มองความล้มเหลวของ สปส. มองผ่านกรณีคลอดบุตร-ทำฟัน มองหาความรับผิดชอบ
โดย ภาสกร จำลองราช padsakorn@hotmail.com
3 มกราคม 2550 --
มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องปฏิรูประบบประกันสังคมให้เป็นองค์การที่พ้นมือนักการเมืองและระบบราชการ มีตัวอย่างให้เห็นตำตาสำหรับข่าวฉาวสารพัดโครงการที่เกิดขึ้นในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ได้ก่อให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวง ทั้งในเรื่องของงบประมาณและการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ของผู้ประกันตน ที่เห็นชัดเจนคือ กรณีของการเปลี่ยนแปลงสิทธิประโยชน์คลอดบุตรและทำฟัน
เมื่อปลายปี 2548 ได้มีนโยบายเร่งด่วนของผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ให้สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้สิทธิประโยชน์กรณีคลอดบุตรและทำฟัน จากเดิมที่เคยเหมาจ่ายให้ผู้ประกันตน มาเป็นเหมาจ่ายให้โรงพยาบาลแทน ซึ่งเหมือนกับย้ายเงินในกระเป๋าที่เคยให้ผู้ประกันตนไปไว้ที่โรงพยาบาลแทน ทำให้ผู้ประกันตนสูญเสียอำนาจการต่อรองจนเข้าไม่ถึงการรักษาพยาบาล ที่สำคัญคือกองทุนประกันสังคมต้องจ่ายค่าโง่ (หรือแกล้งโง่) จากนโยบายที่ลุกลี้ลุกลนและขาดความรอบคอบครั้งนี้เป็นเม็ดเงินมหาศาล
ในกรณีคลอดบุตรนั้น เดิมที สปส.ใช้ระบบเหมาจ่ายให้ผู้ประกันตนหัวละ 6,000 บาท แต่ระบบใหม่ได้เหมาจ่ายให้กับโรงพยาบาลถึงหัวละ 12,000 บาท โดยตัวเลขต่อหัวที่เพิ่มขึ้นนี้คำนวณจากจำนวนผู้ประกันตนที่มาใช้สิทธิคลอดบุตรปีละ 3% ของจำนวนผู้ประกันตนที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ ประมาณ 8.1 ล้านคน หรือราว 250,000 คน ซึ่งเมื่อนำตัวเลขไปทั้งสองส่วนนี้ไปหารกันแล้ว จะได้เป็นค่าเฉลี่ย 377 บาทต่อหัว เมื่อได้ราคาถัวเฉลี่ยที่ 377 ก็นำไปคูณด้วยจำนวนของผู้ประกันตนที่เลือกแต่ละโรงพยาบาลแล้วก็จ่ายให้กับโรงพยาบาลนั้นๆ เช่น หากโรงพยาบาล ก. มีผู้ประกันตน 50,000 คน จะได้รับค่าคลอดบุตร = 50,000x377 = 18 ล้านบาท นั่นคือรายได้ของโรงพยาบาลทั้งปีโดยไม่ทราบว่าผู้ประกันตนจะไปคลอดจำนวนเท่าไร
ทั้งๆ ที่องค์ประกอบของการได้สิทธิคลอดบุตรใน พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ในมาตรา 65 ระบุว่า (1) จ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่า 7 เดือน และ (2) ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับเงินคลอดบุตรไม่เกิน 2 ครั้ง หรือตีความได้ว่าต้องมีการคลอดเสียก่อนถึงมีสิทธิ แต่เพราะนโยบายที่ขาดความรอบคอบจึงไม่ได้ดูแง่มุมในกฎหมายให้ดี จึงเหมารวมเอาผู้ประกันตนทั้งหมดมาถัวเฉลี่ยค่าคลอดบุตร
ความลุกลี้ลุกลนที่เกิดขึ้นยังทำให้ สปส.ต้องถูกโรงพยาบาลเอกชนฟ้องอีนุงตุงนัง เพราะไปออกหนังสือยืนยันว่าค่าหัวจำนวนที่จ่ายนี้ไม่รวมค่าบริบาลบุตร เหตุเพราะในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ สปส.กลัวว่าโรงพยาบาลเอกชนจะไม่ลงนามร่วมโครงการนี้ และผู้มีอำนาจขีดเส้นตายไว้ว่า ให้ดำเนินการแล้วเสร็จก่อนปีใหม่ แต่ตอนหลังพอได้สติเกิดคิดได้ว่าค่าหัวที่คิดให้นั้นครอบคลุมค่าบริบาลบุตรแล้ว ในที่สุด สปส.จึงต้องกลืนน้ำลายตัวเอง ไม่ยอมจ่ายค่าบริบาลบุตรเพิ่มให้โรงพยาบาลเอกชนอีก จนถูกฟ้องร้องในที่สุด
การเปลี่ยนแปลงกรณีคลอดบุตรนี้ประสบปัญหามาตั้งแต่ต้น เพราะในทางปฏิบัติทำได้ยาก เนื่องจากผู้ประกันตนจำนวนมากมักไปคลอดในภูมิลำเนาเดิมที่พ่อแม่และครอบครัวปักหลักอยู่ แต่โรงพยาบาลที่เลือกมักอยู่ในเมืองที่ใกล้สถานประกอบการที่ทำงานอยู่ ขณะที่ผู้ประกันตนที่เป็นสามีจำนวนมากก็ไม่ได้อยู่กับภรรยา เพราะฉะนั้นการบังคับให้ใช้สิทธิในโรงพยาบาลที่เลือกไว้ จึงก่อให้เกิดปัญหากับผู้ประกันตนเป็นอย่างมาก
เมื่อมีการร้องเรียนบวกกับเสียงต้านอื้ออึง สปส.ได้ใช้วิธีผ่อนปรนด้วยการให้ผู้ประกันตนที่ไปใช้สิทธิสามารถไปคลอดที่โรงพยาบาลใดก็ได้ โดยสามารถนำใบเสร็จมาเบิกได้ 6,000 เหมือนเดิม ทำให้ผู้ประกันตนรู้สึกว่าไม่ได้สูญเสียอะไร แต่ถ้าเหลียวกลับไปมองที่โรงพยาบาลคู่สัญญา จะเห็นได้ว่ารับทรัพย์กันไปเนื้อๆ เพราะ สปส.จ่ายให้หัวละ 12,000 บาท หากผู้ประกันตนไปคลอดที่โรงพยาบาลอื่น สปส.ก็แค่หัก 6,000 บาท คืนให้ผู้ประกันตน แต่อีก 6,000 บาท ที่เหลือเรียกได้ว่าเป็นเงินกินเปล่าของโรงพยาบาล
ตัวเลขล่าสุดปรากฏว่า มีผู้ไปใช้สิทธิคลอดในโรงพยาบาลตามบัตรเพียง 100,000 คน แต่ไปคลอดที่โรงพยาบาลอื่นจำนวน 77,000 คน นั่นหมายความว่ามีเงิน 462 ล้านบาท (77,000X6,000) ที่ สปส.ต้องจ่ายให้โรงพยาบาลคู่สัญญาชนิดที่ผู้ประกันตนและ สปส.ไม่ได้อะไรเลย
เมื่อปี 2548 สปส.จ่ายเงินในกรณีคลอดบุตรไป 1,939 ล้านบาท แต่ปีนี้เพียง 10 เดือน จ่ายไปแล้ว 2,702 ล้านบาท ถามว่าความเสียหายที่สูงลิ่วนับพันล้านครั้งนี้ใครควรรับผิดชอบ เพราะค่าโง่แบบมีเลศนัยทุกบาททุกสตางค์คือหยาดเหงื่อของลูกจ้าง ถ้าร่วมกันเฉลี่ยทุกข์เพื่อผู้ประกันตนด้วยกันก็ไม่เท่าไหร่ แต่ไม่ใช่เฉลี่ยทุกข์แล้วไปเข้ากระเป๋าใครบางคนที่ส่งต่อไปให้พวก "นักงาบ"
เช่นเดียวกันในกรณีของการเปลี่ยนแปลงสิทธิประโยชน์กรณีทำฟัน ซึ่งเดิมผู้ประกันเบิกได้ปีละ 400 บาท แต่จู่ๆ ก่อนขึ้นปีใหม่ 2549 ผู้มีอำนาจก็ประกาศโครมว่า ต่อไปผู้ประกันตนรักษาฟันฟรีแบบไร้ขีดจำกัด แต่ต้องไปใช้สิทธิในโรงพยาบาลตามบัตรของผู้ประกันตน พร้อมกับการโหมโฆษณาทางโทรทัศน์กันอย่างครึกโครมนัยว่าเป็นของขวัญวันปีใหม่สำหรับผู้ใช้แรงงาน จนหมดเงินไปเป็น 10 ล้าน
ในการนี้ สปส.โยกเงินค่าทำฟันจากที่เคยจ่ายให้ผู้ประกันตนปีละ 400 บาท ไปเหมาจ่ายให้โรงพยาบาลหัวละ 433 บาท โดยคำนวณจากจำนวนผู้ประกันตนทั้งหมดกว่า 8 ล้านคน ซึ่งในแต่ละปีใช้บริการทำฟันประมาณ 15% เมื่อนำมาหารเฉลี่ยจะตกราว 65 บาทต่อหัว แต่นำมาถัวเฉลี่ยสำหรับผู้ที่ใช้บริการเพียง 15% จะทำให้ยอดค่าใช้จ่ายต่อหัวอยู่ที่ประมาณ 433 บาท
แต่เพราะนโยบายที่ลุกลี้ลุกลนเช่นกันทำให้ขาดความรอบคอบเช่นเดียวกับกรณีคลอดบุตร เพราะโดยสภาพความเป็นจริงแล้ว ในแต่ละโรงพยาบาลโดยเฉพาะเอกชนมีเตียงทำฟันอยู่เพียง 2-3 แห่ง แต่เมื่อ สปส.เกิดล็อคสเปคให้รักษาได้เฉพาะโรงพยาบาลตามบัตรและตัดสิทธิคลีนิคทำฟันทิ้งหมด ทำให้ผู้ประกันตนต้องเข้าคิวยาวเหยียดข้ามปีจนเกิดความเบื่อหน่าย บางส่วนที่เคยมีหมอฟันประจำก็เบิกไม่ได้เสียแล้วแต่ก็ไม่อยากเปลี่ยนหมอ
ผลสุดท้ายคือการเข้าไม่ถึงบริการทำฟันของผู้ประกันตน ซึ่งถือได้ว่าเป็นความเสียหายที่คิดเป็นตัวเงินไม่ได้ และผู้รับผิดชอบควรสำเหนียกครั้งใหญ่ เพราะเป็นการเอาปัญหาด้านสุขภาพของลูกจ้างมาลองผิดลองถูกจนผิดพลาด ส่วนในเรื่องของงบประมาณ สปส.ต้องสูญเสียเงินก้อนโตแบบกินเปล่าให้กับโรงพยาบาลคู่สัญญาเพราะผู้ประกันตนไม่ไปใช้บริการ แต่ สปส.จ่ายเงินไปแล้ว ซึ่งแต่ละเดือนต้องควักกระเป๋าจ่ายให้โรงพยาบาล 48 ล้านบาท
ในปีใหม่ 2550 สปส.ต้องกลับนโยบายสู่จุดเดิมคือ เหมาจ่ายกรณีคลอดบุตรครั้งละ 12,000 บาท และทำฟันปีละ 500 บาท ให้กับผู้ประกันตน แต่เท่ากับว่าทั้งหมดนี้คือใบเสร็จประจานความล้มเหลวในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา พอเพียงหรือไม่ที่ต้องถามหาคนรับผิดชอบ ซึ่งเรื่องนี้ย่อมมีที่มาที่ไปและเบื้องหน้าเบื้องหลัง เพียงแต่ผู้มีอำนาจในยุคปัจจุบันมีความ "กล้า" พอหรือไม่
เรื่องราวฉาวโฉ่ใน สปส.ที่เกิดขึ้น เป็นเพียงภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำ ยังมีอีกหลายเรื่องที่ควรมีการตรวจสอบโดยเร่งด่วน เช่น การซื้อหุ้นและการลงทุนในกิจการต่างๆ ที่มีเม็ดเงินหมุนเวียนมหาศาล และกำลังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของกองทุนขนาดใหญ่แห่งนี้ เพราะฉะนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการปฏิรูป สปส.กันขนานใหญ่และเร่งด่วน
เชื่อได้ว่าหากรัฐบาลยุคที่ป่าวประกาศว่าปลอดการเมืองและมุ่งเน้นความสัตย์ซื่อไม่ทำแล้ว ในยุคหน้า ใครบ้างที่อยากปล่อยกองทุนเกือบ 4 แสนล้านแห่งนี้หลุดมือไป
ที่มาข้อมูลและรูปภาพ : มติชน
http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01lif03251249&day=2006/12/25
|