กฎหมายไทย
สิทธิและหน้าที่ของนายจ้างและลูกจ้าง
สรุปพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518
สรุปสาระประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยในการทำงาน
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518
อัตราค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศ
พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537
พระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543
พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533
พระราชบัญญัติส่งเสริมการฝึกอาชีพ พ.ศ. 2537
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522
พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534
พระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530
หน้าแรก
ข้อมูลเกี่ยวกับ TLC
แนวการตีความ
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

1. เงินประกัน
ตามมาตรา 10 ซึ่งบัญญัติห้ามนายจ้างเรียกหรือรับเงินประกันการทำงาน หรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานของลูกจ้าง เว้นแต่ลัษณะ หรือสภาพของงาน ที่ทำนั้นลูกจ้างต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับเงินหรือ ทรัพย์สินของนายจ้าง ซึ่งอาจก่อให้เกิด ความเสียหายแก่นายจ้างได้

แนวปฎิบัติ
1.1 นายจ้างจะเรียกหรือรับเงินประกันดังกล่าวจากลูกจ้างได้เฉพาะลูกจ้าง ที่ทำงานเกี่ยวกับเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้างเท่านั้น งานหน้าที่อื่นนายจ้าง จะเรียกเงินประภัย จากลูกจ้างไม่ได้ สำหรับลูกจ้างซึ่งเป็นเด็ก ไม่ว่าทำงานเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สิน หรืองานอื่นใดก็ตาม ตามมาตรา 51 ห้ามนายจ้างเรียกหรือรับเงินประกันจากลูกจ้าง ซึ่งเป็นเด็กโดยเด็ดขาด

1.2 เงินประกันดังกล่าวนายจ้างจะหักจากค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด ก็ได้ ถ้าลูกจ้างยินยอม และจะหักได้ไม่เกิน 10% ของเงิน ดังกล่าวที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามกำหนดเวลาจ่ายแต่ละคราว ถ้าจะหักสูกกว่านี้จะต้อง ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างด้วย (มาตรา 76)

1.3 ถ้านายจ้างเรียกหลักประกันอื่นแทนเงิน เช่น การค้ำประกันด้วยบุคคล หรือหลักทรัพย์ เช่น โฉนดที่ดิน พันธบัตร ในกรณีที่ลูกจ้างทำงานเกี่ยกวับการเงิน หรือทรัพย์สินของนายจ้าง หรือทำงานอื่นใดก็ตาม โดยมีมาตรา 10 กำหนดไว้เฉพาะ เรื่องเงินประกันเพื่อป้องกันการที่นายจ้างจะนำเงินลูกจ้างไปหมุนเวียนใช้ประโยชน์ ส่วนตัว จึงไม่ห้ามการที่นายจ้างจะเรียกหลักประกันอย่างอื่นได้

1.4 อย่างไรก็ตาม กรณีนายจ้างไม่ได้เรียกหลักประกันหรือเงินประกันการทำงาน จากลูกจ้างไว้ หากลูกจ้างได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างจากการประทำโดยจงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง นายจ้างสามารถหักค่าตอบแทนในการทำงาน ของลูกจ้างเพื่อชดใช้ค่าเสียหายได้ ถ้าลูกจ้างยินยอม ภายในวงเงินที่กำหนด (มาตรา 76)


2. การปฏิบัติตาม ป.พ.พ.มาตรา 14 บัญญัติว่า "ให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้าง ให้ถูกต้องตามสิทธิและหน้าที่ที่กำหนดไว้ในประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ เว้นแต่ พระราชบัญญัตินี้กำหนดไว้เป็นอย่างที่อื่น" ซึ่งให้ที่นี้หมายถึงบทบัญญัติใน ป.พ.พ. บรรพ 3 หมวด 6 ว่าด้วย จ้างแรงงาน ตั้งแต่มาตรา 575 - มาตรา 586

มาตรา 17 ได้บัญญัติเป็นการเฉพาะในเรื่องสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลา แน่นอนซึ่งสัญญาจ้างย่อมสิ้นสุดลงเมื่องครบกำหนดระยะเวลาโดยไม่ต้องบอกกล่าว ล่วงหน้า และเงื่อนไขการบอกกล่าวล่วงหน้ากรณีที่ทำสัญญาจ้างโดยไม่มีกำหนด ระยะเวลา

แนวปฎิบัติ
ตามบทบัญญัติ ป.พ.พ. บรรพ 3 หมวด 6 ว่าด้วยจ้างแรงงาน ตั้งแต่ 575 - มาตรา 586 เป็นกฏหมายเอกชนซึ่งโดยพื้นฐานไม่ใช่กฎหมายเกี่ยวกับความสงบ เรียบร้อยของประชาชน นายจ้างกับลูกจ้างซึ่งเป็นคู่สัญญาสามารถทำข้อตกลงกัน ให้ผิดแผกแตกต่างไปจากบทบัญญัติด้งกล่าวได้ เช่น การบอกกล่าวล่วงหน้า เพื่อเลิกสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างแน่นอนซึ่งตามมาตรา 582 ให้ฝ่ายที่บอกเลิกสัญญาจ้างบอกกล่าวล่วงหน้าอย่างน้อย 1. งวดการจ่ายค่าจ้าง แต่คู่สัญญาจะตกลงให้บอกกล่าวล่วงหน้าแค่ 1 วัน หรือน้อยกว่า 1 งวดการจ่าย ค่าจ้างก็ได้ แต่เมื่อได้นำบทบัญญัติ ป.พ.พ. ดังกล่าวมากำหนดไว้ใน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานซึ่งเป็นกฎหมายมหาชนจึงให้ความคุ้มครอง ที่เคร่งครัดดังนั้น คู่สัญญาจึงต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติ ป.พ.พ. ทั้งที่กล่าวในมาตรา 14 และมาตรา 17 อย่างเคร่งครัดจะตกลงกันให้ลูกจ้างได้รับประโยชน์ที่ต่ำกว่าที่กำหนดไว้ไม่ได้ หากไม่ปฏิบัติตามพนักงานตรวจแรงงานอาศัยอำนาจตามมาตรา 139 (3) มีคำสั่งเป็นหนังสือให้นายจ้าง ปฏิบัติให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ. นี้ได้ การฝ่าฝืนเป็น ความผิดมีโทษตามมาตรา 146 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท

3. การเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้าง
มาตรา 13 บัญญัติว่า "ในกรณีที่กิจการใดมีการเปลี่ยนแปลง ตัวนายจ้างเนื่องจากการโอนรับมรดกหรือด้วยประการอื่นใด หรือในกรณีที่นายจ้าง เป็นนิติบุคคล และมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง โอน หรือควบนิติบุคคลใด สิทธิต่าง ๆ ที่ลูกจ้างที่อยู่ต่อนายจ้างเดิมเช่นใดให้ลูกจ้างมีสิทธิเช่นว่านั้นต่อไป และให้นายจ้างใหม่รับไปทั้งสิทธิและหน้าที่อันเกี่ยวกับลูกจ้าง นั้นทุกประการ"

แนวปฏิบัติ
บทบัญญัติมาตรานี้กำหนดการคุ้มครองลูกจ้างเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง ตัวนายจ้างถ้าลูกจ้างนั้นเคยได้รับสิทธิประโยชน์จากนายจ้างเดิมอย่างไร เมื่อไปทำงาน กับนายจ้างใหม่ นายจ้างใหม่ต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของนายจ้างเดิมอันเกี่ยวกับ ลูกจ้างนั้นทุกประการซึ่งเป็นการคุ้มครองเพื่อให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์ที่ ไม่ต่ำไปกว่าที่เคยได้รับอยู่เดิม ดังนั้น นายจ้างใหม่ต้องรับทั้งสิทธิหน้าที่ และอายุงาน ที่ลูกจ้างเคยปฏิบัติกับนายจ้างเดิมมาด้วยซึ่งเป็นการคุ้มครองที่เคร่งครัดขณะ รับโอนลูกจ้างมาทำงานด้วย นายจ้างจะตกลงกับลูกจ้างเพื่อเปลี่ยนแปลงสิทธิประโยชน์ เดิมที่ลูกจ้างได้รับในทางที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้างไม่ได้ หากจะมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง ควรกระทำในภายหลังการรับโอนลูกจ้างมาแล้ว โดยใช้วิธีเจรจาต่อรองทางด้าน แรงงานสัมพันธ์ หรือขอความยินยอมจากลูกจ้าง

4. วันหยุดพักผ่อนประจำปี
ตามมาตรา 30 บัญญัติให้ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันมาแล้วครบหนึ่งปีมีสิทธิ หยุดพักผ่อนประจำปีได้ไม่น้อยกว่าปีละ 6 วันทำงาน ซึ่งนายจ้างและลูกจ้างอาจตกลง กันล่วงหน้าให้สะสมและเลื่อนวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังมิได้หยุดในปีนั้นรวมเข้ากับ ปีต่อ ๆ ไปได้

ตามมาตรา 64 กรณีที่นายจ้างไม่จัดวันหยุดให้ลุกจ้างหรือจัดวันหยุดให้ไม่ครบ ตามที่กฎหมายกำหนด ให้นายจ้างจ่ายค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุด ให้แก่ลูกจ้างเสมือนให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุด

ตามมาตรา 67 ถ้านายจ้างเลิกจ้างโดยลูกจ้างมิได้มีความผิดตามมาตรา 119 ซึ่งเป็นข้อยกเว้นการจ่ายค่าชดเชย นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างสำหรับวันหยุด พักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิ และรวมทั้งวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสมตามมาตรา 30

แนวปฏิบัติ
4.1 ตามาตรา 30 เป็นบทบัญญัติรับรองสิทธิในวันหยุดพักผ่อน ประจำปีของลูกจ้าง ซึ่งถ้านายจ้างไม่จัดให้หยุดพักผ่อนประจำปีและไม่มีการตกลงสะสม และเลื่อนวันหยุดไว้ จะมีความผิดมาตรา 144 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท และมีสภาพบังคับตามมาตรา 64 ให้ต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลา ในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างด้วย ถ้านายจ้างไม่ปฏิบัติตามมาตรา 64 จะมีความผิด ตามมาตรา 144 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อันเป็นการรับรอง สิทธิในวันหยุดพักผ่อนประจำปีต่อปีหรือครบปี

4.2 ตามมาตรา 67 เป็นกรณีของปีสุดท้ายที่ลูกจ้างทำงานมายังไม่เต็มที่ แต่ถูกเลิก จ้างเสียก่อน โดยลูกจ้างไม่มีความผิดตามมาตรา 119 ซึ่งเป็นข้อยกเว้นให้นายจ้าง ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเพื่อเป็นการชดเชยการที่ ลูกจ้างไม่ได้หยุดพักผ่อนประจำปี จึงให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้ตามส่วน ของวันหยุดพักก่อนประจำปีซึ่งคำนวณจากอายุ การทำงานของลูกจ้างในปีที่ถูกเลิกจ้าง แต่ถ้าเป็นกรณีที่ลูกจ้างลาออกจากงานเอง ลูกจ้างจะไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้าง ในวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามส่วน

4.3 สำหรับความท้ายมาตรา 67 ที่ว่า "......และรวมทั้งวันหยุดพักผ่อนประจำปี สะสมตามมาตรา 30" เป็นการเพิ่มความโดยวุฒิสมาชิกซึ่งเป็นผู้แทนลูกจ้าง ในชั้นวุฒิสภา ทำให้ลูกจ้างเสียเปรียบเพราะลูกจ้างจะได้รับค่าจ้างในวันหยุด พักผ่อนประจำปีตามส่วนตามมาตรา 67 เฉพาะกรณีที่ถูกเลิกจ้างโดยไม่มีความผิด แต่ไม่มีสิทธิได้รับในกรณีลาออกจากงานเอง หากวุฒิสมาชิกไม่เพิ่มความส่วนนี้เข้ามา ลูกจ้างจะได้รับสิทธิเป็นค่าล่วงเวลาในวันหยุดหรือค่าทำงานในวันหยุดตามมาตรา 67 ซึ่งคุ้มครองสิทธิในวันหยุดพักผ่อนประจำปีเต็มปี ทั้งกรณีที่ลูกจ้างถูกเลิกจ้าง และลาออกจากงานเองด้วย

อนึ่ง โดยการที่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานมีสภาพบังคับทั้งทางอาญา และทางแพ่งจึงควรที่จะได้ดำเนินการประชาสัมพันธ์ตลอดจนการให้คำแนะนำ นายจ้างลูกจ้างได้เข้าใจในเจตนารมณ์และหลักการแห่ง พ.ร.บ. นี้ ก่อนจะดำเนิน มาตราการอย่างเข้มงวดต่อไป

 

ภาษาอังกฤษ