|
|
|
สิทธิและหน้าที่ของลูกจ้าง
และนายจ้าง
ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน ฉบับใหม่ ปีพ.ศ. 2541
เวลาทำงาน
- ไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน และ 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
- งานอันตรายตามที่กำหนดในกฏกระทรวงไม่เกิน 7 ชั่วโมงต่อวัน
และ
42 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เวลาพัก
- ในวันที่มีการทำงาน
ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างมีเวลาพักติดต่อกันไม่น้อยกว่า
วันละ 1
ชั่วโมง ภายใน 5 ชั่วโมงแรกของการทำงาน
- นายจ้างและลูกจ้างจะตกลงกันล่วงหน้าให้มีเวลาพักน้อยกว่าครั้งละ
1 ชั่วโมง
ก็ได้แต่ต้องไม่น้อยกว่าครั้งละ 20
นาทีและเมื่อรวมกันแล้วต้องไม่น้อยกว่า วันละ 1 ชั่วโมง
- กรณีงานในหน้าที่มีลักษณะต้องทำติดต่อกันไป
หรือเป็นงานฉุกเฉินโดยจะหยุด
เสียมิได้
นายจ้างจะไม่จัดเวลาพักให้ลูกจ้างก็ได้
แต่ต้องได้รับความยินยอม จากลูกจ้าง วันหยุด วันหยุดประจำสัปดาห์
- ต้องไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ 1 วัน โดยมีระยะห่างกันไม่เกิน 6 วัน
- ลูกจ้างมีสิทธิ์ได้รับค่าจ้างในวันหยุดประจำสัปดาห์
(ยกเว้นลูกจ้างรายวัน
รายชั่วโมง หรือตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย)
- นายจ้างและลูกจ้างจะตกลงกันล่วงหน้า
กำหนดให้มีวันหยุดประจำสัปดาห์
วันใดก็ได้
- งานโรงแรม งานขนส่ง งานในป่า งานในที่ทุรกันดาร
(งานประมง
งานดับเพลิง) งานอื่นตามที่กฎกระทรวงฯ กำหนด
นายจ้างและลูกจ้าง จะตกลงกันล่วงหน้า
สะสมและเลื่อนวันหยุดประจำสัปดาห์ไปเมื่อไดก็ได้ แต่ต้องอยู่ในระยะเวลา
ไม่เกิน 4 สัปดาห์ติดต่อกัน
- กรณีวันหยุดประจำสัปดาห์ไม่แน่นอน ให้นายจ้างประกาศวันหยุด
ให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3
วันและแจ้งเป็นหนังสือให้พนักงาน ตรวจแรงงานทราบภายใน 7 วัน
นับแต่วันที่ประกาศกำหนด วันหยุดตามประเพณี
- ต้องไม่น้อยกว่าปีละ 13 วัน โดยรวมวันแรงงานแห่งชาติด้วย
ถ้าวันหยุด ตามประเพณีตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์
ให้หยุดชดเชยในวันทำงานถัดไป
- ลูกจ้างมีสิทธิ์ได้รับค่าจ้างในวันหยุดตามประเพณี
วันหยุดพักผ่อนประจำปี
- ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันมาครบ 1 ปี
มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีไม่น้อยกว่า
ปีละ 6 วันทำงาน
- ลูกจ้างมีสิทธิ์ได้รับค่าจ้างในวันหยุดพักผ่อนประจำปี
- ถ้าลูกจ้างที่ทำงานยังไม่ครบ 1 ปี จะให้หยุดตามส่วนก็ได้
- ให้นายจ้างเป็นผู้กำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้า
หรือกำหนดตามที่ตกลงกัน
- นายจ้างและลูกจ้างจะตกลงกันล่วงหน้าสะสมและเลื่อนวันหยุดพักผ่อนประจำปี
ไปรวมหยุดในปีอื่นก็ได้
การลาป่วย
- ลูกจ้างมีสิทธิลาป่วยโดยได้รับค่าจ้างตามปกติปีหนึ่งไม่เกิน 30
วันทำงาน
การลาคลอด
- ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์มีสิทธิลาคลอดก่อนและหลังคลอดครรภ์หนึ่งไม่เกิน
90 วัน โดยให้นับรวมวันหยุดที่มีระหว่างวันลาด้วย
และให้นายจ้างจ่ายค่าจ้าง แก่ลูกจ้าง
ซึ่งลาคลอดเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลา แต่ไม่เกิน 45
วัน
การลาเพื่อทำหมัน
- ลูกจ้างมีสิทธิ์ลาเพื่อทำหมันได้และมีสิทธิ์ลาเนื่องจากการทำหมันตามระยะ
เวลาที่แพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งกำหนดและออกใบรับรองให้
โดยลูกจ้าง
มีสิทธิ์ได้รับค่าจ้างในวันลานั้นด้วย การลากิจ
- ลูกจ้างมีสิทธิ์ลาเพื่อกิจธุระอันจำเป็นได้ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน
โดยไม่ได้รับค่าจ้างในวันลา
การลาเพื่อรับราชการทหาร
- ลูกจ้างมีสิทธิ์ลาเพื่อรับราชการทหารในการเรียกพลเพื่อตรวจสอบ
เพื่อฝึก วิชาทหาร
หรือเพื่อทดสอบความพรั่งพร้อมโดยลาได้เท่ากับจำนานวันที่ทาง
การทหารเรียก และได้รับค่าจ้างตลอดเวลาที่ลาแต่ไม่เกิน 60 วันต่อปี
การลาเพื่อฝึกอบรม
- ลูกจ้างมีสิทธิ์ลาเพื่อการฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้ความสามารถตามหลักเกณฑ์
และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวงโดยไม่ได้รับค่าจ้างในวันลานั้น
ค่าจ้าง
- เป็นเงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตาม
สัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติ เป็นรายชั่วโมง รายวัน
รายสัปดาห์
หรือระยะเวลาอื่น
หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลา
ทำงานปกติของวันทำงานและรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุด
และวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงานแต่มีสิทธิ์ได้รับตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน
- ลูกจ้างมีสิทธิ์ได้รับค่าจ้างไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ
- ถ้าไม่มีการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในท้องที่ใดให้ถือว่า
อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ พื้นฐานเป็นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของท้องที่นั้น
(อัตรค่าจ้างขั้นต่ำพื้นฐาน
หมายถึง
อัตราค่าจ้างที่คณะกรรมการค่าจ้างกำหนดเพื่อใช้เป็นพื้นฐาน ในการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ)
การทำงานล่วงเวลา และการทำงานในวันหยุด
- ในกรณีที่งานมีลักษณะต้องทำติดต่อกันไป ถ้าหยุดจะ
เสียหายแก่งานหรือเป็นงานฉุกเฉิน นายจ้างอาจให้ลูกจ้าง ทำงานล่วงเวลา
หรือทำงานในวันหยุดเท่าที่จำเป็นก็ได้
- กิจการโรงแรม สถานมหรสพ งานขนส่ง ร้านขายอาหาร
ร้านขายเครื่องดื่ม สโมสร สมาคม สถานพยาบาล
และกิจการอื่นตามที่กระทรวงจะได้กำหนดนายจ้างจะให้ลูกจ้างทำงานใน
วันหยุดเท่าที่จำเป็นก็ได้ โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้างเป็นคราวๆ
ไป
- ในกรณีที่มีการทำงานล่วงเวลาต่อจากเวลาทำงานปกติไม่น้อยกว่า
สองชั่วโมง นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างมีเวลาพัก ไม่น้อยกว่ายี่สิบนาที
ก่อนที่ลูกจ้างเริ่ม ทำงานล่วงเวลา
(ยกเว้นงานที่มีลักษณะหรือสภาพของงานต้องทำติดต่อกันไป
โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้างหรือเป็นงานฉุกเฉิน)
ค่าล่วงเวลา
ค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุด
- ถ้าทำงานเกินเวลาทำงานปกติของวันทำงาน
นายจ้างต้องจ่ายค่าล่วงเวลา
ไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าครึ่งของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตาม
จำนวนชั่วโมงที่ทำหรือไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าครึ่งของอัตราค่าจ้างต่อหน่วย
ในวันทำงานตามจำนวนผลงานที่ทำได้สำหรับลูกจ้างที่ได้รับค่าจ้างตามผลงาน
- ถ้าทำงานในวันหยุดเกินเวลาทำงานปกติของวันทำงานนายจ้างต้องจ่าย
ค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างในอัตราสามเท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง
ในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำหรือตามจำนวนผลงานที่ทำได้สำหรับ
ลูกจ้างที่ได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
- ถ้าทำงานในวันหยุดในเวลาทำงานปกติ
นายจ้างต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุด
ให้แก่ลูกจ้างที่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดเพิ่มขึ้นอีก 1
เท่าของค่าจ้าง ในวันทำงานตามชั่วโมงที่ทำงานในวันหยุด
หรือตามจำนวนผลงานที่ทำได้
สำหรับลูกจ้างที่ได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
สำหรับลูกจ้างที่ไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดต้องจ่ายไม่น้อยกว่า
2 เท่า
ของค่าจ้างในวันทำงานตามชั่วโมงที่ทำงานในวันหยุดหรือตามจำนวนผลงาน
ที่ทำได้สำหรับลูกจ้างที่ได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
สวัสดิการ
- สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป
ให้นายจ้างจัดให้มี
คณะกรรมการสวัสดิการในสถานประกอบกิจการประกอบด้วยผู้แทนฝ่าย
ลูกจ้างอย่างน้อยห้าคน
เพื่อร่วมหารือ
และเสนอแนะความเห็นแก่นายจ้าง ในการจัดสวัสดิการสำหรับลูกจ้าง
และตรวจตรา ควบคุม
ดูแลการจัด สวัสดิการที่นายจ้างจัดให้แก่ลูกจ้าง
- สถานประกอบกิจการใดที่มีคณะกรรมการลูกจ้างตามกฎหมายว่าด้วย
แรงงานสัมพันธ์แล้ว
ให้คณะกรรมการลูกจ้างทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการ สวัสดิการในสถานประกอบกิจการ
ค่าชดเชย
- ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชย หากนายจ้างเลิกจ้างโดยลูกจ้างไม่มีความผิด
ดังนี้
- ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1
ปี
มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30
วัน
- ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี
มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90
วัน
- ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 3 ปีแต่ไม่ครบ 6 ปี
มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180
วัน
- ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี
มีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้าย 240
วัน
- ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 10 ปีขึ้นไป
มีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300
วัน
- ในกรณีที่นายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างเพราะเหตุปรับปรุงหน่วยงาน
กระบวนการ
ผลิตการจำหน่าย หรือการบริการอันเนื่องมาจากการนำเครื่องจักรมาใช้หรือ
เปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องลดจำนวนลูกจ้างลง
นายจ้างต้องปฏิบัติดังนี้
- แจ้งวันที่จะเลิกจ้าง เหตุผลของการเลิกจ้าง และรายชื่อลูกจ้างที่จะ
ถูกเลิกจ้าง ให้ลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงานทราบล่วงหน้าไม่
น้อยกว่าหกสิบวันก่อนวันที่จะเลิกจ้าง
- ถ้าไม่แจ้งแก่ลูกจ้างที่จะเลิกจ้างทราบล่วงหน้า หรือแจ้งล่วงหน้า
น้อยกว่าระยะเวลาหกสิบวัน นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทน
การบอกกล่าวล่วงหน้าแก่ลูกจ้างเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายหกสิบวัน
หรือเท่ากับค่าจ้างของการทำงานหกสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่ง
ได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
ค่าชดเชยแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านี้ ให้ถือว่านายจ้างได้จ่ายค่าสินจ้างแทน
การบอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมายด้วย
นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษเพิ่มขึ้นจากค่าชดเชยปกติดังต่อไปนี้
- ลูกจ้างทำงานติดต่อกันครบหกปีขึ้นไป นายจ้างจะต้องจ่ายค่าชดเชย
พิเศษเพิ่มขึ้นจากค่าชดเชยปกติซึ่งลูกจ้างนั้นมีสิทธิได้รับอยู่แล้ว
ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสิบห้าวันต่อการทำงานครบหนึ่งปี
หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสิบห้าวันสุดท้ายต่อการทำงาน
ครบหนึ่งปีสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณ
เป็นหน่วย
- ค่าชดเชยพิเศษนี้รวมแล้วต้องไม่เกินค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามร้อย
หกสิบวัน หรือไม่เกินค่าจ้างของการทำงานสามร้อยหกสิบวันสุดท้าย
สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
แต่รวมแล้วต้องไม่เกินค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามร้อยหกสิบวัน
- เพื่อประโยชน์ในการคำนวณค่าชดเชยพิเศษ เศษของระยะเวลา
ทำงานที่มากกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ให้นับเป็นการทำงานครบหนึ่งปี
- ในกรณีที่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่นอันมีผลกระทบ
สำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของลูกจ้างหรือครอบครัว
- นายจ้างต้องแจ้งล่วงหน้าให้แก่ลูกจ้างทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า
สามสิบวันก่อนย้าย ถ้าลูกจ้างไม่ประสงค์จะไปทำงานด้วย ลูกจ้างมีสิทธิ์บอกเลิก
สัญญาจ้าง ได้โดยได้รับค่าชดเชยพิเศษไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของอัตราค่า
ชดเชยปกติที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิ์ได้รับ
- ถ้านายจ้างไม่แจ้งให้ลูกจ้างทราบการย้ายสถานประกอบกิจการล่วงหน้า
นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตรา
สุดท้ายสามสิบวัน
ข้อยกเว้นที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย
ลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยในกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังนี้
- ลูกจ้างลาออกเอง
- ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง
- จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย
- ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง
- ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้าง
อันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และนายจ้างได้ตักเตือนเป็น
หนังสือแล้ว ซึ่งหนังสือเตือนนั้นต้องมีผลบังคับไม่เกิน
1 ปี นับแต่
วันที่ลูกจ้างได้รับทราบหนังสือเตือน เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรง
นายจ้าง
ไม่จำเป็นต้องตักเตือน
- ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกัน ไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่น
หรือไม่ก็ตาม โดยไม่มีเหตุอันสมควร
- ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
- กรณีการจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน และนายจ้าง
เลิกจ้าง ตามกำหนดระยะเวลานั้น ได้แก่งานดังนี้
8.1 การจ้างงานในโครงการ เฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือ
การค้าของนายจ้างซึ่งต้องมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่
แน่นอน
8.2 งานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราว ที่มีกำหนดงานสิ้นสุดหรือ
ความสำเร็จของงาน
8.3 งานที่เป็นไปตามฤดูกาล และได้จ้างในช่วงเวลาของฤดูกาลนั้น
ซึ่งจะต้องแล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกิน 2 ปี โดยนายจ้างได้ทำสัญญา
เป็นหนังสือไว้ตั้งแต่เมื่อเริ่มจ้าง
การใช้แรงงานหญิง
- ห้ามนายจ้างให้ลูกจ้างหญิงทำงานต่อไปนี้
-งานเหมืองแร่หรืองานก่อสร้างที่ต้องทำใต้ดิน ใต้น้ำ ในถ้ำ
ในอุโมงค์ หรือปล่องในภูเขาเว้นแต่ลักษณะของงานไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือ
ร่างกายของลูกจ้างหญิงนั้น
-งานที่ต้องทำบนนั่งร้านที่สูงกว่าพื้นดินตั้งแต่ 10 เมตรขึ้นไป
-งานผลิตหรือขนส่งวัตถุระเบิดหรือวัตถุไวไฟ
-งานอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
- ห้ามนายจ้างให้ลูกจ้างหญิงที่มีครรภ์ทำงานในระหว่างเวลา
22.00น.-06.00น. ทำงานล่วงเวลา
ทำงานในวันหยุดหรือทำงานอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
-งานเกี่ยวกับเครื่องจักรหรือเครื่องยนต์ที่มีความสั่นสะเทือน
-งานขับเคลื่อนหรือติดไปกับยานพาหนะ
-งานยก แบก หาม หาบ ทูน ลาก หรือเข็นของหนักเกิน 15 กิโลกรัม
-งานที่ทำในเรือ
-งานอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
- พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างเปลี่ยนเวลาทำงานหรือชั่วโมงทำงาน
ของลูกจ้างหญิงที่ทำงานในระหว่างเวลา 24.00น.-06.00น.
ได้ตามที่เห็น สมควร
ถ้าพนักงานตรวจแรงงานเห็นว่างานนั้นอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
และความปลอดภัยของลูกจ้างหญิงนั้น
- ลูกจ้างหญิงมีครรภ์มีสิทธิขอให้นายจ้างเปลี่ยนงานในหน้าที่เดิมเป็นการ
ชั่วคราวก่อนหรือหลังคลอดได้
กรณีที่มีใบรับรองแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่ง
มาแสดงว่าไม่อาจทำงานในหน้าที่เดิมต่อไปได้
- ห้ามนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างหญิงเพราะเหตุมีครรภ์
การใช้แรงงานเด็ก
- ห้ามนายจ้างจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีเป็นลูกจ้าง
- กรณีที่มีการจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี เป็นลูกจ้าง
นายจ้างต้องแจ้งต่อพนักงาน ตรวจแรงงานภายใน 15
วันนับแต่วันที่เด็กเข้าทำงาน และแจ้งการสิ้นสุดการ
จ้างเด็กนั้นต่อพนักงานตรวจแรงงานภายใน 7
วันนับแต่วันที่เด็กออกจากงาน
- นายจ้างต้องจัดให้มีเวลาพัก 1 ชั่วโมงต่อวันภายใน 4
ชั่วโมงแรกของ การทำงาน
และให้มีเวลาพักย่อยได้ตามที่นายจ้างกำหนด
- ห้ามนายจ้างใช้ลูกจ้างเด็กที่มีอายุตำกว่า 18 ปี
ทำงานในระหว่างเวลา
22.00 น.- 06.00 น.
เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากอธิบดี
- ห้ามนายจ้างใช้ลูกจ้างเด็กที่มีอายุตำกว่า 18 ปี
ทำงานล่วงเวลา
- ห้ามนายจ้างให้ลูกจ้างเด็กที่มีอายุตำกว่า 18 ปี
ทำงานต่อไปนี้
-งานหลอม เป่า หล่อ หรือรีดโลหะ
-งานปั๊มโลหะ
-งานเกี่ยวกับความร้อน ความเย็น ความสั่นสะเทือน เสียงและแสง
ที่มีระดับแตกต่างจากปกติอันอาจเป็นอันตรายตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
-งานเกี่ยวกับสารเคมีที่เป็นอันตรายตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
-งานเกี่ยวกับจุลชีวันเป็นพิษซึ่งอาจเป็นเชื้อไวรัส แบคทีเรีย
รา หรือเชื้ออื่น ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
-งานเกี่ยวกับวัตถุมีพิษ วัตถุระเบิด หรือวัตถุไวไฟ เว้นแต่งานในสถานี
บริการที่เป็นเชื้อเพลิงตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
-งานขับหรือบังคับรถยกหรือปั้นจั่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
-งานใช้เลื่อยเดินด้วยพลังไฟฟ้าหรือเครื่องยนต์
-งานที่ต้องทำใต้ดิน ใต้น้ำ, ในถ้ำ อุโมงค์ หรือปล่องในภูเขา
-งานเกี่ยวกับกัมมันตภาพรังสีตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
-งานทำความสะอาดเครื่องจักรหรือเครื่องยนต์ที่กำลังทำงาน
-งานที่ต้องทำบนนั่งร้านที่สูงกว่าพื้นดินตั้งแต่ 10 เมตรขึ้นไป
-งานอื่นตามที่กำหนดในกระทรวง
- ห้ามนายจ้างให้ลูกจ้างเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี
ทำงานในสถานที่ต่อไปนี้
-โรงฆ่าสัตว์
-สถานที่เล่นการพนัน
-สถานที่เต้นรำ รำวง หรือ รองเง็ง
-สถานที่ที่มีอาหาร สุรา น้ำชา หรือเครื่องดื่ม อย่างอื่นจำหน่ายและบริการ
โดยมีผู้บำเรอสำหรับปรนนิบัติลูกจ้าง หรือโดยมีที่สำหรับพักผ่อนหลับนอน
หรือมีบริการนวดให้แก่ลูกค้า
-สถานที่อื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
- ห้ามนายจ้างจ่ายค่าจ้างของลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กแก่บุคคลอื่น
- ห้ามนายจ้างเรียก/หรือรับ
เงินประกันจากฝ่ายลูกจ้างซึ่งเป็นเด็ก
- ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี
มีสิทธิลาเพื่อเข้าประชุม สัมมนา รับการอบรม รับการฝึก
หรือลาเพื่อการอื่นซึ่งจัดโดยสถานศึกษา
หรือหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน ที่อธิบดีเห็นชอบ และให้นายจ้าง
จ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้างเด็กเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลา
แต่ปีหนึ่งต้องไม่เกิน 30 วัน
หลักฐานการทำงาน
- นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป
ต้องจัดให้มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน เป็นภาษาไทย
ปิดประกาศโดยเปิดเผย ณ สถานที่ทำงานของลูกจ้างและ
ส่งสำเนาให้อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
- ข้อบังคับฯ ต้องระบุเรื่องต่างๆ ดังนี้ วันทำงาน
เวลาทำงานปกติ เวลาพัก วันหยุดและหลักเกณฑ์การหยุด
หลักเกณฑ์การทำงานล่วงเวลา และการทำงาน ในวันหยุด
วันและสถานที่จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด
และค่าล่วงเวลาในวันหยุดวันลาและหลักเกณฑ์การลา วินัยและโทษ
การร้องทุกข์ และการเลิกจ้าง
- ทะเบียนลูกจ้างต้องมีชื่อ เพศ สัญชาติ วันเดือนปีเกิด
ที่อยู่ปัจจุบัน วันเริ่มจ้าง ตำแหน่งหรืองานในหน้าที่
อัตราค่าจ้างและประโยชน์ตอบแทนอื่นๆ
ที่นายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้างและวันสิ้นสุดการจ้าง
- เอกสารเกี่ยวกับการคำนวณค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา
ค่าทำงานในวันหยุด ต้องระบุ วันเวลาทำงาน
ผลงานที่ทำได้สำหรับการจ้างตามผลงาน และจำนวนเงินที่จ่าย
โดยมีลายมือชื่อลูกจ้างผู้รับเงิน
การควบคุม
- นายจ้างที่มีลูกจ้างรวมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป
จะต้องจัดทำข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นภาษาไทย
อย่างน้อยต้องมี รายละเอียดดังนี้
-วันทำงาน เวลาทำงานปกติ และเวลาพัก
-วันหยุดและหลักเกณฑ์การหยุด
-หลักเกณฑ์การทำงานล่วงเวลา และการทำงานในวันหยุด
-วันและสถานที่จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด
และค่าล่วงเวลาในวันหยุด
-วันลาและหลักเกณฑ์การลา
-วินัยและโทษทางวินัย
-การร้องทุกข์
-การเลิกจ้าง ค่าชดเชยและชดเชยพิเศษ
- นายจ้างต้องประกาศใช้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานภายใน 15
วัน นับจากวันที่มีลูกจ้างรวมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป
- นายจ้างต้องปิดประกาศข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานโดยเปิดเผย
ณ สถานที่ ทำงานของลูกจ้าง
- ให้ประกาศใช้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานต่อไปแม้ว่านายจ้างจะมีลูกจ้าง
ลดต่ำกว่า 10 คนก็ตาม
การร้องทุกข์ของลูกจ้าง
- ลูกจ้างเรียกร้องสิทธิของตนอันเนื่องมาจากการฝ่าฝืนกฎหมายแรงงาน
ของนายจ้างได้โดย
-ลูกจ้างนำคดีไปฟ้องศาลแรงงาน
-ลูกจ้างยื่นคำร้องทุกข์ต่อพนักงานตรวจแรงงาน
- การยื่นคำร้องทุกข์ของลูกจ้างหรือทายาท
-ยื่นคำร้องทุกข์ตามแบบที่อธิบดีกำหนด
-ยื่นต่อพนักงานตรวจแรงงานในท้องที่ที่ลูกจ้างทำงานอยู่
หรือที่นายจ้าง มีภูมิลำเนา หรือท้องที่ที่ลูกจ้างมีภูมิลำเนาอยู่ก็ได้
- การพิจจารณาคำร้องทุกข์ของพนักงานตรวจแรงงาน
-เร่งสอบสวนข้อเท็จจริงจากนายจ้าง ลูกจ้าง และพยานโดยเร็ว
รวมทั้งการรวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวข้องด้วย
-เมื่อสอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว ต้องมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงิน
หรือยกคำร้องทุกข์ของลูกจ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง
-การรวบรวมข้อเท็จจริง และการมีคำสั่ง ต้องกระทำให้แล้วเสร็จ
ภายใน 60 วัน นับแต่วันรับคำร้องทุกข์ไว้ดำเนินการ
-ถ้าไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน ให้ขอขยายระยะเวลา
ต่ออธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดโดยขอขยายระยะเวลาได้ไม่เกิน
30 วัน
- การยุติข้อร้องทุกข์ระหว่างสอบสวนข้อเท็จจริง
-ลูกจ้างสละสิทธิการเรียกร้องทั้งหมด
-ลูกจ้างสละสิทธิเรียกร้องแต่บางส่วน โดยนายจ้างยินยอมจ่ายเงินบางส่วน
แก่ลูกจ้าง
-นายจ้างยินยอมจ่ายเงินทั้งจำนวน แก่ลูกจ้าง
บทกำหนดโทษ
- กฏหมายคุ้มครองแรงงานเป็นกฏหมายที่มีบทลงโทษทางอาญา
- นายจ้างผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม
- ขั้นต่ำปรับไม่เกิน 5,000 บาท
- จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- การปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานคดีอาญา
เป็นอันระงับ
- การฝ่าฝืนกฏหมาย
- อธิบดีมีอำนาจเปรียบเทียบปรับสำหรับความผิดที่เกิดขึ้นใน
กรุงเทพฯ
- ผู้ว่าราชการจังหวัด มีอำนาจเปรียบเทียบปรับสำหรับความผิด
ที่เกิดขึ้นภายในจังหวัด
- ชำระค่าปรับภายใน 30 วัน นับเท่าวันที่ได้รับแจ้งผลคดี
คดีอาญา เป็นอันเลิกกัน
- ถ้าไม่ยอมเปรียบเทียบปรับหรือไม่ชำระค่าปรับภายในกำหนด
พนักงานสอบสวน (ตำรวจ) จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฏหมาย ต่อไป
|
|