คำชี้แจงกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม
เรื่อง พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 75
โดยที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 75 บัญญัติว่า
"ในกรณีที่นายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว
โดยเหตุหนึ่งเหตุใด ที่มิใช่เหตุสุดวิสัย ให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่า
ร้อยละห้าสิบของค่าจ้างในวันทำงาน ที่ลูกจ้างได้รับก่อนนายจ้างหยุดกิจการ
ตลอดระยะเวลาที่นายจ้างไม่ได้ให้ลูกจ้างทำงาน
ให้นายจ้างแจ้งให้ลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงานทราบล่วงหน้าก่อนวันเริ่มหยุด
กิจการตามวรรคหนึ่ง" ทั้งนี้ โดยมีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองลูกจ้างมิให้ต้องขาดรายได้
เพื่อใช้ในการดำรงชีพในช่วงที่หยุดงานเพราะเหตุดังกล่าว แต่ให้จ่ายเงินช่วยเหลือ
ในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของค่าจ้าง เพื่อมิให้เป็นภาระแก่นายจ้างในขณะที่
ประสบสภาวการณ์เช่นนั้น และให้ นายจ้างแจ้งให้พนักงานตรวจแรงงานทราบ
ล่วงหน้าก่อนวันเริ่มหยุดกิจการชั่วคราว นอกเหนือจากการแจ้งแก่ลูกจ้างด้วย
ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหา ตลอดจนการให้ความคุ้มครอง
แก่ลูกจ้าง
เพื่อความเข้าใจและการปฏิบัติอย่างถูกต้องและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของมาตรา
75 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม
ขอชี้แจง ดังนี้
1. การหยุดกิจการชั่วคราวตามมาตรา 75 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน
พ.ศ. 2541 จะต้องเกิดขึ้นโดยเหตุซึ่งมิใช่เหตุสุดวิสัย
1.1 คำว่า "เหตุสุดวิสัย" มีคำนิยามบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 8 หมายความว่า "เหตุใด ๆ อันจะเกิดขึ้นก็ดี จะให้ผลพิบัติก็ดี
เป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้ แม้ทั้งบุคคลผู้ต้องประสบหรือใกล้จะต้องประสบเหตุนั้น
จะได้จัดการระมัดระวังตามสมควร อันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น"
ซึ่งเหตุสุดวิสัยเป็นเหตุที่เกิดขึ้นโดย ไม่อาจคาดคิด ไม่อาจป้องกันแก้ไข
ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และมิได้เกิดขึ้นโดยความประมาทเลินเล่อ
ของใคร จึงเป็นเหตุที่จะโทษใครไม่ได้ ซึ่งมักเป็นอุบัติภัยหรือเหตุการณ์ทางธรรมชาติ
เช่น พายุ น้ำท่วม หรือแผ่นดินไหว เป็นต้น หากการชำระหนี้ไม่อาจทำได้เพราะมีเหตุสุดวิสัย
มาแทรกแซง เหตุสุดวิสัยนั้นอาจเป็นพฤติการณ์อันทำให้การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยโดย
ที่ลูกหนี้ ไม่ต้องรับผิดได้
ดังนั้น หากเกิดเหตุสุดวิสัย เช่น มีพายุ น้ำท่วม หรือแผ่นดินไหวครั้งใหญ่
หรือฟ้าฝ่า จนโรงงานเกิดไฟไหม้ทั้งที่มีอุปกรณ์ป้องกันฟ้าฝ่าเป็นอย่างดีแล้ว
ซึ่งเป็นผลให้นายจ้าง ไม่อาจป้องกันหรือแก้ไขได้จนถึงขนาดต้องหยุดกิจการชั่วคราว
เหตุสุดวิสัยเช่นว่านี้ทำให้ การชำระหนี้ของนายจ้าง คือ การให้ลูกจ้างทำงานโดยจ่ายค่าจ้างตอบแทนการทำงานให้แก่
ลูกจ้างเป็นอันพ้นวิสัย นายจ้างจึงจะไม่ต้องรับผิดชอบในการจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้าง
หากจะมีการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนแก่ลูกจ้างที่ต้องขาดรายได้ขณะหยุดงาน
ประการใดย่อมเป็นเรื่องดุลพินิจของนายจ้าง แต่เพื่อการสร้างเสริมสัมพันธภาพที่ดี
ควรจักได้ใช้ระบบแรงงานสัมพันธ์โดยการ ร่วมปรึกษาหารือระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง
ในการแก้ไขปัญหา เพื่อให้ลูกจ้างมีส่วนรับรู้ในเหตุการณ์และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
อันทำให้ลูกจ้างยอมรับผลที่เกิดขึ้นอย่างเต็มใจในที่สุด
1.2 ในทางกลับกัน เหตุซึ่งมิใช่เหตุสุดวิสัย ย่อมเป็นเหตุที่คาดหมายได้
สามารถ ป้องกันหรือแก้ไขเหตุการณ์นั้นได้ แต่ไม่มีการป้องกัน
แก้ไข หรือจัดการระมัดระวัง ตามสมควร จนเกิดเหตุนั้นขึ้น ซึ่งโดยพฤติการณ์เช่นว่านี้ไม่ทำให้การชำระหนี้กลายเป็น
พ้นวิสัย ลูกหนี้จึงยังต้องมีความรับผิดชอบในมูลหนี้อยู่ กรณีการจ้างแรงงาน
จะเป็นเหตุที่อยู่ในความรับผิดชอบของนายจ้างโดยตรง เพราะอยู่ในอำนาจของนายจ้าง
ที่จะควบคุมดูแล และป้องกันแก้ไขไม่ให้เหตุนั้นเกิดขึ้นได้แต่ไม่กระทำ
ไม่ใช้ความระมัดระวัง อย่างเต็มที่ จนเกิดเหตุการณ์ นั้นขึ้น
ซึ่งไม่เข้าข่ายทำให้การชำระหนี้ของนายจ้าง คือ การให้ลูกจ้างทำงานและการจ่ายค่าจ้างให้
เป็นอันพ้นวิสัย จึงยังมีความรับผิดชอบ ต่อลูกจ้างอยู่ ดังเช่นกรณีต่อไปนี้
- เครื่องจักรเสียเพราะขาดการบำรุงรักษาจนต้องซ่อมหรือเครื่องจักรเสื่อมสภาพ
ต้องติดตั้งเครื่องจักรใหม่
- โรงงานถูกไฟไหม้ เพราะเครื่องจักรระเบิด หรือเกิดจากความประมาทเลินเล่อของ
ลูกจ้างที่มีหน้าที่คุมเครื่องจักร
- น้ำท่วมเนื่องจากท่อน้ำประปาภายในโรงงานแตก
- ขาดวัตถุดิบ เพราะนายจ้างไม่จัดสำรองไว้ตามปกติ
- ไฟฟ้าดับ เพราะหม้อแปลงในโรงงานของนายจ้างเสีย
- ขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง เพราะนายจ้างไม่จัดสำรองไว้ตามปกติ
- ทางราชการสั่งปิดโรงงานตามกฎหมายโรงงาน
- ปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน นายจ้างล้มละลาย หรือถูกเจ้าหนี้ยึดโรงงาน
เพราะนายจ้างบริหารงานไม่ดี จึงประสบสภาวะขาดทุนหรือมีหนี้สินล้นพ้นตัว
- ไม่มีใบสั่งสินค้าจากลูกค้า หรือผลิตสินค้าจนล้นตลาด เพราะ
นายจ้างบริหารการตลาดไม่ดี ผลิตสินค้าไม่ได้คุณภาพ หรือขายแพงเกินไป
2. นายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการ ซึ่งต้องพิเคราะห์ภาวะความจำเป็นของ
นายจ้างว่า ถึงขนาดต้องหยุดกิจการหรือไม่ ถ้าไม่มีมูลเหตุจำเป็นถึงขนาดต้องหยุด
กิจการ และ นายจ้างยังสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ จะอ้างมาตรา
75 เพื่อหยุด กิจการโดยจ่ายเงินช่วยเหลือให้ลูกจ้างไม่น้อยกว่า
50% ของค่าจ้างไม่ได้
3. การหยุดกิจการชั่วคราวต้องมีช่วงหยุดที่กำหนดได้แน่นอน
ซึ่งขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของเหตุจำเป็นนั้นจะผ่อนคลายหรือสิ้นสุดลงและกลับเข้า
สู่ภาวะปกติเมื่อใด ย่อมหยุดกิจการได้เพียงเท่าช่วงเวลานั้นแล้วต้องเปิดให้มี
การทำงานตามปกติ การที่นายจ้างสั่งลดวันทำงานบางวันในแต่ละสัปดาห์หรือ
หยุดการทำงานบางวันโดยยังคงวันทำงานอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องการลดกำลังการผลิต
ให้น้อยลงกว่าปกติ แต่ยังสามารถทำการผลิตได้อยู่ กรณีอาจไม่เข้าข่ายการหยุดกิจการ
ชั่วคราวตามมาตรา 75 และถ้านายจ้างไม่จ่ายค่าจ้าง ให้แก่ลูกจ้างในวันที่หยุดการทำงานหรือจ่ายให้น้อยกว่าค่าจ้างที่ได้รับอยู่
อาจเข้าข่ายผิด สัญญาจ้างหรือเป็นการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณ
ซึ่งต้อง ทำความตกลงหรือได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อน จึงจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้
มิเช่นนั้น จะไม่มีผลบังคับและต้องผูกพันต่อไปตามสภาพการจ้างเดิม
4. การหยุดกิจการชั่วคราวนั้นต้องเป็นการหยุดกิจการทั้งหมด
หรือหยุดบางส่วน เช่น หยุดการทำงานของหน่วยผลิตทั้งหมด ถ้ายังมีการเปิดการทำงานตามปกติ
แต่หยุดการ ทำงานของเครื่องจักรบางเครื่องหรือให้ลูกจ้างบางคนในหน่วยเดียวกันทำงานต่อไป
ขณะที่ให้ลูกจ้าง บางคนหยุดงานก็ดี หรือหยุดการผลิตของหน่วยงานบางสาขา
ขณะที่ สาขาอื่นยังมีการผลิตอยู่ ทั้งที่ในทางปฏิบัติมีการกระจายการผลิตให้สาขาต่าง
ๆ ก็ดี แม้นายจ้างจะจ่ายเงินช่วยเหลือให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่า
50% ของค่าจ้างก็ตาม กรณีดังกล่าว อาจไม่เข้าข่ายการหยุดกิจการทั้งหมดหรือแต่บางส่วน
แต่อาจเป็นเรื่องการเลือกปฏิบัติและ เป็นการผิดสัญญาจ้างที่ลูกจ้างจะได้รับความ
คุ้มครองเรื่องค่าจ้างเต็มจำนวน
5. ในกรณีที่นายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการ
ชั่วคราว ด้วยเหตุซึ่งมิใช่เหตุสุดวิสัยแล้ว นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่า
50% ของค่าจ้าง ในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนนายจ้างหยุดกิจการ
เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของลูกจ้างในการดำรงชีพขณะที่ต้องขาดรายได้
และเพื่อให้ลูกจ้าง ได้เตรียมสภาพความพร้อมต่อสภาวะการณ์ที่เปลี่ยนแปลงและเพื่อธำรงไว้ซึ่งสัมพันธภาพที่ดี
ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างต่อไปและลดปัญหาข้อขัดแย้งหรือการผละงาน
ตลอดจนการให้ พนักงานตรวจแรงงานได้มีโอกาส หามาตรการในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวของสถาน
ประกอบกิจการ นายจ้างควรจักได้แจ้งการหยุดกิจการต่อลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงาน
ล่วงหน้า 7 วันก่อนเริ่มหยุดกิจการเป็นอย่างน้อย
อนึ่ง การจ่ายเงินช่วยเหลือตามมาตรา 75 เป็นเพียงมาตรฐานขั้นต่ำ
ดังนั้น ไม่ว่ากรณีจะเข้าข่ายมาตรา 75 หรือไม่ก็ตาม ทางออกที่เหมาะสม
คือ การใช้กระบวนการ แรงงานสัมพันธ์ในการร่วมปรึกษาหารือระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเพื่อทำความเข้าใจหรือการให้ลูกจ้าง
ได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา เพื่อให้เรื่องยุติลงด้วยการยอมรับและความเต็มใจของทั้งสองฝ่าย
ก่อนการใช้ทางเลือกอื่นที่ เข้มงวดและไม่สร้างเสริมสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน
จึงชี้แจงมาเพื่อทราบและขอความร่วมมือในการปฏิบัติโดยทั่วกัน
กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม
14 ธันวาคม 2541
|