8 ปี ของฮ่องกง กับความนึกคิดของผู้อยู่อาศัย
โดย บังอร ธรรมสอน
ครบรอบ 8 ปี จากวันที่ 1 กรกฎาคม นับจากปี 2540 เป็นต้นมา ในวันนี้ได้ถูกกำหนดให้เป็นวันหยุดราชการของเมืองฮ่องกง เพื่อเฉลิมฉลองเนื่องในวันที่อังกฤษเดินออกจากเกาะมังกร และในปีเดียวกันประเทศจีนก็ได้กำหนดนโยบายให้ฮ่องกงบริหารเกาะอย่างอิสระ เรียกว่า 1 ประเทศ 2 ระบบ ( One Country Two Systems) ผู้บริหารที่ถูกเลือกมาทำหน้าที่บริหารคนแรกคือ นายต๋ง จี่ว หวา หลังจากนั้นไม่นานนัก ชาวฮ่องกงก็พบว่า นายต๋ง นั้นไม่ได้จริงใจกับชาวฮ่องกงเลย มีเพียงสนองนโยบายที่ถูกส่งมาจากประเทศแม่ เศรษฐกิจเริ่มตกต่ำ บรรดากลุ่มนักธุรกิจทั้งหลายต้องปิดกิจการลง
ในปี 2546 ชาวฮ่องกงเริ่มแสดงท่าทีไม่พอใจต่อผลงานของนายต๋ง ด้วยการใช้วันดีเดย์ คือวันที่ 1 กรกฎาคม เป็นสัญญลักษณ์ของการเสนอข้อเรียกร้องต่างๆ ในภาพรวมก็คือ ต้องการการปกครองแบบประชาธิปไตย มีผู้บริหารที่มาจากการเลือกตั้งจากประชาชน มีผู้เข้าร่วมเดินขบวนจำนวนกว่า 600,000 คน และในปีถัดมา ปี 2548 มีจำนวนกว่า 500,000 คน ในปีนี้เองที่ผู้เข้าเดินขบวนได้เรียกร้องให้ นายต๋งลาออกจากที่นั่ง ในเวลาถัดมาไม่นานนัก ทีมงานบริหารของนายต๋ง ก็ลาออกไป 2 คน ในช่วงกลางปี 2547 ความถี่ของการเดินขบวนประท้วงจากภาคประชาชนมีมากขึ้น ข้อเรียกร้องส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นในเรื่องสวัสดิการความเป็นอยู่ ต่อมาต้นปี 2 548 เดือนมีนาคม นายต๋ง ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าผู้บริหารฮ่องกงก่อนครบวาระในอีก 2 ปีข้างหน้า ด้วยเหตุผลสุขภาพไม่ดี ข่าวจาก บีบีซี ได้เพิ่มเติมว่า นักวิเคราะห์สงสัยว่า อาจจะถูกรัฐบาลจีนกดดัน นายต๋งรับตำแหน่งนี้มาแปดปี ตั้งแต่ฮ่องกงพ้นจากการปกครองของอังกฤษ มีเสียงวิจารณ์ว่า ผลงานของเขาที่ผ่านมาไม่ค่อยจะเป็นที่ประทับใจของรัฐบาลปักกิ่งเท่าไรนัก แม้ว่าคณะผู้นำจีนเองเป็นผู้แต่งตั้งโดยตรงให้เขามารับงานบริหารฮ่องกงหลังจากอังกฤษส่งมอบอำนาจอธิปไตยให้จีน นายคริส แพทเทิน ผู้ว่าการฮ่องกงภายใต้การบริหารของอังกฤษคนสุดท้าย อธิบายด้วยว่า นายต๋งไม่ได้ต้องการตำแหน่งนี้ตั้งแต่ต้น เขาถูกเรียกไปใช้งาน และงานช่วงแปดปีที่ผ่านซึ่งเป็นช่วงการผ่านอำนาจเป็นงานยาก เพราะนอกจากเรื่องภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่กระหน่ำเอเชียแล้ว ยังมีโรคซาร์สระบาดอีก นายแพทเทิน ยังบอกอีกว่า ฮ่องกงคงเป็นดินแดนเดียวในโลกตอนนี้ที่ถือว่าเป็นสังคมเสรีแต่ไม่มีประชาธิปไตย เป็นสังคมที่มีการรักษากฎหมาย นักการเมืองและผู้รักษากฎหมายมือสะอาด มีบริการทางสังคม สาธารณสุข ถ้าจะว่ากันตามมาตรฐานของเอเชีย ดีกว่าชาติอื่นถ้าจะทำให้ฮ่องกงมีเสถียรภาพทางการเมืองระยะยาวได้ ก็ต้องเปิดโอกาสให้ชาวฮ่องกงปกครอง หลังจากนายต๋งลาออก ผู้บริหารหมายเลข 2 คือ นายโดนัล ซาง ก็ได้ขึ้นมาแทนที่ และได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากประเทศจีน เขาเป็นนักบริหารที่ชาวฮ่องกงนิยมชมชอบ มีลีลาแตกต่างจากนายต๋ง อย่างเช่น เขาเป็นคนกล้าตัดสินใจมากกว่านายต๋ง ตอนเกิดเหตุการณ์เศรษฐกิจฟองสบู่แตกในเอเชีย นายซางกล้าตัดสินใจทุ่มเงินหลวงเข้าไปอุ้มตลาดหุ้น เรียกคะแนนนิยมจากวงการธุรกิจได้มาก ข้อเสียอย่างหนึ่งในสายตาของปักกิ่งคือ เขาเป็นข้าราชการประจำที่ทำงานยาวนานในยุคสมัยที่อังกฤษปกครองฮ่องกง จนได้พระราชทานอิสริยาภรณ์อันดับอัศวินจากสมเด็จ พระราชีนีอังกฤษ ซึ่งอาจจะทำให้จีนระแวงได้
หลังจากนายต๋งลาออก บรรยากาศของการเรียกร้องเริ่มลดลง เพราะการทำงานของภาคเอกชน มุ่งเน้นการเตรียมการคัดค้านการประชุมองค์การค้าโลก ที่จะมีขึ้นในวันที่ 13 18 เดือนธันวาคม ในปลายปีนี้ วันที่ 1 กรกฎาคม 2549 แม้ว่า นายต๋ง จะลาออกแล้ว แต่การรวมพลังของภาคประชาชนในการเดินขบวน เพื่อยื่นข้อเรียกร้องต่างๆ ก็ยังคงมีขึ้นเหมือนเดิม ประเด็นหลัก ก็คือ ต้องการการปกครองระบอบประชาธิปไตย การเดินก็เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา คือ เริ่มจากสวนสาธารณวิคตอเรีย ขึ้นไปยัง ตึกรัฐบาลรวมระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตร แต่จำนวนผู้เข้าร่วมในครั้งนี้กลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด จากจำนวนครึ่งล้านใน 2 ครั้งที่ผ่านมา คงเหลือเพียง 21,000 คน แล้วจำนวนที่เหลือหายไปไหน คำถามนี้ยังคงเป็นที่กังขาของกลุ่มนักวิเคราะห์ต่างๆ แต่สำหรับกลุ่มผู้ดำเนินการในครั้งนี้ ก็ยังถือว่าเป็นจำนวนที่น่าพอใจ เพราะในขณะที่เศรษฐกิจบ่งชี้ว่าดีขึ้น นายต๋งลาออก และผู้นำคนใหม่ก็เป็นที่ชื่นชอบของชาวฮ่องกง (ในปัจจุบัน) ในการเดินขบวนครั้งนี้ไม่ได้มีเฉพาะชาวฮ่องกงเท่านั้น ในปีนี้ได้มีการแสดงออกถึงความสมานฉันท์ระหว่างชาติด้วย โดยมีกลุ่มต่างชาติเกย์ เลสเบี้ยน และกลุ่มแรงงานต่างชาติ เข้าร่วมด้วย
กลุ่มแรงงานต่างชาติโดยเฉพาะอาชีพผู้ช่วยแม่บ้านฮ่องกง ได้เข้าร่วมทุกปี ในปีนี้ ถือได้ว่ามีกลุ่มอาชีพแม่บ้าน จาก 5 ชาติ จำนวนถึง 2,000 คน คือ ไทย ศรีลังกา เนปาล อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ภายใต้การใช้ชื่อ กลุ่มประสานงานปกป้องสิทธิของแรงงานอพยพ ( Asian Migrants Coordinating Body หรือ AMCB ) ในขณะที่ชาวฮ่องกงเรียกร้องให้ผู้บริหารมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ชาวแรงงานแม่บ้านก็เรียกร้องให้ผู้บริหารชุดใหม่ ทบทวนนโยบายที่มีต่อตนเอง คือ ยกเลิกการเก็บภาษีจากนายจ้าง 400 เหรียญต่อเดือน และคืนเงินเดือนที่ประกาศลดแรงงานขั้นต่ำของแม่บ้านฮ่องก 400 เหรียญไปในต้นปี 2546 และข้อเรียกร้องที่สำคัญยิ่งสำหรับแม่บ้านก็คือ นโยบายของรัฐบาลฮ่องกง ว่าด้วยการอาศัยอยู่ในฮ่องกง 2 สัปดาห์ หากแม่บ้านคนใด มีการยกเลิกสัญญาการจ้างงานก่อนครบสัญญา 2 ปี แม่บ้านคนนั้นจะอยู่ต่อได้อีกเพียง 2 สัปดาห์ ในขณะที่แรงงานประเภทอื่นนั้น สามารถอยู่ต่อได้อีก 1 เดือน ซึ่งนโยบายดังกล่าวถือว่า เป็นการเลือกปฎิบัติอย่างชัดเจน
สำหรับประเทศไทยนั้น ได้มีการรวมพลังกันจาก 3 กลุ่ม คือ สมาคมเพื่อนไทย สมาคมสตรีไทย และสมาคมรวมไทยมีจำนวนเข้าร่วม 120 คน แม้ว่าจำนวนจะดูน้อย แต่สำหรับในฮ่องกง ถือได้ว่า เป็นการตื่นตัวอย่างมากสำหรับแม่บ้านไทย เพราะในประวัติศาสตร์ของการต่อสู้เรียกร้องสิทธิของแรงงานนั้น ชาวแรงงานไทยไม่ค่อยจะสนใจเข้าร่วมเท่าใดนัก คงมีแต่ชาวฟิลิปปินส์เท่านั้นที่เป็นตัวแทนแม่บ้านฮ่องกงทั้งหมด
|