นแล้วให้พนักงานตรวจแรงงานสอบสวนข้อเท็จจริงและมีคำสั่งภายใน 60 วัน ในกรณีที่มีความจำเป็นไม่สามารถออกคำสั่งได้ ให้พนักงานตรวจแรงงานขอขยายเวลาต่อได้ไม่เกิน 30 วัน
เมื่อพนักงานตรวจแรงงานสอบสวนแล้วเห็นว่าลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินให้มีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างภายใน 15 วัน หากนายจ้างไม่จ่ายก็ต้องเข้าสู่กระบวนการฟ้องศาลเพื่อบังคับคดีและดำเนินการยึดทรัพย์เพื่อขายทอดตลาดและนำเงินมาจ่ายให้กับลูกจ้างต่อไป

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
เงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คือเงินที่จ่ายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นของลูกจ้าง โดยมีคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างซึ่งเป็นไตรภาคีเป็นผู้กำหนดระเบียบการจ่ายเงินสงเคราะห์ อัตราการจ่ายและระยะเวลาในการจ่าย ซึ่งกำหนด 2 กรณี คือ
1.กรณีที่นายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยให้ตามกฎหมาย จะจ่ายเงินสงเคราะห์ให้ลูกจ้าง 30 วันของค่าจ้างขั้นต่ำ
2.กรณีอื่น เช่น ค่าจ้างค้างจ่าย จะจ่ายเงินให้ไม่เกิน 30 วันของค่าจ้างขั้นต่ำ โดยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างก่อน

สำหรับเงินที่ลูกจ้างบริษัทเบดแอนด์บาธฯได้รับ คือ จากกองทุนสงเคราะห์ในกรณีค่าจ้างค้างจ่ายเท่านั้น ซึ่งได้รับตามจำนวนค่าจ้างค้างจ่ายที่เป็นจริง โดยมีตั้งแต่จำนวน 400 บาท แต่ไม่เกิน 4,860 บาท
จะเห็นได้ว่า เงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างที่ทางกระทรวงฯให้กับลูกจ้างนั้น เป็นเพียงเศษเงินอันน้อยนิด เท่านั้น ขณะที่เงินส่วนที่เหลือตามสิทธิที่ได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมายต้องรอคอยการฟ้องร้องทางศาลต่อไป
ดังนั้น สิ่งที่กระทรวงแรงงานเร่งดำเนินการทั้งการยื่น คร.7และจ่ายเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างล้วนเป็นวิธีการเพื่อผลักภาระให้ไปสู่กระบวนการศาลเท่านั้น ทั้งที่ยังไม่มีการตรวจสอบเลยว่าทรัพย์สินและการดำรงอยู่ของบริษัทฯเป็นอย่างไร ซึ่งเมื่อเข้าสู่กระบวนการพิทักษ์ทรัพย์และนำขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาจ่ายให้กับลูกจ้างจึงไม่มีหลักประกันว่าลูกจ้างจะได้รับเงินตามสิทธิที่ได้รับการคุ้มครองจากจากพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541แต่อย่างใด
การกระทำเช่นนี้ของกระทรวงแรงงานจึงไม่ใช่การช่วยเหลือลูกจ้างอย่างที่กระทรวงกล่าวอ้าง แต่เป็นเพียงการปัดภาระความรับผิดชอบแบบขอไปทีเท่านั้น

สรุป
ในกรณีนี้เป็นที่ชัดเจนว่า นายจ้างเป็นผู้ละเมิดสิทธิประโยชน์ของคนงานซึ่งได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 จึงเป็นหน้าที่ของกระทรวงแรงงานซึ่งเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ที่จะต้องเร่งดำเนินการเอาผิดกับนายจ้างและปกป้องคุ้มครองสิทธิของพนักงานให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่กระทรวงฯกลับไม่ปฏิบัติ กล่าวคือ
1.นับตั้งแต่ปัญหาได้เกิดขึ้นในวันที่ 7 ตุลาคม แต่กลับไม่ได้ดำเนินใดๆเพื่อยุติปัญหา ถือเป็นการละเว้นการฏิบัติหน้าที่และส่งผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์ของพนักงานที่ได้รับการคุ้มครองจากพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ
2.เมื่อพนักงานกว่า 400 คน มาชุมนุมในวันที่ 21 ตุลาคม กระทรวงแรงงานปฏิบัติกลับพยายามทุกวิถีทางผลักภาระความรับผิดชอบไปสู่กระบวนการศาล โดยที่ยังไม่มีหลักประกันเลยว่าลูกจ้างจะได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย
จะเห็นได้ว่าสิทธิตามกฎหมายของพนักงานเบดแอนด์บาธฯมิใช่เพียงถูกนายจ้างละเมิดเท่านั้น แต่ถูกเจ้าหน้ากระทรวงแรงงานละเมิดด้วย



 

ภาษาอังกฤษ