|
|
|
พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์
พ.ศ. 2518
|
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง
- ให้สถานประกอบการที่มีลูกจ้าง 20 คน ขึ้นไป
จัดให้มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพ
การจ้างในกรณีสงสัยให้ถือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับ
สภาพการจ้าง
- ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างอย่างน้อยต้องมีข้อความเกี่ยวกับเงื่อนไข
การจ้างหรือการทำงาน วันเวลาทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ
การร้องทุกข์ การเลิกจ้าง
การแก้ไขเพิ่มเติมหรือการต่ออายุข้อตกลง
- อายุข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง
| (1) |
จะตกลงให้ใช้บังคับเกิน 3 ปีไม่ได้ |
| (2) |
ถ้ามิได้กำหนดอายุไว้ ให้ถือว่าข้อตกลงใช้บังคับ
1 ปี |
| (3) |
ถ้าอายุข้อตกลงสิ้นสุดและยังมิได้ตกลงใหม่ให้ใช้บังคับต่อไปคราวละ
1 ปี |
|
ข้อเรียกร้อง
- ถ้าจะกำหนดหรือแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง
นายจ้าง
หรือลูกจ้างต้องแจ้งข้อเรียกร้องเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ
- ถ้าลูกจ้างเป็นผู้แจ้ง (เว้นแต่สภาพแรงงานเป็นผู้แจ้ง)
ข้อเรียกร้องต้อง
มีรายชื่อและลายมือชื่อของลูกจ้างซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องไม่น้อยกว่า
ร้อยละ 15 ของลูกจ้างทั้งหมดซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องนั้น
- สมาคมนายจ้างหรือสหภาพแรงงานอาจแจ้งข้อเรียกร้องแทนก็ได้
แต่ใน กรณีสหภาพแรงงานต้องมีสมาชิกเป็นลูกจ้างไม่น้อยกว่า 1/5
ของลูกจ้าง
ทั้งหมดถ้าสงสัยอาจร้องขอให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานตรวจ
และออกหนังสือรับรองก็ได้
ผู้เข้าร่วมเจรจาฝ่ายนายจ้าง
- ผู้เข้าร่วมในการเจรจาฝ่านนายจ้าง นอกจากนายจ้างเองแล้ว
อาจจะตั้ง ผู้แทนซึ่งต้อง
| (1) |
เป็นกรรมการ ผู้ถือหุ้น
ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือลูกจ้างประจำของนายจ้าง
กรรมการของสมาคมนายจ้างหรือกรรมการของสหพันธ์นายจ้าง |
| (2) |
มีจำนวนไม่เกิน 7 คน |
| (3) |
ระบุชื่อไว้ในข้อเรียกร้อง | ผู้เข้าร่วมเจรจาฝ่ายลูกจ้าง
- ผู้เข้าร่วมในการเจรจาของฝ่ายลูกจ้าง อาจตั้งเป็นผู้แทน
ดังนี้
| (1) |
เป็นลูกจ้างซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง
หรือเป็นกรรมการของสหภาพ
แรงงานหรือของสหพันธ์แรงงานที่ลูกจ้างซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง
เป็นสมาชิก |
| (2) |
มีจำนวนไม่เกิน 7 คน |
| (3) |
การเลือกตั้งผู้แทน
ลูกจ้างจะจัดการเองหรือจะร้องขอให้พนักงาน
ประนอมพิพาทแรงงานจัดการแทนก็ได้ |
| (4) |
ถ้าเลือกตั้งแล้ว
ให้ระบุชื่อผู้แทนพร้อมกับการแจ้งข้อเรียกร้อง |
| (5) |
ถ้าลูกจ้างเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานอื่นด้วย
ให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงาน
จัดการเลือกตั้งผู้แทนลูกจ้าง
| การเจรจา
- เมื่อได้รับข้อเรียกร้องแล้ว
ให้ฝ่ายที่ได้รับข้อเรียกร้องแจ้งชื่อตนเอง
หรือผู้แทนให้ฝ่ายที่แจ้งทราบโดยมิชักช้า
และให้ทั้งสองฝ่ายเริ่มเจรจากัน ภายใน 3 วัน
นับแต่วันที่ได้รับข้อเรียกร้อง
ที่ปรึกษา
- นายจ้างหรือลูกจ้างจะแต่งตั้งที่ปรึกษาเพื่อให้คำปรึกษาแนะนำแก่ผู้แทน
ของตนก็ได้ แต่ต้องมีจำนวนไม่เกิน ฝ่ายละ 2 คน
โดยแจ้งชื่อที่ปรึกษาไว้ใน ข้อเรียกร้อง
หรือในหนังสือแจ้งชื่อผู้แทนให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ และที่ปรึกษา
กำหนดอยู่ในตำแหน่งได้คราวละ 2 ปี
การทำข้อตกลง
- ถ้าทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงเกี่ยวกับข้อเรียกร้องได้แล้ว
| (1) |
ให้ทำข้อตกลงเป็นหนังสือ
ลงลายมือชื่อของทั้งสองฝ่าย |
| (2) |
ข้อตกลงมีผลผูกพันนายจ้างและลูกจ้างซึ่งลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้อง
ตลอดจนลูกจ้างซึ่งมีส่วนในการเลือกตั้งผู้เข้าร่วมในการเจรจาทุกคน |
| (3) |
ให้นายจ้างประกาศข้อตกลงไว้ ณ
สถานที่ที่ลูกจ้างทำงานโดยเปิดเผย เริ่มประกาศภายใน 3
วันนับแต่วันที่ ตกลงกันได้เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 30
วัน |
| (4) |
ให้นายจ้างนำข้อตกลงจดทะเบียนต่ออธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครอง
แรงงานภายใน 15 วัน |
| (5) |
ห้ามมิให้นายจ้างทำสัญญาจ้างแรงงานขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยว
กับสภาพการจ้าง เว้นแต่จะเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่า
| วิธีระงับข้อพิพาทแรงงาน ถ้าตกลงกันไม่ได้
- ถ้าไม่มีเจรจาภายในกำหนด
หรือมีการเจรจากันแล้วแต่จะตกลงกันไม่ได้
ให้ถือว่าได้มีข้อพิพาทแรงงานเกิดขึ้น
| (1) |
ให้ฝ่ายแจ้งข้อเรียกร้องแจ้งให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานทราบ
ภายใน 24 ชั่วโมง
นับแต่เวลาที่พ้นกำหนดหรือนับแต่เวลาที่ตกลงกันไม่ได้
|
| (2) |
เมื่อได้รับแจ้งแล้ว
ให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานการไกล่เกลี่ย
ให้ทั้งสองฝ่ายตกลงกันภายใน 5 วัน
นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง |
| (3) |
ถ้าตกลงกันได้ให้ทำข้อตกลง |
| (4) |
ถ้าไม่อาจตกลงกันได้
ให้ถือว่าเป็นข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้
และมีทางเลือกปฏิบัติ คือ |
|
(ก)
ทั้งสองฝ่ายตกลงกันตั้งผู้ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานเพื่อชี้ขาดแรงงาน
(ข) นายจ้างปิดงานได้ (ค) ลูกจ้างนัดหยุดงานได้
(ง) เฉพาะข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ในกิจการ
การรถไฟ การท่าเรือ การโทรศัพท์ การโทรคมนาคม การผลิตหรือการจำหน่ายพลังงาน
หรือกระแสไฟฟ้า การประปา การผลิตหรือ การกลั่นน้ำมันเชื้อเพลิง
โรงพยาบาลให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงาน ส่งข้อพิพาทแรงงาน
ให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์พิจารณาวินิจฉัยแจ้งให้ทั้งสองฝ่ายทราบ
ภายใน 30 วันแต่ทั้งสองฝ่ายมีสิทธิอุทรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวง
แรงงานและสวัสดิการสังคมภายใน 7 วันและให้รัฐมนตรีแรงงานและ
สวัสดิการสังคมวินิจฉัยอุทธรณ์และแจ้งให้ทั้งสองฝ่ายทรายภายใน
10 วัน (จ) ข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ในกิจการอื่นนอกจาก
(ฉ)
ถ้ารัฐมนนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมเห็นว่า
ข้อพิพาทนั้นอาจมีผลกระทบกระเทือนต่อเศรษฐกิจของประเทศหรือความ
สงบเรียบร้อยของประชาชนรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้คณะกรรมการแรงงาน
สัมพันธ์ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานนั้นไม่ได้
| ผลของการแจ้งข้อเรียกร้อง
- เมื่อข้อเรียกร้องยังอยู่ในการเจรจา การไกล่เกลี่ย
หรือการชี้ขาด ห้ามมิให้ นายจ้างเลิกจ้าง
หรือโยกย้ายหน้าที่การงานลูกจ้างซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง
เว้นแต่
| (1) |
ทุจริตต่อหน้าที่ |
| (2) |
การทำความผิดอาญาโดยเจตนาต่อนายจ้าง |
| (3) |
จงใจทำให้นายจ้างเสียหาย |
| (4) |
ฝ่าฝืนข้อบังคับหรือคำสั่งซึ่งนายจ้างไดัตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว
เว้นแต่กรณีร้ายแรง |
| (5) |
ละทิ้งหน้าที่ 3
วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร | ห้ามบุคคลอื่นเกี่ยวข้อง
- ห้ามมิให้บุคคลอื่น (ซึ่งมิใช่นายจ้าง
ลูกจ้างกรรมการสมาคมนายจ้าง กรรมการสหภาพแรงงาน
กรรมการสหพันธ์นายจ้าง กรรมการสหพันธ์แรงงาน
ผู้แทนหรือที่ปรึกษา) เข้าไปดำเนินการหรือร่วมกระทำการใด ๆ
ในการเรียกร้อง การเจรจา การไกล่เกลี่ย
การชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน การปิดงาน หรือชุมนุมใน การนัดหยุดงาน
ห้ามปิดงานห้ามนัดหยุดงาน
- ห้ามมิให้นายจ้างปิดงานหรือลูกจ้างนัดหยุดงานในกรณี
| (1) |
เมื่อยังไม่มีการแจ้งข้อเรียกร้อง |
| (2) |
เมื่อข้อพิพาทแรงงานยังไม่เป็นข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ |
| (3) |
เมื่อฝ่ายที่มีหน้าที่ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงหรือคำชี้ขาดแล้ว |
| (4) |
เมื่ออยู่ในระหว่างการพิจารณาวินิจฉัยหรือชี้ขาด |
| (5) |
ยังมิได้แจ้งเป็นหนังสือให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานและอีก
ฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้า 24 ชั่วโมง |
| (6) |
ในกรณีที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกหรือ
ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมมีอำนาจประกาศ
ห้ามมิให้นายจ้างปิดงานหรือลูกจ้างนัดหยุดงาน
| การเปิดงานการนัดหยุดงานทำความเสียหาย
- ถ้าเห็นว่าการเปิดงานหรือการนัดหยุดงานอาจทำให้เกิดความเสียหายแก่
เศรษฐกิจของประเทศหรืออาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน
หรืออาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ หรืออาจขัดต่อความสงบ
เรียบร้อยของปรระชาชนให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการ
สังคมมีอำนาจดังต่อไปนี้
| (1) |
สั่งนายจ้างซึ่งเปิดงานรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานและจ่ายค่าจ้างให้
|
| (2) |
สั่งให้ลูกจ้างซึ่งนัดหยุดงานกลับเข้าทำงานตามปกติ |
| (3) |
จัดให้บุคคลเข้าทำงานแทนลูกจ้างซึ่งมิได้ทำงานเพราะการปิดงานหรือ
การนัดหยุดงาน |
| (4) |
สั่งให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน
| คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์
- ให้มีคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ซึ่งมีอำนาจและหน้าที่
ดังนี้
| (1) |
วินิจฉัยข้อพิพาทแรงงาน |
| (2) |
ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน |
| (3) |
วินิจฉัยชี้ขาดคำเรียกร้องเรื่องการกระทำอันไม่เป็นธรรม
ซึ่งอาจสั่งให้
นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานหรือให้จ่ายค่าเสียหาย
หรือให้ปฏิบัติ
หรือไม่ให้ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง |
| (4) |
เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการเรียกร้องการเจรจาการระงับข้อพิพาท
แรงงาน
การนัดหยุดงานและการปิดงานตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวง
แรงงานและสวัสดิการสังคมมอบหมาย | คณะกรรมการลูกจ้าง
- ในสถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้าง 50 คนขึ้นไป
ลูกจ้างอาจจัดตั้ง
คณะกรรมการลูกจ้างให้กรรมการลูกจ้างอยู่ในต่ำแหน่งคราวละ 3 ปี
นายจ้างต้องจัดให้มีการประชุมหารือกับคณะกรรมการลูกจ้างอย่างน้อย
3 เดือนต่อหนึ่งครั้ง หรือเมื่อกรรมการลูกจ้างเกิน 1/2
ของกรรมการ ลูกจ้างทั้งหมด
หรือสหภาพแรงงานร้องขอโดยมีเหตุผลสมควร เพื่อ
| (1) |
จัดสวัสดิการให้แก่ลูกจ้าง |
| (2) |
ปรึกษาหารือในการกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน |
| (3) |
พิจารณาคำร้องทุกข์ของลูกจ้าง |
| (4) |
หาทางระงับข้อขัดแย้ง |
- ถ้าเห็นว่าการกระทำของนายจ้างจะทำให้ลูกจ้างไม่ได้รับความเป็นธรรม
หรือได้รับความเดือดร้อนเกิดสมควรคณะกรรมการลูกจ้าง
ลูกจ้างหรือสหภาพแรงงานมีสิทธิร้องขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยได้
สมาคมนายจ้างและสหภาพแรงงาน วัตถุประสงค์
- วัตถุประสงค์ของสมาคมนายจ้างและสหภาพแรงงาน คือ แสวงหาและ
คุ้มครองผลประโยชน์เกี่ยวกับสภาพการจ้าง
และส่งเสริมความสัมพันธ์
อันดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างและระหว่างนายจ้างด้วยกัน
สำหรับสมาคม นายจ้าง และระหว่างลูกจ้างด้วยกัน
ต้องจดทะเบียน
- สมาคมนายจ้างและสหภาพแรงงานต้องมีข้อบังคับและจดทะเบียนต่อ
นายทะเบียนแล้วให้เป็นนิติบุคคล
ผู้มีสิทธิจัดตั้ง
- ผู้มีสิทธิจัดตั้งสมาคมนายจ้างหรือสหภาพแรงงานต้องบรรลุนิติภาวะ
และมีสัญชาติไทย ต้องเป็นนายจ้างที่ประกอบกิจการประเภทเดียวกัน
(สำหรับสมาคมนายจ้าง) ต้องเป็นลูกจ้างของนายจ้างคนเดียวกันหรือ
เป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกัน
โดยไม่คำนึงถึงว่าจะมี นายจ้างกี่คน (สำหรับสหภาพแรงงาน)
การขอจดทะเบียน
- ในการขอจดทะเบียนจัดตั้ง ให้ผู้มีสิทธิจัดตั้งไม่น้อยกว่า
3 คน (สำหรับสมาคมนายจ้าง) ไม่น้อยกว่า 10 คน
(สำหรับสหภาพแรงงาน) เป็นผู้เริ่มก่อการ
ยื่นคำขอต่อนายทะเบียนพร้อมด้วยร่างข้อบังคับอย่างน้อย
3
ฉบับ ข้อบังคับ
- ข้อบังคับอย่างน้อยต้องมีข้อความเกี่ยวข้องกับชื่อ
(ของสมาคมนายจ้าง หรือสหภาพแรงงาน) วัตถุประสงค์
ที่ตั้งสำนักงาน วิธีสมาชิกและการขาดจากสมาชิก
ค่าสมัครและค่าบำรุงและวิธีการชำระ สิทธิและหน้าที่ของสมาชิก
ข้อกำหนดเกี่ยวกับการจัดการ การใช้เงิน
การเกิดรักษาเงินและทรัพย์สิน การทำบัญชี การตรวจบัญชี
วิธีพิจารณาการปิดงาน (สำหรับสมาคมนายจ้าง) วิธีพิจารณา
การนัดหยุดงาน (สำหรับสหภาพแรงงาน)
วิธีอนุมัติข้อตกลงเกี่ยวกับ สภาพการจ้าง การประชุมใหญ่
จำนวนกรรมการ การเลือตั้งกรรมการ วาระของการเป็นกรรมการ
การพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ และการประชุม ของคณะกรรมการ
- การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ จะกระทำได้โดยมติที่ประชุมใหญ่
และจดทะเบียน ภายใน 14 วัน
อำนาจหน้าที่
- สมาคมนายจ้างหรือสหภาพแรงงานมีอำนาจหน้าที่ ดังนี้
| (1) |
เรียกร้อง เจรจา ทำข้อตกลง และรับทราบ คำชี้ขาด
หรือทำความตกลง กันได้ |
| (2) |
จัดการและดำเนินการให้สมาชิกได้รับประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ |
| (3) |
จัดให้มีบริการสนเทศแก่สมาชิก |
| (4) |
ให้คำปรึกษาเพื่อแก้ไขปัญหาหรือขจัดข้อขัดแย้งเกี่ยวกับการบริหาร
และการทำงาน |
| (5) |
ให้บริการการจัดสรรเงินหรือทรัพย์สินเพื่อสวัสดิการสมาชิก
หรือเพื่อ สาธารณะประโยชน์ |
| (6) |
เรียกเก็บค่าสมาชิกและค่าบำรุงสมาชิก | สมาชิก
- สมาชิกต้องเป็นนายจ้างที่ประกอบกิจการประเภทเดียวกัน
(สำหรับสมาคม นายจ้าง) ต้องเป็นลูกจ้างคนเดียวกัน
หรือเป็นลูกจ้างในกิจการประเภท เดียวกัน และมีอายุตั้งแต่ 15
ปีขึ้นไป (สำหรับสหภาพแรงงาน)
- มีสิทธิตรวจสอบทะเบียนสมาชิก
เอกสารหรือบัญชีในเวลาเปิดทำการ
ทะเบียนสมาชิก
- สมาคมนายจ้างและสหภาพแรงงานต้องจัดให้มีทะเบียนสมาชิก
และเก็บรักษา ไว้ที่สำนักงานพร้อมที่จะได้ในเวลาทำงาน
การประชุมใหญ่ครั้งแรก
- ภายใน 120 วัน นับแต่วันที่ได้จดทะเบียน
ให้ผู้เริ่มก่อการจัดให้มีการประชุม ใหญ่สามัญครั้งแรก เพื่อ
| (1) |
เลือกตั้งคณะกรรมการ |
| (2) |
มอบหมายการทั้งปวงให้แก่คณะกรรมการ |
| (3) |
อนุมัติข้อบังคับที่ยื่นแก่นายทะเบียน |
| (4) |
นำสำเนาข้อบังคับและรายชื่อของกรรมการไปจดทะเบียนภายใน
14 วัน | กิจของที่ประชุมใหญ่
- กิจของที่ประชุมใหญ่ มีดังนี้
| (1) |
เลือกตั้งกรรมการ ผู้สอบบัญชี |
| (2) |
รับรองงบดุล รายงานประจำปี
และงบประมาณ |
| (3) |
จัดสรรเงินหรือทรัพย์สินเพื่อสวัสดิการของสมาชิก
หรือเพื่อสาธารณะ ประโยชน์ |
| (4) |
กิจการอันอาจกระทบส่วนได้เสียของสมาชิกเป็นส่วนรวม |
| (5) |
แก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ |
| (6) |
ก่อตั้งหรือเป็นสมาชิกของสหพันธ์นายจ้าง
(สำหรับสมาคมนายจ้าง)
ก่อตั้งหรือเป็นสมาชิกของสหพันธ์แรงงาน
(สำหรับสหภาพแรงงาน) |
| (7) |
เลิกสมาคมนายจ้าง (สำหรับสมาคมนายจ้าง)
เลิกสหภาพแรงงาน (สำหรับสหภาพแรงงาน) |
| (8) |
นัดหยุดงานเมื่อมีข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้
แต่ต้องมี
คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดของสหภาพแรงงาน
และต้องลงคะแนนเสียงเป็นการลับ
| กรรมการ
- กรรมการมีคุณสมบัติ ดังนี้
| (1) |
เป็นสมาชิก
(หรือเป็นผู้แทนนิติบุคคลซึ่งเป็นสมาชิกเฉพาะกรณี
กรรมการของนายจ้าง) |
| (2) |
มีสัญชาติไทยโดยการเกิด |
| (3) |
มีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี
(เฉพาะกรณีกรรมการของสหภาพแรงงาน)
|
- ให้มีคณะกรรมการเป็นผู้ดำเนินการและเป็นผู้แทนของนิติบุคคลในกิจการที่
เกี่ยวกับบุคคลภายนอกซึ่งคณะกรรมการจะมอบหมายให้กรรมการทำงาน
แทนก็ได้
การสอบบัญชี
- สมาคมนายจ้างและสหภาพแรงงานต้องจัดให้มีการตรวจสอบบัญชีทุกปี
และต้องเสนองบดุลพร้อมด้วยรายงานการสอบบัญชีของผู้สอบบัญชีต่อที่
ประชุมใหญ่
- เมื่อที่ประชุมใหญ่สมาคมนายจ้างหรือสหภาพแรงงานรับรองงบดุล
และรายงานการสอบบัญชีแล้วส่งสำเนาให้แก่นายทะเบียน
กรรมการลาออกจากตำแหน่ง
- นายทะเบียนมีอำนาจสั่งให้กรรมการออกจากตำแหน่งได้
เมื่อปรากฏว่า
| (1) |
การกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมายซึ่งเป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่
ของพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงาน ผู้ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน
หรือคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ |
| (2) |
ดำเนินการไม่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์อันเป็นการขัดต่อกฎหมาย
หรือความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือการเป็นภัยต่อเศรษฐกิจ
หรือความมั่นคงของประเทศ หรือ |
| (3) |
ให้หรือยินยอมให้ผู้ใดผู้หนึ่งหรือมิใช่กรรมการเป็นผู้ดำเนินกิจการ
ของสมาคมนายจ้างหรือสหภาพแรงงาน
| การเลิกสมาคมนายจ้างหรือสหภาพแรงงาน
- สมาคมนายจ้างหรือสหภาพแรงงานย่อมเลิกด้วยเหตุ
| (1) |
มีข้อบังคับกำหนดให้เลิกกรณีใด |
| (2) |
ที่ประชุมมีมติให้เลิก |
| (3) |
นายทะเบียนมีคำสั่งให้เลิก |
| (4) |
ล้มละลาย
| นายทะเบียนสั่งให้เลิก
- นายทะเบียนมีอำนาจสั่งให้เลิกสมาคมนายจ้างหรือสหภาพแรงงานในกรณี
ต่อไปนี้
| (1) |
เมื่อปรากฏว่า การดำเนินการขัดต่อวัตถุประสงค์
ขัดต่อกฎหมาย
หรือเป็นภัยต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ
หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อย
หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน |
| (2) |
เมื่อนายทะเบียนมีคำสั่งให้เลือกตั้งคณะกรรมการขึ้นใหม่และไม่ดำเนิน
เลือกตั้งภายในระยะภายในระยะเวลาที่กำหนด |
| (3) |
ไม่ดำเนินกิจการติดต่อกันเป็นเวลานานเกิน 2 ปี
| การชำระบัญชี
- เมื่อสมาคมนายจ้างหรือสหภาพแรงงานต้องเลิกให้แต่งตั้งผู้ชำระบัญชีและ
ทำการชำระบัญชี
ถ้ามีทรัพย์สินเหลือต้องโอนให้แก่นิติบุคคลอื่นตามที่ระบุ
ในข้อบังคับหรือตามมติของที่ประชุม
ถ้าข้อบังคับหรือที่ประชุมใหญ่มิได้ระบุ
ให้มอบแก่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเพื่อสวัสดิการของลูกจ้าง
สหพันธ์นายจ้างและสหพันธ์แรงงาน
- สมาคมนายจ้างและสองสมาคมขึ้นไปที่มีสมาชิกประกอบกิจการประเภท
เดียวกันอาจรวมกันจดทะเบียนจัดตั้งเป็นสหพันธ์นายจ้าง
เพื่อส่งเสริม
ความสัมพันธ์อันดีระหว่างสมาคมนายจ้างและคุ้มครองผลประโยชน์ของ
สมาคมนายจ้างและนายจ้างได้ สหภาพแรงงานตั้งแต่สองสหภาพแรงงาน
ขึ้นไป และแต่ละสหภาพแรงงาน
| (1) |
มีสมาชิกเป็นลูกจ้างของนายจ้างคนเดียวกันไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างซึ่งทำงาน
ในกิจการประเภทเดียวกันหรือไม่ หรือ |
| (2) |
สมาชิกเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกัน
ไม่ว่าเป็นลูกจ้าง
ของนายจ้างเดียวกันหรือไม่อาจรวมกันจดทะเบียนจัดตั้งเป็นสหพันธ์
แรงงาน
เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างสหภาพแรงงานและ
คุ้มครองแรงงานและคุ้มครองผลประโยชน์ของสหภาพแรงงานและลูกจ้าง |
- การจัดตั้งหรือการเข้าเป็นสมาชิกของสหพันธ์นายจ้างหรือสหพันธ์แรงงาน
กระทำได้ต่อเมื่อ
ได้รับความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของ
จำนวนสมาชิกทั้งหมดของแต่ละสมาคมนายจ้างหรือแต่ละสหภาพแรงงาน
- ให้สหพันธ์นายจ้างและสหพันธ์แรงงานที่ได้จดทะเบียนแล้วเป็นนิติบุคคล
- คณะกรรมการสหพันธ์นายจ้างให้เลือกตั้งจากผู้แทนของสมาคมนายจ้างซึ่ง
เป็นสมาชิก
และคณะกรรมการสหพันธ์แรงงานให้เลือกตั้งจากผู้แทนของสหภาพ
แรงงานซึ่งเป็นสมาชิก
สภาองค์การนายจ้าง
- สมาคมนายจ้างหรือสหพันธ์นายจ้างไม่น้อยกว่า 5
แห่งอาจจัดตั้งสภาองค์การ นายจ้าง
เพื่อส่งเสริมการศึกษาและส่งเสริมการแรงงานสัมพันธ์
- สภาองค์การนายจ้างต้องมีข้อบังคับและต้องจดทะเบียน
เมื่อได้จดทะเบียนแล้ว สมาคมองค์การนายจ้างเป็นนิติบุคคล
- กรรมการสมาคมนายจ้าง สหพันธ์นายจ้าง และสภาองค์กรนายจ้าง
ที่พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากการกระทำการฝ่าฝืน
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ จะดำรงตำแหน่งดังกล่าวคราว ต่อไปได้
เมื่อพ้น 1 ปี นับแต่วันที่นายทะเบียนสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง
สภาองค์การลูกจ้าง
- สหภาพแรงงานหรือสหพันธ์แรงงานไม่น้อยกว่า 15 แห่ง
อาจจัดตั้งสภาองค์ การลูกจ้าง
เพื่อส่งเสริมการศึกษาและส่งเสริมการแรงงานสัมพันธ์ได้
- สภาองค์การลูกจ้างต้องมีข้อบังคับและต้องจดทะเบียน
เมื่อได้จดทะเบียนแล้ว สภาองค์การลูกจ้างเป็นนิติบุคคล
- กรรมการสหภาพแรงงานสหพันธ์แรงงาน
และสภาองค์การลูกจ้างที่พ้นจาก
ตำแหน่งเนื่องจากการกระทำการฝ่าฝืน พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์
จะดำรง ตำแหน่งดังกล่าวคราวต่อไปได้เมื่อพ้น 1 ปี
นับแต่วันที่นายทะเบียนสั่งให้พ้น จากตำแหน่ง
การกระทำอันไม่เป็นธรรม ข้อห้าม
- ห้ามมิให้นายจ้าง
| (1) |
เลิกจ้าง หรือกระทำการใด ๆ
อันอาจเป็นผลให้ลูกจ้างไม่สามารถทำงาน อยู่ต่อไปได้
เพราะเหตุที่ลูกจ้างได้นัดชุมนุม ทำคำร้อง
ยื่นข้อเรียกร้อง เจรจา หรือดำเนินการฟ้องร้อง
หรือเป็นพยาน หรือให้หลักฐานต่อ พนักงานเจ้าหน้าที่
หรือนายทะเบียน พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงาน
ผู้ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานหรือกรรมการแรงงานสัมพันธ์
หรือต่อศาล
หรือเพราะเหตุที่ลูกจ้างหรือสหภาพแรงงานกำลังจะกระทำการดังกล่าว |
| (2) |
เลิกจ้างหรือกระทำการใด ๆ
อันอาจเป็นผลให้ลูกจ้างไม่สามารถทำงานอยู่
ต่อไปได้เพราะเหตุที่ลูกจ้างนั้นเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงาน |
| (3) |
ขัดขวางในการที่ลูกจ้างเป็นสมาชิกหรือให้ลูกจ้างออกจากการเป็นสมาชิก
สหภาพแรงงาน
หรือให้หรือตกลงจะให้เงินหรือทรัพย์สินแก่ลูกจ้าง
หรือเจ้าหน้าที่ของสหภาพแรงงาน
เพื่อมิให้สมัครหรือรับสมัครลูกจ้าง
เป็นสมาชิกหรือเพื่อให้ออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงาน |
| (4) |
ขัดขวางการดำเนินการของสหภาพแรงงานหรือสหพันธ์แรงงาน
หรือขัดขวางการใช้สิทธิของลูกจ้างในการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน
หรือ |
| (5) |
เข้าแทรกแซงในการดำเนินการของสหภาพแรงงาน
หรือสหพันธ์แรงงาน |
- ห้ามมิให้ผู้ใด
| (1) |
บังคับหรือขู่เข็ญให้ลูกจ้างต้องเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานหรือต้องออก
จากการเป็นสมาชิก สหภาพแรงงาน หรือ |
| (2) |
การกระทำใด ๆ
อันอาจเป็นผลให้นายจ้างฝ่าฝืนข้างต้น
|
- ห้ามเลิกจ้างในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือคำชี้ขาดมีผล
ใช้บังคับ
ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง
เว้นแต่
| (1) |
ทุจริตต่อหน้าที่ |
| (2) |
กระทำความผิดอาญาโดยเจตนาต่อนายจ้าง |
| (3) |
จงใจทำให้นายจ้างเสียหาย |
| (4) |
ฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบ
หรือคำสั่งซึ่งนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว
เว้นแต่กรณีร้ายแรง |
| (5) |
ละทิ้งหน้าที่ 3 วันทำงานติดต่อกัน
โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร |
| (6) |
ทำการใด ๆ
ให้มีการฝ่าฝืนข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง หรือคำชี้ขาด
| เมื่อมีการฝ่าฝืน
- เมื่อมีการฝ่าฝืนการห้ามข้างต้น
ผู้เสียหายอาจยื่นคำร้องกล่าวหาต่อ
คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ได้ภายใน 60 วัน
นับแต่วันที่มีการฝ่าฝืน
- เมื่อได้รับคำร้องกล่าวหา ให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์
พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด และออกคำสั่งภายใน 90 วัน
- ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาได้ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์
การดำเนินคดีอาญาให้เป็นอันระงับไป
- การฝ่าฝืน
จะดำเนินคดีอาญาได้ต่อเมื่อผู้ถูกกล่าวหาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของ
คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์
- ผู้ใดกระทำตนเป็นที่ปรีกษานายจ้าง
หรือที่ปรึกษาลูกจ้างโดยไม่ได้รับการ จดทะเบียน
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
หมายเหตุ
สาระสำคัญที่จัดทำขึ้นนี้เพื่อให้ได้ทราบว่ากฎหมายได้บัญญัติถึงเรื่องอะไรไว้อย่างไร
พอเป็นสังเขปเท่านั้น ส่วนการปฏิบัติตามกฎหมายจริง ๆ
หรือจะพิจารณาว่าการปฏิบัติใดถูกผิดอย่างไรขอให้
ดูที่ตัวบทกฎหมายนั้นโดยตรง
|
|