พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน
พ.ศ. ๒๕๔๑ **********************************
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๑
เป็นปีที่ ๕๓ ในรัชกาลปัจจุบัน หมวด ๑๓ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ***************
มาตรา ๑๒๖
ให้มีกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างในกรมสวัสดิการและคุ้มครอง แรงงานมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนสงเคราะห์ลูกจ้างในกรณีที่ลูกจ้างออกจากงาน
หรือตาย หรือในกรณีอื่นตามที่กำหนดโดยคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
มาตรา ๑๒๗
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างประกอบด้วย (๑) เงินสะสมและเงินสมทบ (๒)
เงินที่ตกเป็นของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามมาตรา ๑๓๓ และมาตรา๑๓๖ (๓) เงินเพิ่มตามมาตรา
๑๓๑ (๔)
เงินค่าปรับที่ได้รับจากการลงโทษผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ (๕)
เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้ (๖) เงินอุดหนุนจากรัฐบาล (๗) เงินรายได้อื่น (๘)
เงินดอกผลของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
ให้กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจัดให้มีบัญชีประกอบด้วย (๑)
บัญชีเงินของสมาชิกซึ่งแสดงรายการเงินสะสม เงินสมทบ และดอกผล
ของ เงินดังกล่าวของบรรดาสมาชิกแต่ละคน (๒) บัญชีเงินกองกลางซึ่งแสดงรายการเงินอื่นนอกจาก
(๑)
มาตรา
๑๒๘ การส่งเงินค่าปรับตามมาตรา ๑๒๗ (๔)
เข้ากองทุนสงเคราะห์ ลูกจ้างและกำหนดเวลาส่งเงินดังกล่าว
ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกองทุน สงเคราะห์ลูกจ้างกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา
๑๒๙ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้
ให้ถือว่า เงินและทรัพย์สินของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามมาตรา ๑๒๗
เป็นกรรมสิทธิ์ของกรม สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานโดยไม่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังเป็นรายได้แผ่นดิน
ให้มีคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างประกอบด้วย ปลัดกระทรวงแรงงาน
และสวัสดิการสังคมเป็นประธานกรรมการ ผู้แทนกระทรวงการคลัง
ผู้แทนสำนักงาน คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ผู้แทนธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการ
กับผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายลูกจ้างฝ่ายละห้าคน
ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง เป็นกรรมการ
และอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเป็นกรรมการและเลขานุการ
คณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ (๑)
กำหนดนโยบายเกี่ยวกับการบริหารและการจ่ายเงินกองทุนสงเคราะห์ ลูกจ้างโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรี (๒)
พิจารณาให้ความเห็นต่อรัฐมนตรีในการตราพระราชกฤษฎีกาการออก กฎกระทรวง
ประกาศหรือระเบียบ เพื่อดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ (๓) วางระเบียบเกี่ยวกับการรับเงิน
การจ่ายเงิน
และการเก็บรักษาเงินกองทุน สงเคราะห์ลูกจ้างโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรี (๔)
วางระเบียบเกี่ยวกับการจัดหาผลประโยชน์ของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างโดย ความเห็นชอบของรัฐมนตรี (๕)
จัดสรรเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไม่เกินร้อยละสิบของดอกผล ของกองทุนต่อปี
เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (๖)
ปฏิบัติการอื่นใดตามที่พระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติให้เป็น อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
หรือตามที่รัฐมนตรีมอบหมาย ให้นำมาตรา ๗๘ วรรคสอง มาตรา ๘๐ มาตรา ๘๑ มาตรา ๘๒
วรรคหนึ่ง มาตรา ๘๓ และมาตรา ๘๔
มาใช้บังคับกับคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างโดย อนุโลม
มาตรา
๑๓๐
ให้ลูกจ้างสำหรับกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่สิบคนขึ้นไปเป็นสมาชิก กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่กิจการที่นายจ้างได้จัดให้มีกองทุนสำรอง เลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
หรือจัดให้มีการสงเคราะห์แก่ลูกจ้าง ในกรณีที่ลูกจ้างออกจากงานหรือตาย
ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
ความในวรรคหนึ่งจะใช้บังคับแก่ลูกจ้างสำหรับกิจการที่มีลูกจ้างน้อยกว่าสิบคน เมื่อใดให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
คณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างอาจออกระเบียบเพื่อกำหนดให้ลูกจ้าง สำหรับกิจการที่มิได้อยู่ภายใต้บังคับตามพระราชบัญญัตินี้สมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุน สงเคราะห์ลูกจ้างได้เมื่อลูกจ้างประสงค์จะเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างโดยความ ยินยอมของนายจ้าง
และให้นายจ้างมีหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้เสมือนเป็นกิจการที่อยู่ ภายใต้บังคับพระราชบัญญัตินี้
ให้นายจ้างซึ่งมีลูกจ้างเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามวรรคหนึ่งยื่นแบบ รายการแสดงรายชื่อลูกจ้างและรายละเอียดอื่น
ๆ เมื่อนายจ้างยื่นแบบรายการดังกล่าวแล้ว
ให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานออกหนังสือสำคัญแสดงการขึ้นทะเบียนให้แก่นายจ้าง
ในกรณีที่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อความในแบบรายการแสดงรายชื่อลูกจ้างที่ได้ยื่น ไว้เปลี่ยนแปลงไปให้นายจ้างแจ้งเป็นหนังสือต่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเพื่อขอ เปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเพิ่มเติมแบบรายการดังกล่าว
การยื่นขอเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเพิ่มเติมแบบรายการแสดงรายชื่อลูกจ้างและการ ออกหนังสือสำคัญแสดงการขึ้นทะเบียนให้แก่นายจ้าง
ให้เป็นไปตามแบบ หลักเกณฑ์
และ วิธีการที่คณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างกำหนด ให้ถือว่าผู้ซึ่งยื่นแบบรายการ
หรือแจ้งขอเปลี่ยนแปลง
หรือแก้ไขเพิ่มเติมแบบ รายการตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม
ได้ปฏิบัติตามความในวรรคห้า วรรคหก และ วรรคเจ็ดของมาตรานี้แล้ว
มาตรา
๑๓๑ นับแต่วันที่ลูกจ้างเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
ทุกครั้งที่มี การจ่ายค่าจ้าง ให้ลูกจ้างจ่ายเงินสะสม
โดยให้นายจ้างหักจากค่าจ้างและนายจ้าง
จ่ายเงิน สมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ทั้งนี้
ตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวงแต่ต้องไม่เกิน ร้อยละห้าของค่าจ้าง
ถ้านายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างตามกำหนดเวลาที่ต้องจ่าย
ให้นายจ้างมีหน้าที่นำส่ง เงินสะสมและเงินสมทบ
โดยถือเสมือนว่ามีการจ่ายค่าจ้างแล้ว
ในกรณีที่นายจ้างไม่ส่งเงินสะสมหรือเงินสมทบหรือส่งไม่ครบจำนวนภายในเวลา ที่กำหนดตามวรรคสี่
ให้นายจ้างจ่ายเงินเพิ่มให้แก่กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างในอัตราร้อยละ ห้าต่อเดือน
ของจำนวนเงินสะสมหรือเงินสมทบที่ยังมิได้นำส่งหรือที่ยังขาดอยู่นับแต่วันที่ ต้องนำส่งเงินดังกล่าว
สำหรับเศษของเดือนถ้าถึงสิบห้าวันหรือกว่านั้นให้นับเป็นหนึ่งเดือน ถ้าน้อยกว่านั้นให้ปัดทิ้ง
ทั้งนี้ห้ามมิให้นายจ้างอ้างเหตุที่ไม่ได้หักค่าจ้างหรือหักไปแล้ว แต่ไม่ครบจำนวนเพื่อให้พ้นความรับผิดที่ต้องนำส่งเงินดังกล่าว การนำส่งเงินสะสม เงินสมทบ
และเงินเพิ่มเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างให้เป็นไป ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างกำหนด
มาตรา
๑๓๒
ในกรณีที่นายจ้างไม่นำส่งเงินสะสมหรือเงินสมทบหรือนำส่ง ไม่ครบตามกำหนดเวลา
ให้พนักงานตรวจแรงงานมีคำเตือนเป็นหนังสือให้นายจ้างนำเงิน ที่ค้างจ่ายมาชำระภายในกำหนดไม่น้อยกว่าสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือนั้น
ในการมีคำเตือนตามวรรคหนึ่ง
ถ้าไม่อาจทราบจำนวนค่าจ้างได้แน่ชัดให้พนักงาน ตรวจแรงงานมีอำนาจประเมินเงินสะสมและเงินสมทบที่นายจ้างจะต้องนำส่งได้ตาม หลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างกำหนด
มาตรา
๑๓๓ ในกรณีที่ลูกจ้างออกจากงาน
ให้กรมสวัสดิการและคุ้มครอง แรงงานจ่ายเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างในส่วนที่เป็นเงินสะสม
เงินสมทบ และดอกผล จากเงินดังกล่าวให้แก่ลูกจ้าง ในกรณีที่ลูกจ้างตาย
ถ้าลูกจ้างมิได้กำหนดบุคคลผู้จะพึงได้รับเงินจากกองทุน สงเคราะห์ลูกจ้างไว้
โดยทำเป็นหนังสือตามแบบที่อธิบดีกำหนดมอบไว้แก่กรมสวัสดิการ และคุ้มครองแรงงานหรือได้กำหนดไว้แต่บุคคลผู้นั้นตายก่อน
ให้จ่ายเงินจากกองทุน สงเคราะห์ลูกจ้างตามวรรคหนึ่งให้แก่บุตร สามี ภรรยา
บิดา มารดา ที่มีชีวิตอยู่คนละส่วน เท่า ๆ กัน
ถ้าผู้ตายไม่มีบุคคลผู้มีสิทธิได้รับเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามวรรคสอง ให้เงินดังกล่าวตกเป็นของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
มาตรา
๑๓๔
การจ่ายเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างในกรณีอื่นนอกจากกรณี ตามมาตรา ๑๓๓
ให้คณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างกำหนดระเบียบการจ่ายเงิน สงเคราะห์
อัตราเงินที่จะจ่ายและระยะเวลาการจ่าย
โดยพิจารณาจากจำนวนเงินกองทุน สงเคราะห์ลูกจ้างส่วนที่มิใช่เงินที่จะต้องนำไปจ่ายตามมาตรา
๑๓๓
มาตรา
๑๓๕
ในกรณีที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้จ่ายเงินจาก กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนให้แก่ลูกจ้างตามมาตรา
๑๓๔
แล้วให้ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างมีสิทธิเรียกให้ผู้ซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่ ลูกจ้างชดใช้เงินที่กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้จ่ายไปพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้า ต่อปี
สิทธิเรียกร้องของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างให้มีอายุความสิบปีนับแต่วันที่กองทุน สงเคราะห์ลูกจ้างจ่ายเงินไปตามวรรคหนึ่ง
มาตรา ๑๓๖
ให้พนักงานตรวจแรงงานมีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือให้ยึด อายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สิน
ของผู้ซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมายที่ไม่นำส่งเงินสะสม เงินสมทบหรือเงินเพิ่ม
หรือนำส่งไม่ครบจำนวน หรือเงินที่ต้องจ่ายตามมาตรา ๑๓๕
การมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินตามวรรคหนึ่งจะกระทำได้ต่อเมื่อได้ส่ง คำเตือนเป็นหนังสือให้ผู้ซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมายนำเงินสะสม
เงินสมทบ หรือเงินเพิ่มที่ค้าง จ่าย หรือเงินที่ต้องจ่ายตามมาตรา ๑๓๕
มาจ่ายภายในเวลาที่กำหนด
แต่ต้องไม่น้อยกว่า สามสิบวันนับแต่วันที่ผู้นั้นได้รับคำเตือนนั้นและไม่จ่ายภายในเวลาที่กำหนด หลักเกณฑ์และวิธีการยึด
อายัด
และขายทอดตลาดทรัพย์สินตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด
ทั้งนี้
ให้นำหลักเกณฑ์และวิธีการตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม
เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สิน
ให้หักไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการยึดอายัด และขายทอดตลาด และจ่ายเงินสะสม
เงินสมทบ หรือเงินเพิ่มที่ค้างจ่าย
หรือเงินที่ผู้ซึ่งมี หน้าที่ตามกฎหมายต้องจ่ายตามมาตรา ๑๓๕
ถ้ามีเงินเหลือให้คืนแก่ผู้นั้นโดยเร็วโดย ให้พนักงานตรวจแรงงานมีหนังสือแจ้งให้ทราบเพื่อขอรับเงินที่เหลือคืน
โดยส่งทาง ไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ
ถ้าไม่มาขอรับคืนภายในห้าปีให้ตกเป็นของกองทุนสงเคราะห์ ลูกจ้าง
มาตรา
๑๓๗
สิทธิเรียกร้องเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไม่อาจโอนกันได้ และไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี
มาตรา
๑๓๘ ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันสิ้นปีปฏิทิน
ให้คณะกรรมการ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเสนองบดุลและรายงานการรับจ่ายเงินของกองทุนสงเคราะห์ ลูกจ้างในปีที่ล่วงมาแล้วต่อสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน
เพื่อตรวจสอบรับรองก่อนเสนอต่อ รัฐมนตรี งบดุลและรายงานการรับจ่ายเงินดังกล่าว
ให้รัฐมนตรีเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อ ทราบและจัดให้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา
|