2. การคุ้มครองแรงงานเกษตรในระบบพันธะสัญญา
แรงงานเกษตรในระบบพันธะสัญญา เป็นแรงงานนอกระบบกลุ่มใหญ่ที่ขาดการคุ้มครองในฐานะที่เป็นแรงงาน บริษัทผู้ว่าจ้างได้ใช้ประโยชน์จากช่องว่าง ของ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และกฎหมายแรงงานฉบับอื่นๆ มาจัดความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทกับเกษตรกรในรูปของการซื้อขาย แทนการ จ้างแรงงาน หรือจ้างทำของ ทำให้แรงงานเกษตรในระบบพันธะสัญญาถูกละเมิด และเข้าไม่ถึงสิทธิแรงงานขั้นพื้นฐานใดๆ
1) ให้กระทรวงแรงงานจัดทำการศึกษา เพื่อทำความเข้าใจต่อปัญหาการถูกละเมิดสิทธิแรงงานเกษตรในระบบพันธะสัญญา เพื่อหาความเป็นไปได้ในการออกกฎหมายคุ้มครองแรงงานเกษตรในระบบพันธะสัญญา
2) ให้กระทรวงแรงงานจัดตั้งคณะทำงานร่วมซึ่งมีองค์ประกอบของแรงงานเกษตร นักกฎหมายแรงงาน นักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน ยกร่างกฎหมายเพื่อคุ้มครองแรงงานเกษตรในระบบพันธะสัญญา
3. การขยายความคุ้มครองประกันสังคมสู่แรงงานนอกระบบ
ข้อเรียกร้องเดิมที่เครือข่ายแรงงานนอกระบบเสนอต่อกองทุนประกันสังคม คือ
1. มีหลักการเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข แรงงานนอกระบบทุกกลุ่มอาชีพ ทุกคนเข้าสู่กองทุนจ่ายเงินสมทบตามฐานของรายได้ และได้รับการดูแลเมื่อประสบความยากลำบากในการดำเนินชีวิต
2. รัฐ และผู้ว่าจ้าง เจ้าของงานร่วมรับผิดชอบจ่ายเงินสมทบเข้าสู่กองทุน
3. อยู่บนหลักการความเสมอภาคเท่าเทียม และไม่เลือกปฏิบัติต่อแรงงาน นั้นคือ แรงงานนอกระบบจะต้องได้รับสิทธิประโยชน์คุ้มครองที่เท่าเทียมกับประกันสังคมของแรงงานในระบบ คือ 7 กรณี ได้แก่ เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ สงเคราะห์บุตร ตาย ชราภาพ และว่างงาน รวมถึงกรณีของอุบัติเหตุ และการเจ็บป่วยอันเนื่องจากการทำงาน ซึ่งได้รับการคุ้มครองจากกองทุนเงินทดแทน และการเก็บเงินสมทบจากแรงงานนอกระบบต้องไม่เกินร้อยละ 5 ของรายได้
4. กลุ่มผู้รับงานไปทำที่บ้าน กลุ่มแรงงานเกษตรในระบบพันธะสัญญา กลุ่มแรงงานคุ้มขยะ และแรงงานนอกระบบกลุ่มอื่นๆ ที่กำลังเผชิญปัญหาความเสี่ยงอันเนื่องมาจากการขาดหลักประกันทางสังคมค่อนข้างสูง จะต้องได้รับสิทธิในการเข้าสู่ระบบประกันสังคมเป็นกลุ่มแรกๆ
5. สำนักงานประกันสังคมออกแบบการบริหารกองทุน ที่จะจัดตั้งขึ้นนี้ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของแรงงานนอกระบบในฐานะที่เจ้าของที่แท้จริงของกองทุน
6. สำนักงานประกันสังคม กระทรวงการคลัง และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องต้องให้การสนับสนุนการจัดระบบสวัสดิการของชุมชนในฐานะที่เป็นหลักประกันทางสังคมอีกประการหนึ่งของแรงงานนอกระบบ และประชาชน
ในส่วนของแรงงานคุ้ยขยะได้เสนอนโยบายการคุ้มครอง เรื่อง แนวทางการส่งเสริมสุขภาพแรงงานคุ้ยขยะ และแรงงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
1. จัดทำบัตรประจำตัวแรงงานคุ้ยขยะ พร้อมสมุดบันทึกรายงานสุขภาพ รายละเอียด คือ
1. ทำทะเบียนประวัติแรงงานคุ้ยขยะ 2) ทำประวัติการตรวจสุขภาพ 3) ทำบันทึกการอบรม กรณีสิทธิประโยชน์การใช้บัตร 1. ใช้แทนแฟ้มประวัติการรักษาเบื้องต้น2. สิทธิการรักษาฟรีเบื้องต้น (ในพื้นที่ที่ทำประวัติ) เรื่อง การออกบัตร 1) ออกโดยกลุ่มเครือข่ายในระดับพื้นที่ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2) ออกโดยหน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล
2. การส่งเสริม และพัฒนาสวัสดิการ คือ 1) ส่งเสริมการรวมกลุ่มสวัสดิการออมทรัพย์อย่างเป็นระบบ เพื่อขยายฐานสู่การประกันการออมทรัพย์สำหรับแรงงานนอกระบบระดับประเทศ 2) จัดทำระเบียบสวัสดิการมาตรฐานสำหรับแรงงานนอกระบบ 3) ส่งเสริมอาชีพตามความต้องการของกลุ่ม และจัดให้มีศูนย์การศึกษานอกระบบในชุมชน 4) จัดตั้งศูนย์รับเลี้ยงเด็กก่อนวัยเรียน 5) กำหนดราคากลางของขยะ โดยผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง 3 ฝ่าย แรงงานคุ้ยขยะ ผู้รับซื้อ และหน่วยงานภาครัฐ
3. การส่งเสริมศักยภาพในการตระหนักด้านสิทธิ ได้แก่ 1) จัดตั้งกลุ่ม เพื่อการติดตาม และเฝ้าระวัง 2) จัดให้มีตัวแทนในการเข้าร่วมกำหนดกฎระเบียบ ข้อบังคับ และการส่งเสริมสิทธิต่างๆ 3) จัดตั้งศูนย์ประสานงานแรงงานคุ้ยขยะระดับท้องถิ่น และศูนย์เรียนรู้ระดับจังหวัด 4) ส่งเสริมการรวมกลุ่มพิทักษ์สิ่งแวดล้อม และการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ
4. หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคม และทรัพยากรมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงยุติธรรม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
เครือข่ายพนักงานบริการ ได้เสนอเหตุผลที่พนักงานบริการต้องการได้รับประกันสังคม ดังนี้ 1) มีสิทธิในการทำงานมีมาตรฐานรายได้เหมือนอาชีพอื่น 2) มีหลักประกัน บริการทางสังคม รับประกันการเจ็บป่วยมีการชดเชย และมีหลักประกันเมื่อเกษียณอายุ 3) มีมาตรฐานสุขอนามัย ในสถานที่ทำงาน 4) มีข้อตกลงในการจ้างงาน กำหนดคุณสมบัติของผู้สมัครงาน สัญญาระหว่างนายจ้าง และลูกจ้าง 5) ปัญหาระหว่างนายจ้าง และลูกจ้างก็สามารถตกลงที่ศาลแรงงาน 6) ธุรกิจสถานบริการเปิดเผยมากขึ้น พนักงานที่ทำอาชีพด้วยสมัครใจ และปลอดภัย
นาย อภัย จันทนจุลกะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้กล่าวว่า การเข้าพบของแรงงานนอกระบบครั้งนี้ถือว่าเป็นการเริ่มต้นทำความรู้จัก การแก้ไขปัญหาแรงงานนอกระบบนั้น คงต้องเชิญหลายส่วนมาร่วมแก้ไข และต้องดูกฎหมายแรงงานที่มีอยู่ ซึ่งอาจมีปัญหาในทางปฏิบัติ ก็คงต้องให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติมาช่วยกันดู และแก้ไขให้เกิดความสอดคล้องในทางปฏิบัติ
ทั้งนี้ทางกระทรวงแรงงานขอเวลาในการเตรียมการ และเชิญมาพูดคุยกันอีกครั้งในวันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม 2550 เพื่อให้ทุกฝ่ายมาร่วมรับฟังปัญหา และแก้ปัญหาร่วมกัน |