กฎหมายไทย
สิทธิและหน้าที่ของนายจ้างและลูกจ้าง
สรุปพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518
สรุปสาระประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยในการทำงาน
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518
อัตราค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศ
พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537
พระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543
พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533
พระราชบัญญัติส่งเสริมการฝึกอาชีพ พ.ศ. 2537
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522
พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534
พระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530
หน้าแรก
ข้อมูลเกี่ยวกับ TLC

พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518

พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ซึ่งในขณะนี้กำลังมีการพิจารณาทบทวนอยู่นั้นเป็น พ.ร.บ. ที่กำกับความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเกี่ยวกับสิทธิของคนงานที่สามารถรวมตัวจัดตั้งองค์กรแรงงาน และกำหนดหลักเกณฑ์ในการจัดทำและยื่นข้อเสนอร้องเรียนกรณีพิพาทด้านแรงงานและอนุญาโตตุลาการ การไกล่เกลี่ย และขั้นตอนสำหรับการนัดหยุดงาน หรือการผละงาน รวมทั้งคุ้มครองลูกจ้างในกรณีที่ได้รับการปฏิบัตติต่ออย่างไม่เป็นธรรม ได้แก่ การละเมิดสิทธิแรงงาน การกีดกันขัดขวาง หรือการปลดออกจากงานหรือการกระทำอื่นใดที่เป็นอุปสรรคขัดขวาง ทำให้ลูกจ้างไม่สามารถใช้สิทธิของตนตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานได้
ที่มา : ไดอารี่แรงงาน 2544 มูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท หน้า 18

ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง
ข้อเรียกร้อง
ผู้เข้าร่วมเจรจาฝ่ายนายจ้าง
ผู้เข้าร่วมเจรจาฝ่ายลูกจ้าง
การเจรจา
ที่ปรึกษา
การทำข้อตกลง

วิธีระงับข้อพิพาทแรงงาน

ถ้าตกลงกันไม่ได้
ผลของการแจ้งข้อเรียกร้อง
ห้ามบุคคลอื่นเกี่ยวข้อง
ห้ามปิดงานห้ามนัดหยุดงาน
การเปิดงานการนัดหยุดงานทำความเสียหาย
คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์
คณะกรรมการลูกจ้าง

สมาคมนายจ้างและสหภาพแรงงาน

วัตถุประสงค์
ต้องจดทะเบียน
ผู้มีสิทธิจัดตั้ง
การขอจดทะเบียน
ข้อบังคับ
อำนาจหน้าที่
สมาชิก
ทะเบียนสมาชิก
การประชุมใหญ่ครั้งแรก
กิจของที่ประชุมใหญ่
กรรมการ
การสอบบัญชี
กรรมการลาออกจากตำแหน่ง
การเลิกสมาคมนายจ้างหรือสหภาพแรงงาน
นายทะเบียนสั่งให้เลิก
การชำระบัญชี
สหพันธ์นายจ้างและสหพันธ์แรงงาน
สภาองค์การนายจ้าง
สภาองค์การลูกจ้าง

การกระทำอันไม่เป็นธรรม

ข้อห้าม
เมื่อมีการฝ่าฝืน
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง
  1. ให้สถานประกอบการที่มีลูกจ้าง 20 คน ขึ้นไป จัดให้มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพ การจ้างในกรณีสงสัยให้ถือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับ สภาพการจ้าง
  2. ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างอย่างน้อยต้องมีข้อความเกี่ยวกับเงื่อนไข การจ้างหรือการทำงาน วันเวลาทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ การร้องทุกข์ การเลิกจ้าง การแก้ไขเพิ่มเติมหรือการต่ออายุข้อตกลง
  3. อายุข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง
    (1) จะตกลงให้ใช้บังคับเกิน 3 ปีไม่ได้
    (2) ถ้ามิได้กำหนดอายุไว้ ให้ถือว่าข้อตกลงใช้บังคับ 1 ปี
    (3) ถ้าอายุข้อตกลงสิ้นสุดและยังมิได้ตกลงใหม่ให้ใช้บังคับต่อไปคราวละ 1 ปี
ข้อเรียกร้อง
  1. ถ้าจะกำหนดหรือแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง นายจ้าง หรือลูกจ้างต้องแจ้งข้อเรียกร้องเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ
  2. ถ้าลูกจ้างเป็นผู้แจ้ง (เว้นแต่สภาพแรงงานเป็นผู้แจ้ง) ข้อเรียกร้องต้อง มีรายชื่อและลายมือชื่อของลูกจ้างซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องไม่น้อยกว่า ร้อยละ 15 ของลูกจ้างทั้งหมดซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องนั้น
  3. สมาคมนายจ้างหรือสหภาพแรงงานอาจแจ้งข้อเรียกร้องแทนก็ได้ แต่ใน กรณีสหภาพแรงงานต้องมีสมาชิกเป็นลูกจ้างไม่น้อยกว่า 1/5 ของลูกจ้าง ทั้งหมดถ้าสงสัยอาจร้องขอให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานตรวจ และออกหนังสือรับรองก็ได้
ผู้เข้าร่วมเจรจาฝ่ายนายจ้าง
  1. ผู้เข้าร่วมในการเจรจาฝ่านนายจ้าง นอกจากนายจ้างเองแล้ว อาจจะตั้ง ผู้แทนซึ่งต้อง
    (1) เป็นกรรมการ ผู้ถือหุ้น ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือลูกจ้างประจำของนายจ้าง กรรมการของสมาคมนายจ้างหรือกรรมการของสหพันธ์นายจ้าง
    (2) มีจำนวนไม่เกิน 7 คน
    (3) ระบุชื่อไว้ในข้อเรียกร้อง
ผู้เข้าร่วมเจรจาฝ่ายลูกจ้าง
  1. ผู้เข้าร่วมในการเจรจาของฝ่ายลูกจ้าง อาจตั้งเป็นผู้แทน ดังนี้
    (1) เป็นลูกจ้างซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง หรือเป็นกรรมการของสหภาพ แรงงานหรือของสหพันธ์แรงงานที่ลูกจ้างซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง เป็นสมาชิก
    (2) มีจำนวนไม่เกิน 7 คน
    (3) การเลือกตั้งผู้แทน ลูกจ้างจะจัดการเองหรือจะร้องขอให้พนักงาน ประนอมพิพาทแรงงานจัดการแทนก็ได้
    (4) ถ้าเลือกตั้งแล้ว ให้ระบุชื่อผู้แทนพร้อมกับการแจ้งข้อเรียกร้อง
    (5) ถ้าลูกจ้างเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานอื่นด้วย ให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงาน จัดการเลือกตั้งผู้แทนลูกจ้าง
การเจรจา
  1. เมื่อได้รับข้อเรียกร้องแล้ว ให้ฝ่ายที่ได้รับข้อเรียกร้องแจ้งชื่อตนเอง หรือผู้แทนให้ฝ่ายที่แจ้งทราบโดยมิชักช้า และให้ทั้งสองฝ่ายเริ่มเจรจากัน ภายใน 3 วัน นับแต่วันที่ได้รับข้อเรียกร้อง
ที่ปรึกษา
  1. นายจ้างหรือลูกจ้างจะแต่งตั้งที่ปรึกษาเพื่อให้คำปรึกษาแนะนำแก่ผู้แทน ของตนก็ได้ แต่ต้องมีจำนวนไม่เกิน ฝ่ายละ 2 คน โดยแจ้งชื่อที่ปรึกษาไว้ใน ข้อเรียกร้อง หรือในหนังสือแจ้งชื่อผู้แทนให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ และที่ปรึกษา กำหนดอยู่ในตำแหน่งได้คราวละ 2 ปี
การทำข้อตกลง
  1. ถ้าทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงเกี่ยวกับข้อเรียกร้องได้แล้ว
    (1) ให้ทำข้อตกลงเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อของทั้งสองฝ่าย
    (2) ข้อตกลงมีผลผูกพันนายจ้างและลูกจ้างซึ่งลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้อง ตลอดจนลูกจ้างซึ่งมีส่วนในการเลือกตั้งผู้เข้าร่วมในการเจรจาทุกคน
    (3) ให้นายจ้างประกาศข้อตกลงไว้ ณ สถานที่ที่ลูกจ้างทำงานโดยเปิดเผย เริ่มประกาศภายใน 3 วันนับแต่วันที่ ตกลงกันได้เป็นเวลาไม่น้อยกว่า
    30 วัน
    (4) ให้นายจ้างนำข้อตกลงจดทะเบียนต่ออธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครอง แรงงานภายใน 15 วัน
    (5) ห้ามมิให้นายจ้างทำสัญญาจ้างแรงงานขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยว กับสภาพการจ้าง เว้นแต่จะเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่า
วิธีระงับข้อพิพาทแรงงาน
ถ้าตกลงกันไม่ได้
  1. ถ้าไม่มีเจรจาภายในกำหนด หรือมีการเจรจากันแล้วแต่จะตกลงกันไม่ได้ ให้ถือว่าได้มีข้อพิพาทแรงงานเกิดขึ้น
    (1) ให้ฝ่ายแจ้งข้อเรียกร้องแจ้งให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานทราบ ภายใน 24 ชั่วโมง นับแต่เวลาที่พ้นกำหนดหรือนับแต่เวลาที่ตกลงกันไม่ได้
    (2) เมื่อได้รับแจ้งแล้ว ให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานการไกล่เกลี่ย ให้ทั้งสองฝ่ายตกลงกันภายใน 5 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง
    (3) ถ้าตกลงกันได้ให้ทำข้อตกลง
    (4) ถ้าไม่อาจตกลงกันได้ ให้ถือว่าเป็นข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ และมีทางเลือกปฏิบัติ คือ
    (ก) ทั้งสองฝ่ายตกลงกันตั้งผู้ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานเพื่อชี้ขาดแรงงาน
    (ข) นายจ้างปิดงานได้
    (ค) ลูกจ้างนัดหยุดงานได้
    (ง) เฉพาะข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ในกิจการ การรถไฟ การท่าเรือ การโทรศัพท์ การโทรคมนาคม การผลิตหรือการจำหน่ายพลังงาน หรือกระแสไฟฟ้า การประปา การผลิตหรือ การกลั่นน้ำมันเชื้อเพลิง โรงพยาบาลให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงาน ส่งข้อพิพาทแรงงาน ให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์พิจารณาวินิจฉัยแจ้งให้ทั้งสองฝ่ายทราบ ภายใน 30 วันแต่ทั้งสองฝ่ายมีสิทธิอุทรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวง แรงงานและสวัสดิการสังคมภายใน 7 วันและให้รัฐมนตรีแรงงานและ สวัสดิการสังคมวินิจฉัยอุทธรณ์และแจ้งให้ทั้งสองฝ่ายทรายภายใน 10 วัน (จ) ข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ในกิจการอื่นนอกจาก
    (ฉ) ถ้ารัฐมนนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมเห็นว่า ข้อพิพาทนั้นอาจมีผลกระทบกระเทือนต่อเศรษฐกิจของประเทศหรือความ สงบเรียบร้อยของประชาชนรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้คณะกรรมการแรงงาน สัมพันธ์ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานนั้นไม่ได้
ผลของการแจ้งข้อเรียกร้อง
  1. เมื่อข้อเรียกร้องยังอยู่ในการเจรจา การไกล่เกลี่ย หรือการชี้ขาด ห้ามมิให้ นายจ้างเลิกจ้าง หรือโยกย้ายหน้าที่การงานลูกจ้างซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง เว้นแต่
    (1) ทุจริตต่อหน้าที่
    (2) การทำความผิดอาญาโดยเจตนาต่อนายจ้าง
    (3) จงใจทำให้นายจ้างเสียหาย
    (4) ฝ่าฝืนข้อบังคับหรือคำสั่งซึ่งนายจ้างไดัตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีร้ายแรง
    (5) ละทิ้งหน้าที่ 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร
ห้ามบุคคลอื่นเกี่ยวข้อง
  1. ห้ามมิให้บุคคลอื่น (ซึ่งมิใช่นายจ้าง ลูกจ้างกรรมการสมาคมนายจ้าง กรรมการสหภาพแรงงาน กรรมการสหพันธ์นายจ้าง กรรมการสหพันธ์แรงงาน ผู้แทนหรือที่ปรึกษา) เข้าไปดำเนินการหรือร่วมกระทำการใด ๆ ในการเรียกร้อง การเจรจา การไกล่เกลี่ย การชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน การปิดงาน หรือชุมนุมใน การนัดหยุดงาน
ห้ามปิดงานห้ามนัดหยุดงาน
  1. ห้ามมิให้นายจ้างปิดงานหรือลูกจ้างนัดหยุดงานในกรณี
    (1) เมื่อยังไม่มีการแจ้งข้อเรียกร้อง
    (2) เมื่อข้อพิพาทแรงงานยังไม่เป็นข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้
    (3) เมื่อฝ่ายที่มีหน้าที่ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงหรือคำชี้ขาดแล้ว
    (4) เมื่ออยู่ในระหว่างการพิจารณาวินิจฉัยหรือชี้ขาด
    (5) ยังมิได้แจ้งเป็นหนังสือให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานและอีก ฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้า 24 ชั่วโมง
    (6) ในกรณีที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกหรือ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมมีอำนาจประกาศ ห้ามมิให้นายจ้างปิดงานหรือลูกจ้างนัดหยุดงาน
การเปิดงานการนัดหยุดงานทำความเสียหาย
  1. ถ้าเห็นว่าการเปิดงานหรือการนัดหยุดงานอาจทำให้เกิดความเสียหายแก่ เศรษฐกิจของประเทศหรืออาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน หรืออาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ หรืออาจขัดต่อความสงบ เรียบร้อยของปรระชาชนให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการ สังคมมีอำนาจดังต่อไปนี้
    (1) สั่งนายจ้างซึ่งเปิดงานรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานและจ่ายค่าจ้างให้
    (2) สั่งให้ลูกจ้างซึ่งนัดหยุดงานกลับเข้าทำงานตามปกติ
    (3) จัดให้บุคคลเข้าทำงานแทนลูกจ้างซึ่งมิได้ทำงานเพราะการปิดงานหรือ การนัดหยุดงาน
    (4) สั่งให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน
คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์
  1. ให้มีคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ซึ่งมีอำนาจและหน้าที่ ดังนี้
    (1) วินิจฉัยข้อพิพาทแรงงาน
    (2) ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน
    (3) วินิจฉัยชี้ขาดคำเรียกร้องเรื่องการกระทำอันไม่เป็นธรรม ซึ่งอาจสั่งให้ นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานหรือให้จ่ายค่าเสียหาย หรือให้ปฏิบัติ หรือไม่ให้ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง
    (4) เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการเรียกร้องการเจรจาการระงับข้อพิพาท แรงงาน การนัดหยุดงานและการปิดงานตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวง แรงงานและสวัสดิการสังคมมอบหมาย
คณะกรรมการลูกจ้าง
  1. ในสถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้าง 50 คนขึ้นไป ลูกจ้างอาจจัดตั้ง คณะกรรมการลูกจ้างให้กรรมการลูกจ้างอยู่ในต่ำแหน่งคราวละ 3 ปี นายจ้างต้องจัดให้มีการประชุมหารือกับคณะกรรมการลูกจ้างอย่างน้อย 3 เดือนต่อหนึ่งครั้ง หรือเมื่อกรรมการลูกจ้างเกิน 1/2 ของกรรมการ ลูกจ้างทั้งหมด หรือสหภาพแรงงานร้องขอโดยมีเหตุผลสมควร เพื่อ
    (1) จัดสวัสดิการให้แก่ลูกจ้าง
    (2) ปรึกษาหารือในการกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน
    (3) พิจารณาคำร้องทุกข์ของลูกจ้าง
    (4) หาทางระงับข้อขัดแย้ง
  2. ถ้าเห็นว่าการกระทำของนายจ้างจะทำให้ลูกจ้างไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือได้รับความเดือดร้อนเกิดสมควรคณะกรรมการลูกจ้าง ลูกจ้างหรือสหภาพแรงงานมีสิทธิร้องขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยได้
สมาคมนายจ้างและสหภาพแรงงาน
วัตถุประสงค์
  1. วัตถุประสงค์ของสมาคมนายจ้างและสหภาพแรงงาน คือ แสวงหาและ คุ้มครองผลประโยชน์เกี่ยวกับสภาพการจ้าง และส่งเสริมความสัมพันธ์ อันดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างและระหว่างนายจ้างด้วยกัน สำหรับสมาคม นายจ้าง และระหว่างลูกจ้างด้วยกัน
ต้องจดทะเบียน
  1. สมาคมนายจ้างและสหภาพแรงงานต้องมีข้อบังคับและจดทะเบียนต่อ นายทะเบียนแล้วให้เป็นนิติบุคคล
ผู้มีสิทธิจัดตั้ง
  1. ผู้มีสิทธิจัดตั้งสมาคมนายจ้างหรือสหภาพแรงงานต้องบรรลุนิติภาวะ และมีสัญชาติไทย ต้องเป็นนายจ้างที่ประกอบกิจการประเภทเดียวกัน (สำหรับสมาคมนายจ้าง) ต้องเป็นลูกจ้างของนายจ้างคนเดียวกันหรือ เป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกัน โดยไม่คำนึงถึงว่าจะมี นายจ้างกี่คน (สำหรับสหภาพแรงงาน)
การขอจดทะเบียน
  1. ในการขอจดทะเบียนจัดตั้ง ให้ผู้มีสิทธิจัดตั้งไม่น้อยกว่า 3 คน (สำหรับสมาคมนายจ้าง) ไม่น้อยกว่า 10 คน (สำหรับสหภาพแรงงาน) เป็นผู้เริ่มก่อการ ยื่นคำขอต่อนายทะเบียนพร้อมด้วยร่างข้อบังคับอย่างน้อย
    3 ฉบับ
ข้อบังคับ
  1. ข้อบังคับอย่างน้อยต้องมีข้อความเกี่ยวข้องกับชื่อ (ของสมาคมนายจ้าง หรือสหภาพแรงงาน) วัตถุประสงค์ ที่ตั้งสำนักงาน วิธีสมาชิกและการขาดจากสมาชิก ค่าสมัครและค่าบำรุงและวิธีการชำระ สิทธิและหน้าที่ของสมาชิก ข้อกำหนดเกี่ยวกับการจัดการ การใช้เงิน การเกิดรักษาเงินและทรัพย์สิน การทำบัญชี การตรวจบัญชี วิธีพิจารณาการปิดงาน (สำหรับสมาคมนายจ้าง) วิธีพิจารณา การนัดหยุดงาน (สำหรับสหภาพแรงงาน) วิธีอนุมัติข้อตกลงเกี่ยวกับ สภาพการจ้าง การประชุมใหญ่ จำนวนกรรมการ การเลือตั้งกรรมการ วาระของการเป็นกรรมการ การพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ และการประชุม ของคณะกรรมการ
  2. การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ จะกระทำได้โดยมติที่ประชุมใหญ่ และจดทะเบียน ภายใน 14 วัน
อำนาจหน้าที่
  1. สมาคมนายจ้างหรือสหภาพแรงงานมีอำนาจหน้าที่ ดังนี้
    (1) เรียกร้อง เจรจา ทำข้อตกลง และรับทราบ คำชี้ขาด หรือทำความตกลง กันได้
    (2) จัดการและดำเนินการให้สมาชิกได้รับประโยชน์ตามวัตถุประสงค์
    (3) จัดให้มีบริการสนเทศแก่สมาชิก
    (4) ให้คำปรึกษาเพื่อแก้ไขปัญหาหรือขจัดข้อขัดแย้งเกี่ยวกับการบริหาร และการทำงาน
    (5) ให้บริการการจัดสรรเงินหรือทรัพย์สินเพื่อสวัสดิการสมาชิก หรือเพื่อ สาธารณะประโยชน์
    (6) เรียกเก็บค่าสมาชิกและค่าบำรุงสมาชิก
สมาชิก
  1. สมาชิกต้องเป็นนายจ้างที่ประกอบกิจการประเภทเดียวกัน (สำหรับสมาคม นายจ้าง) ต้องเป็นลูกจ้างคนเดียวกัน หรือเป็นลูกจ้างในกิจการประเภท เดียวกัน และมีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป (สำหรับสหภาพแรงงาน)
  2. มีสิทธิตรวจสอบทะเบียนสมาชิก เอกสารหรือบัญชีในเวลาเปิดทำการ
ทะเบียนสมาชิก
  1. สมาคมนายจ้างและสหภาพแรงงานต้องจัดให้มีทะเบียนสมาชิก และเก็บรักษา ไว้ที่สำนักงานพร้อมที่จะได้ในเวลาทำงาน
การประชุมใหญ่ครั้งแรก
  1. ภายใน 120 วัน นับแต่วันที่ได้จดทะเบียน ให้ผู้เริ่มก่อการจัดให้มีการประชุม ใหญ่สามัญครั้งแรก เพื่อ
    (1) เลือกตั้งคณะกรรมการ
    (2) มอบหมายการทั้งปวงให้แก่คณะกรรมการ
    (3) อนุมัติข้อบังคับที่ยื่นแก่นายทะเบียน
    (4) นำสำเนาข้อบังคับและรายชื่อของกรรมการไปจดทะเบียนภายใน 14 วัน
กิจของที่ประชุมใหญ่
  1. กิจของที่ประชุมใหญ่ มีดังนี้
    (1) เลือกตั้งกรรมการ ผู้สอบบัญชี
    (2) รับรองงบดุล รายงานประจำปี และงบประมาณ
    (3) จัดสรรเงินหรือทรัพย์สินเพื่อสวัสดิการของสมาชิก หรือเพื่อสาธารณะ ประโยชน์
    (4) กิจการอันอาจกระทบส่วนได้เสียของสมาชิกเป็นส่วนรวม
    (5) แก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ
    (6) ก่อตั้งหรือเป็นสมาชิกของสหพันธ์นายจ้าง (สำหรับสมาคมนายจ้าง) ก่อตั้งหรือเป็นสมาชิกของสหพันธ์แรงงาน (สำหรับสหภาพแรงงาน)
    (7) เลิกสมาคมนายจ้าง (สำหรับสมาคมนายจ้าง) เลิกสหภาพแรงงาน (สำหรับสหภาพแรงงาน)
    (8) นัดหยุดงานเมื่อมีข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ แต่ต้องมี คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดของสหภาพแรงงาน และต้องลงคะแนนเสียงเป็นการลับ
กรรมการ
  1. กรรมการมีคุณสมบัติ ดังนี้
    (1) เป็นสมาชิก (หรือเป็นผู้แทนนิติบุคคลซึ่งเป็นสมาชิกเฉพาะกรณี กรรมการของนายจ้าง)
    (2) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
    (3) มีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี (เฉพาะกรณีกรรมการของสหภาพแรงงาน)
  2. ให้มีคณะกรรมการเป็นผู้ดำเนินการและเป็นผู้แทนของนิติบุคคลในกิจการที่ เกี่ยวกับบุคคลภายนอกซึ่งคณะกรรมการจะมอบหมายให้กรรมการทำงาน แทนก็ได้
การสอบบัญชี
  1. สมาคมนายจ้างและสหภาพแรงงานต้องจัดให้มีการตรวจสอบบัญชีทุกปี และต้องเสนองบดุลพร้อมด้วยรายงานการสอบบัญชีของผู้สอบบัญชีต่อที่ ประชุมใหญ่
  2. เมื่อที่ประชุมใหญ่สมาคมนายจ้างหรือสหภาพแรงงานรับรองงบดุล และรายงานการสอบบัญชีแล้วส่งสำเนาให้แก่นายทะเบียน
กรรมการลาออกจากตำแหน่ง
  1. นายทะเบียนมีอำนาจสั่งให้กรรมการออกจากตำแหน่งได้ เมื่อปรากฏว่า
    (1) การกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมายซึ่งเป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ ของพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงาน ผู้ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน หรือคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์
    (2) ดำเนินการไม่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์อันเป็นการขัดต่อกฎหมาย หรือความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือการเป็นภัยต่อเศรษฐกิจ หรือความมั่นคงของประเทศ หรือ
    (3) ให้หรือยินยอมให้ผู้ใดผู้หนึ่งหรือมิใช่กรรมการเป็นผู้ดำเนินกิจการ ของสมาคมนายจ้างหรือสหภาพแรงงาน
การเลิกสมาคมนายจ้างหรือสหภาพแรงงาน
  1. สมาคมนายจ้างหรือสหภาพแรงงานย่อมเลิกด้วยเหตุ
    (1) มีข้อบังคับกำหนดให้เลิกกรณีใด
    (2) ที่ประชุมมีมติให้เลิก
    (3) นายทะเบียนมีคำสั่งให้เลิก
    (4) ล้มละลาย
นายทะเบียนสั่งให้เลิก
  1. นายทะเบียนมีอำนาจสั่งให้เลิกสมาคมนายจ้างหรือสหภาพแรงงานในกรณี ต่อไปนี้
    (1) เมื่อปรากฏว่า การดำเนินการขัดต่อวัตถุประสงค์ ขัดต่อกฎหมาย หรือเป็นภัยต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
    (2) เมื่อนายทะเบียนมีคำสั่งให้เลือกตั้งคณะกรรมการขึ้นใหม่และไม่ดำเนิน เลือกตั้งภายในระยะภายในระยะเวลาที่กำหนด
    (3) ไม่ดำเนินกิจการติดต่อกันเป็นเวลานานเกิน 2 ปี
การชำระบัญชี
  1. เมื่อสมาคมนายจ้างหรือสหภาพแรงงานต้องเลิกให้แต่งตั้งผู้ชำระบัญชีและ ทำการชำระบัญชี ถ้ามีทรัพย์สินเหลือต้องโอนให้แก่นิติบุคคลอื่นตามที่ระบุ ในข้อบังคับหรือตามมติของที่ประชุม ถ้าข้อบังคับหรือที่ประชุมใหญ่มิได้ระบุ ให้มอบแก่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเพื่อสวัสดิการของลูกจ้าง
สหพันธ์นายจ้างและสหพันธ์แรงงาน
  1. สมาคมนายจ้างและสองสมาคมขึ้นไปที่มีสมาชิกประกอบกิจการประเภท เดียวกันอาจรวมกันจดทะเบียนจัดตั้งเป็นสหพันธ์นายจ้าง เพื่อส่งเสริม ความสัมพันธ์อันดีระหว่างสมาคมนายจ้างและคุ้มครองผลประโยชน์ของ สมาคมนายจ้างและนายจ้างได้ สหภาพแรงงานตั้งแต่สองสหภาพแรงงาน
    ขึ้นไป และแต่ละสหภาพแรงงาน
    (1) มีสมาชิกเป็นลูกจ้างของนายจ้างคนเดียวกันไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างซึ่งทำงาน ในกิจการประเภทเดียวกันหรือไม่ หรือ
    (2) สมาชิกเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกัน ไม่ว่าเป็นลูกจ้าง ของนายจ้างเดียวกันหรือไม่อาจรวมกันจดทะเบียนจัดตั้งเป็นสหพันธ์ แรงงาน เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างสหภาพแรงงานและ คุ้มครองแรงงานและคุ้มครองผลประโยชน์ของสหภาพแรงงานและลูกจ้าง
  2. การจัดตั้งหรือการเข้าเป็นสมาชิกของสหพันธ์นายจ้างหรือสหพันธ์แรงงาน กระทำได้ต่อเมื่อ ได้รับความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของ จำนวนสมาชิกทั้งหมดของแต่ละสมาคมนายจ้างหรือแต่ละสหภาพแรงงาน
  3. ให้สหพันธ์นายจ้างและสหพันธ์แรงงานที่ได้จดทะเบียนแล้วเป็นนิติบุคคล
  4. คณะกรรมการสหพันธ์นายจ้างให้เลือกตั้งจากผู้แทนของสมาคมนายจ้างซึ่ง เป็นสมาชิก และคณะกรรมการสหพันธ์แรงงานให้เลือกตั้งจากผู้แทนของสหภาพ แรงงานซึ่งเป็นสมาชิก
สภาองค์การนายจ้าง
  1. สมาคมนายจ้างหรือสหพันธ์นายจ้างไม่น้อยกว่า 5 แห่งอาจจัดตั้งสภาองค์การ นายจ้าง เพื่อส่งเสริมการศึกษาและส่งเสริมการแรงงานสัมพันธ์
  2. สภาองค์การนายจ้างต้องมีข้อบังคับและต้องจดทะเบียน เมื่อได้จดทะเบียนแล้ว สมาคมองค์การนายจ้างเป็นนิติบุคคล
  3. กรรมการสมาคมนายจ้าง สหพันธ์นายจ้าง และสภาองค์กรนายจ้าง ที่พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากการกระทำการฝ่าฝืน พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ จะดำรงตำแหน่งดังกล่าวคราว ต่อไปได้ เมื่อพ้น 1 ปี นับแต่วันที่นายทะเบียนสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง
สภาองค์การลูกจ้าง
  1. สหภาพแรงงานหรือสหพันธ์แรงงานไม่น้อยกว่า 15 แห่ง อาจจัดตั้งสภาองค์ การลูกจ้าง เพื่อส่งเสริมการศึกษาและส่งเสริมการแรงงานสัมพันธ์ได้
  2. สภาองค์การลูกจ้างต้องมีข้อบังคับและต้องจดทะเบียน เมื่อได้จดทะเบียนแล้ว สภาองค์การลูกจ้างเป็นนิติบุคคล
  3. กรรมการสหภาพแรงงานสหพันธ์แรงงาน และสภาองค์การลูกจ้างที่พ้นจาก ตำแหน่งเนื่องจากการกระทำการฝ่าฝืน พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ จะดำรง ตำแหน่งดังกล่าวคราวต่อไปได้เมื่อพ้น 1 ปี นับแต่วันที่นายทะเบียนสั่งให้พ้น จากตำแหน่ง
การกระทำอันไม่เป็นธรรม
ข้อห้าม
  1. ห้ามมิให้นายจ้าง
    (1) เลิกจ้าง หรือกระทำการใด ๆ อันอาจเป็นผลให้ลูกจ้างไม่สามารถทำงาน อยู่ต่อไปได้ เพราะเหตุที่ลูกจ้างได้นัดชุมนุม ทำคำร้อง ยื่นข้อเรียกร้อง เจรจา หรือดำเนินการฟ้องร้อง หรือเป็นพยาน หรือให้หลักฐานต่อ พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือนายทะเบียน พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงาน ผู้ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานหรือกรรมการแรงงานสัมพันธ์ หรือต่อศาล หรือเพราะเหตุที่ลูกจ้างหรือสหภาพแรงงานกำลังจะกระทำการดังกล่าว
    (2) เลิกจ้างหรือกระทำการใด ๆ อันอาจเป็นผลให้ลูกจ้างไม่สามารถทำงานอยู่ ต่อไปได้เพราะเหตุที่ลูกจ้างนั้นเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงาน
    (3) ขัดขวางในการที่ลูกจ้างเป็นสมาชิกหรือให้ลูกจ้างออกจากการเป็นสมาชิก สหภาพแรงงาน หรือให้หรือตกลงจะให้เงินหรือทรัพย์สินแก่ลูกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่ของสหภาพแรงงาน เพื่อมิให้สมัครหรือรับสมัครลูกจ้าง เป็นสมาชิกหรือเพื่อให้ออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงาน
    (4) ขัดขวางการดำเนินการของสหภาพแรงงานหรือสหพันธ์แรงงาน หรือขัดขวางการใช้สิทธิของลูกจ้างในการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน หรือ
    (5) เข้าแทรกแซงในการดำเนินการของสหภาพแรงงาน หรือสหพันธ์แรงงาน
  2. ห้ามมิให้ผู้ใด
    (1) บังคับหรือขู่เข็ญให้ลูกจ้างต้องเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานหรือต้องออก จากการเป็นสมาชิก สหภาพแรงงาน หรือ
    (2) การกระทำใด ๆ อันอาจเป็นผลให้นายจ้างฝ่าฝืนข้างต้น
  3. ห้ามเลิกจ้างในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือคำชี้ขาดมีผล ใช้บังคับ ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง เว้นแต่
    (1) ทุจริตต่อหน้าที่
    (2) กระทำความผิดอาญาโดยเจตนาต่อนายจ้าง
    (3) จงใจทำให้นายจ้างเสียหาย
    (4) ฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งซึ่งนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีร้ายแรง
    (5) ละทิ้งหน้าที่ 3 วันทำงานติดต่อกัน โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
    (6) ทำการใด ๆ ให้มีการฝ่าฝืนข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง หรือคำชี้ขาด
เมื่อมีการฝ่าฝืน
  1. เมื่อมีการฝ่าฝืนการห้ามข้างต้น ผู้เสียหายอาจยื่นคำร้องกล่าวหาต่อ คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ได้ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่มีการฝ่าฝืน
  2. เมื่อได้รับคำร้องกล่าวหา ให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด และออกคำสั่งภายใน 90 วัน
  3. ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาได้ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ การดำเนินคดีอาญาให้เป็นอันระงับไป
  4. การฝ่าฝืน จะดำเนินคดีอาญาได้ต่อเมื่อผู้ถูกกล่าวหาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของ คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์
  5. ผู้ใดกระทำตนเป็นที่ปรีกษานายจ้าง หรือที่ปรึกษาลูกจ้างโดยไม่ได้รับการ จดทะเบียน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
หมายเหตุ สาระสำคัญที่จัดทำขึ้นนี้เพื่อให้ได้ทราบว่ากฎหมายได้บัญญัติถึงเรื่องอะไรไว้อย่างไร พอเป็นสังเขปเท่านั้น ส่วนการปฏิบัติตามกฎหมายจริง ๆ หรือจะพิจารณาว่าการปฏิบัติใดถูกผิดอย่างไรขอให้ ดูที่ตัวบทกฎหมายนั้นโดยตรง

ภาษาอังกฤษ