Englishหน้าแรกข่าวกฎหมายแรงงานรอบเรื่องแรงงานหน่วยงานแรงงานไทยสนทนาประสาแรงงานลิงค์รู้จัก TLC

ทำไมอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98
จึงสำคัญที่สุดสำหรับคนงานไทย

จรรยา ยิ้มประเสริฐ
       
หนึ่งในข้อเรียกร้องสำหรับวันกรรมกรสากลในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และในปี 2548 คือการเรียกร้องให้รัฐบาลไทยให้สัตยาบันอนุสัญญาแรงงานระหว่างประเทศ( ILO) ฉบับที่ 87 และ 98

ทั้งนี้เนื่องด้วย

•  ตั้งแต่ที่รัฐบาลไทยเข้าร่วมเป็นหนึ่งในประเทศก่อตั้งองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ ( ILO) นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1919 ( พ.ศ. 2462) ประเทศไทยให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ( ILO) เพียง 1 4 ฉบับจากจำนวนทั้งสิ้น 185 ฉบับ

•  เป็นเวลาถึง 30 ปี นับตั้งแต่ปี 2512 - 2542 ที่รัฐบาลไทยไม่ได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาฉบับใดเลย ในขณะที่ประเทศไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากภาคเกษตรเป็นอุตสาหกรรม และมีคนจากชนบทจำนวนมากหลังไหลมาเป็นแรงงานในเมือง ที่จำเป็นต้องได้รับการคุ้มครองทั้งด้านการจ้างงาน สวัสดิการ สิทธิประโยชน์ และสุขภาพและผลกระทบจากการทำงานและสิ่งแวดล้อม แต่รัฐไม่ได้ใส่ใจเรื่องการให้สัตยาบันแรงงานเพื่อการปรับกฎหมายในประเทศให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่ทัดเทียมกับนานาประเทศ

•  ตั้งแต่ ปี 2541 ถึงปัจจุบัน รัฐให้สัตยาบันอนุสัญญาเพิ่มเพียง 3 ฉบับ ได้แก่ ฉบับที่ 100 ( ค่าจ้างเท่าเทียม – ปี 2542) ฉบับที่ 182 ( รูปแบบที่เลวร้ายที่สุดของการใช้แรงงานเด็ก- ปี 2544) และ 138 ( อายุขั้นต่ำ) ที่เพิ่งให้สัตยาบันในปี 2547

•  ที่สำคัญอนุสัญญาหลีกที่ถือเป็นหัวใจของพวกเราสหภาพแรงงานคือฉบับที่ 87 และ 98 รัฐไทยยังไม่ได้สัตยาบันทั้งที่ ILO ได้ประกาศในปี 2541 ให้ทั้งสองอนุสัญญาอยู่ในปฎิญญาว่าด้วยหลักการและสิทธิขั้นพื้นฐานในการทำงาน(ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://203.154.167.14/Cmslite/upload/file/34_2_1.pdf)

อนุสัญญาฉบับที่ 87 เสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว มีสาระสำคัญ 3 ประการที่เมื่อให้สัตยาบันแล้วจะทำให้กระบวนการสหภาพแรงงานเติบโตอย่างมาก คือ

1. คนงานและนายจ้างสามารถใช้สิทธิในการรวมตัวได้อย่างเสรีโดยไม่ต้องได้รับอนุญาตล่วงหน้าจากรัฐ

2. เจ้าหน้าที่รัฐต้องละเว้นการแทรกแซงใดๆ ที่จะจำกัดสิทธิในการดำเนินกิจกรรมขององค์กรของทั้งลูกจ้างและนายจ้าง

3. องค์กร(สหภาพ) มีเสรีภาพในการเข้าร่วมองค์กรใดๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศโดยเสรี

ในหลายต่างประเทศทั่วโลกคนงานไม่ต้องดำเนินเรื่องเพื่อขอจดทะเบียนสหภาพแรงงาน เพียงแต่แจ้งรายชื่อคณะกรรมการแต่ละชุด(ไม่จำเป็นต้องระบุสัญชาติ) ให้กับกระทรวงแรงงานทราบเท่านั้นหลังการประชุมใหญ่แต่ละครั้ง (ไม่จำเป็นต้องแจงรายชื่อสมาชิกสหภาพ ให้หน่วยงานทราบด้วยเช่น กั น)

ดังนั้นจึงถือได้ว่า ร่วม 30 ปีที่พรบ. แรงงานสัมพันธ์ฉบับ 2518 ออกมามีผลบังคับใช้ จึงไม่ได้ส่งเสริมให้เกิดการใช้สิทธิรวมตัวของคนงานได้อย่างจริงจัง เพราะพรบ. ฉบั้บนี้ไม่ได้มุ่งเพื่อ การส่งเสริมสิทธิ แต่มุ่งใช้กลไกรัฐเข้ามาควบคุมคนงานไม่ให้ใช้สิทธิรวมตัวเป็นสหภาพแรงงาน มากกว่า ทั้งนี้จะเห็นว่าในช่วง 14 ตุลาคม 2516 – 2519 ) เป็นต้นมาคนงานไทยตื่นตัวเรื่องสิทธิ อย่างมาก มีการสไตรค์ปีละหลายร้อยครั้ง(มากที่สุดในประวัติศาสตร์) รัฐจึงออก พรบ. แรงงาน สัมพันธ์มาใช้ในปี 2518 เพื่อควบคุมคนงาน และจัดระเบียบคนงานให้เข้ามาสู่การควบคุมของรัฐ ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ ของอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 เป็นอย่างยิ่ง ที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “ลูกจ้าง (และ นายจ้าง) สามารถจัดตั้งองค์กรได้โดยเสรีโดยไม่จำเป็นต้องได้รับอนุญาต ล่วงหน้า จากรัฐ และรัฐไม่ควรแทรกแซงการตั้งสหภาพ

ในความเป็นจริงรัฐ มีการแทรกแซงมากมายไม่ให้ลูกจ้างตั้งสหภาพได้สำเร็จ แต่ไม่เคยแทรกแซงนายจ้างเลย จึงเป็นการเลือกปฏิบัติเฉพาะกับคนงานเท่านั้น เจ้าหน้าที่รัฐผ่อนปรนกับนายจ้างมาโดยตลอดด้วยการอ้างว่า “ เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจ ” และเอาหูไปนาเอาตาไปไร่กับการละเมิดสิทธิที่นายจ้างกระทำในเกือบทุกโรงงานในประเทศไทย

สำหรับอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 98 การรวมตัวและร่วมเจรจาต่อรอง

•  คุ้มครองลูกจ้างจากการกระทำใดๆ อันเป็นการเลือกปฏิบัติด้วยสาเหตุที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน

•  องค์กรลูกจ้างและนายจ้างต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเพียงพอจากการแทรกแซงระหว่างกันทั้งในการก่อตั้ง การปฏิบัติ และการบริหาร และการมุ่งสนับสนุนการก่อตั้งองค์กรของคนงานให้อยู่ภายใต้การควบคุมของนายจ้าง

•  ส่งเสริมให้มีการใช้ ประโยชน์จากกลไก การเจรจา โดยสมัครใจทั้งนายจ้างหรือองค์กร นายจ้าง กับองค์กรคนงาน

ที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าเพราะคนงานต้องขออนุญาตจัดตั้งสหภาพจากกระทรวงทำให้คนงานที่เป็นแกนนำถูกเลิกจ้างและทำให้นายจ้างขัดขวางและทำลายการจัดตั้งสหภาพมากมาย ทำให้ไทยมีจำนวนคนงานที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานในภาคเอกชนประมาณเพียง 290,000 คนและในภาครัฐวิสาหกิจประมาณ 230,000 คน หรือรวมกันเพียง 510,000 คน เมื่อเทียบกับจำนวนแรงงานทั้งประเทศ 35 ล้านคน จึงมี่สัดส่วนเพียง 1.5% เท่านั้นเอง ถือว่าต่ำที่สุดในเอเชียก็ว่าได้

น่าละอายยิ่งที่รัฐบาลไทยพยายามประชาสัมพันธ์ว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่เคารพมาตรฐานแรงงานสากล และจัดตั้งมาตฐานแรงงานไทย มรท 8001 ในขณะที่ในความเป็นจริงคนงานไทยถูกริดรอนสิทธิในการจัดตั้งสหภาพและรวมตัวต่อรองอย่างหนักที่สุดในภูมิภาคนี้

จึงมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่รัฐบาลไทยต้องให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 โดยเร็วที่สุด และรับร่างพรบ. แรงงานสัมพันธ์ฉบับผู้ใช้แรงงาน ซึ่งเขียนขึ้นบนอุดมการณ์แห่งอนุสัญญาองค์กร