Englishหน้าแรกข่าวกฎหมายแรงงานรอบเรื่องแรงงานหน่วยงานแรงงานไทยสนทนาประสาแรงงานลิงค์รู้จัก TLC

กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ไทยที่ไม่สอดคล้องกับอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87
และ 98

บัณฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ
(จากจดหมายข่าวแรงงานปริทัศน์ฉบับที่ 212 มีนาคม 2548 หน้า 3-6)
       
พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ . ศ .2518 เริ่มใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2518 จนถึงปัจจุบัน มีอายุครบ 30 ปีในวันที่ 28 มีนาคม 2548 กฎหมายให้อำนาจฝ่ายบริหารหรือรัฐมนตรีอย่างกว้างขวางออกพระราชกฤษฎีกา คำสั่งหรือประกาศยกเว้นกิจการใดจัดตั้งสหภาพแรงงาน บางกิจการมีสิทธิจัดตั้งสหภาพแรงงานและยื่นข้อเรียกร้องต่อรองได้ แต่ห้ามนัดหยุดงาน หรือบางกิจการใช้สิทธินัดหยุดงานแล้ว รัฐมนตรีอาจสั่งให้ลูกจ้างเข้าทำงานได้ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่รัฐยังมีอำนาจแทรกแซงควบคุมการตั้งสหภาพและการบริหารงานโดยผ่านระบบการจดทะเบียนอนุมัติหลายอย่าง เป็นต้น

พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ . ศ .2518 ถือเป็นกฎหมายแรงงานฉบับที่มีสาระที่ล้าหลัง ด้อยพัฒนาด้านการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพการจัดตั้งองค์กรและเรียกร้องต่อรองของลูกจ้างมากที่สุด มีการแก้ไขปรับปรุงน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับ . . . คุ้มครองแรงงาน . .2541 ซึ่งปรับปรุงแก้ไขจากประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 พ . ศ .2518 และประกาศกระทรวงมหาดไทยหลายฉบับที่ออกตามมา และ . . . ประกันสังคม . .2533 ซึ่งมีการปรับปรุงครั้งใหญ่ในปี 2537 และปี 2542

พ . ร . บ . แรงงานสัมพันธ์ พ . ศ .2518 ได้มีการปรับปรุงแก้ไขสำคัญมาแล้วรวม 4 ครั้ง มักแก้ไขในยุคเผด็จการทหารปกครองประเทศ ซึ่งย่อมไปในทางควบคุม จำกัดเสรีภาพการรวมตัวต่อรองของลูกจ้างและสหภาพแรงงานมากขึ้น ได้แก่

(1) คำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 46 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519

(2) ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 54 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2534

สาระสำคัญของประกาศ รสช . ฉบับที่ 54 คือ ที่ปรึกษาในการเจรจาต่อรองของสหภาพแรงงานต้องเป็นผู้จดทะเบียนตามคุณสมบัติที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกำหนด การนัดหยุดงานจะเกิดขึ้นได้ ต้องจัดประชุมใหญ่ และลงคะแนนลับได้มติอย่างน้อยกึ่งหนึ่งของทั้งหมด จึงจะนัดหยุดงานได้ ฯลฯ

(3) พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ ( ฉบับที่ 2) พ . ศ . 2534

กฎหมายนี้ออกเพื่อแยกพนักงานรัฐวิสาหกิจออกจากพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ . ศ .2518 มาอยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ตั้งแต่วันที่ 19 เมษายน 2534

(4) พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ ( ฉบับที่ 3) พ . ศ .2544

กฎหมายนี้ออกมาเพื่อกำหนดให้สหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจตาม พ . ร . บ . แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ . ศ .2543 สามารถเข้าเป็นสมาชิกของสภาองค์การลูกจ้างตาม พ . ร . บงแรงงานสัมพันธ์ พ . ศ .2518

เป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปีแล้วกลุ่ม องค์กรแรงงานหลายแห่งได้เรียกร้องให้รัฐบาลให้สัตยาบันอนุสัญญาฉบับที่ 87 และ 98 และออกกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ฉบับใหม่ที่มีเนื้อหาสอดคล้องกับอนุสัญญาดังกลาว รัฐธรรมนูญ และหลักการสิทธิมนุษยชน แต่ทุกรัฐบาลสนใจใส่ใจน้อยมาตลอด

บทความนี้จึงขอสรุปประเด็นสำคัญของกฎหมายแรงงานที่ไม่สอดคล้องกับอนุสัญญา 87 และ 98 ดังนี้

ประเด็นที่เกี่ยวข้อง

หลักการของอนุสัญญาฉบับที่ 87 และ 98

กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ที่ไม่สอดคล้องกับอนุสัญญาฉบับที่ 87 และ 98

1. ผู้มีสิทธิจัดตั้งสหภาพแรงงานและเป็นกรรมการสหภาพแรงงาน

อนุสัญญาฉบับที่ 87 เรื่องหลักการจัดตั้งองค์กรโดยเสรีและปราศจากการเลือกปฏิบัติ

- ต้องมีอายุ 20 ปี หรือบรรลุนิติภาวะและสัญชาติไทย

- เป็นลูกจ้างที่หมายถึง ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้แก่นายจ้างเพื่อรับค่าจ้าง ทำให้ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ผู้รับงานไปทำที่บ้าน ฯลฯ ตั้งสหภาพแรงงานไม่ได้

- ลูกจ้างเอกชนและรัฐวิสาหกิจ ไม่สามารถรวมตัวกันจัดตั้งเป็นองค์กรเดียวกัน เพราะกฎหมายแบ่งแยกออกจากกัน

- มีข้อยกเว้นห้ามข้าราชการ ลูกจ้าง ของส่วนราชการจัดตั้งสหภาพแรงงานได้

2. หลักเกณฑ์การจัดตั้งสหภาพแรงงานและการดำเนินงาน

อนุสัญญาฉบับที่ 87 เรื่อง เจ้าหน้าที่ต้องละเว้นการแทรกแซงใดๆ หรือขัดขวางการบริหารงาน การดำเนินกิจกรรมขององค์กรคนงาน

- ลูกจ้างอย่างน้อย 10 คน ต้องไปยื่นคำขอจดทะเบียนจัดตั้งสหภาพแรงงาน พร้อมกับร่างข้อบังคับสหภาพแรงงาน รวมทั้ง กรรมการสหภาพแรงงานเมื่อได้รับเลือกตั้งจากสมาชิกแล้วต้องนำไปยื่นจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่รัฐ

- สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจต้องมีสมาชิกอย่างน้อย ร้อยละ 25 ของลูกจ้างทั้งหมด จึงจัดตั้งสหภาพแรงงานได้

- เจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจเข้าไปในสำนักงานของสหภาพแรงงานเพื่อตรวจสอบกิจการของสหภาพรวมทั้งสั่งให้กรรมการหรือลูกจ้างของสหภาพแรงงานส่งหรือแสดงเอกสาร หรือบัญชีของสหภาพแรงงาน เพื่อประกอบการพิจารณากรณีที่มีปัญหาเกิดขึ้น

 

3. สิทธิการรวมตัวเป็นสหพันธ์แรงงาน

อนุสัญญาฉบับที่ 87 เรื่อง องค์กรคนงาน มีสิทธิก่อตั้งและเข้าร่วมสหพันธ์และสมาพันธ์ได้โดยเสรี

- สหภาพแรงงานเอกชนกับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ไม่สามารถรวมตัวเป็นสหพันธ์แรงงานและสภาองค์การลูกจ้างได้

- กฎหมายกำหนดให้เฉพาะ สหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจ เข้าเป็นสมาชิกของสภาองค์การลูกจ้างได้

4. จำนวนสหภาพแรงงานในสถานประกอบการเดียวกัน

อนุสัญญาฉบับที่ 87 เรื่อง สิทธิการรวมตัวอย่างเสรีของคนงาน

- กำหนดให้รัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งมีสหภาพแรงงานได้เพียง สหภาพแรงงานเดียว และลูกจ้างคนหนึ่งจะเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจได้เพียงแห่งเดียว

5. การห้ามลูกจ้างเข้าเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน

อนุสัญญาฉบับที่ 87 เรื่อง หลักการรวมตัวอย่างเสรีของคนงาน โดยไม่ถูกจำกัดสิทธิ

- ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้มีอำนาจบังคับบัญชาจะเป็นสมาชิกในสหภาพแรงงานที่ลูกจ้างอื่น ได้จัดตั้งหรือเป็นสมาชิกอยู่ไม่ได้ และลูกจ้างอื่นจะเป็นสมาชิกในสหภาพแรงงานที่ลูกจ้าง ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาได้จัดตั้งหรือเป็นสมาชิกอยู่ไม่ได้

- ฝ่ายบริหารในรัฐวิสาหกิจและลูกจ้างซึ่งทำงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราว การจร ตามฤดูกาล และตามโครงการไม่มีสิทธิเข้าเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานได้

6. การเลือกที่ปรึกษาของสหภาพแรงงาน

อนุสัญญาฉบับ 87 เรื่อง สิทธิในการบริหารงานของสหภาพแรงงานโดยไม่ถูกแทรกแซงจากเจ้าหน้าที่รัฐ

 

- กำหนดให้เลือกที่ปรึกษาในการเจรจาต่อรองของสหภาพแรงงานเฉพาะที่จดทะเบียนกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเท่านั้น

7. หลักเกณฑ์เกี่ยวกับสิทธินัดหยุดงาน

อนุสัญญาฉบับที่ 87 เรื่องเจ้าหน้าที่รัฐต้องละเว้นการแทรกแซงใดๆ หรือขัดขวางการดำเนินกิจกรรมของสหภาพแรงงานและขัดกับอนุสัญญาฉบับที่ 98 เรื่องการแทรกแซงการต่อรองโดยหน่วยงานรัฐ

- สหภาพแรงงานเอกชนจะนัดหยุดงานได้ต้องจัดประชุมใหญ่ และมีสมาชิกลงคะแนนเสียงอย่างน้อยกึ่งหนึ่งของทั้งหมด จึงจะสามารถนัดหยุดงานได้

- รัฐมนตรีมีอำนาจใช้ดุลพินิจสั่งยุติการนัดหยุดงานหรือกำหนดกิจการที่ห้ามใช้สิทธินัดหยุดงานได้ แม้ในกิจการที่ไม่ถือว่าเป็นบริการที่จำเป็น (non-essential service)

- ห้ามกิจการรัฐวิสาหกิจทุกประเภทนัดหยุดงาน แม้ไม่ใช่กิจการบริการสาธารณะ

 

8. การคุ้มครองผู้จัดตั้งสหภาพแรงงานและการรวมตัวต่อรอง

อนุสัญญา ฉบับที่ 98 เรื่อง องค์กรของคนงานไม่ได้รับการคุ้มครองอย่างเพียงพอ หรือไม่ถูกแทรกแซงขัดขวางจากนายจ้าง

- กฎหมายไม่ได้คุ้มครองผู้ดำเนินการก่อตั้งสหภาพแรงงานอย่างชัดเจน

- กฎหมายไม่ห้ามการปิดงานเฉพาะกลุ่มลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน หรือมีรายชื่อยื่นข้อเรียกร้องต่อนายจ้าง และไม่ห้ามนายจ้างรับคนเข้าทำงานแทนลูกจ้างที่ใช้สิทธินัดหยุดงานอยู่

- ข้อแตกต่างการคุ้มครอง " กรรมการลูกจ้าง " และ " กรรมการสหภาพแรงงาน " คือ การลงโทษ หรือเลิกจ้างกรรมการลูกจ้าง ต้องได้รับอนุญาตจากศาลแรงงาน ในขณะที่นายจ้างมีอำนาจเด็ดขาดในการเลิกจ้างหรือลงโทษกรรมการสหภาพ