 |
| คลื่นประชาชนจาก 12 เครือข่ายที่มาร่วมชุมนุมคัดค้านเอฟทีเอหน้าโรงแรมเชอราตัน |
 |
| พวกเขาคือหน่วยผ้าพันคอดำ หน่วยหน้าในการเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่รัฐ |
 |
| การแสดงที่ดึงดูดความสนใจจากผู้คนที่ผ่านไปมาและสื่อมวลชน เพื่อสื่อสารผลกระทบที่จะเกิดขึ้น |
 |
| STOP FTA |
 |
| เขาคือนิตย์ พิบูลสงคราม หันหน้าคณะผู้แทนเจรจาเอฟทีเอฝ่ายไทย |
 |
| พลังประชาชน |
|
|
|
 |
ความก้าวหน้าครั้งสำคัญของการเคลื่อนไหวภาคประชาชน
การเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี หรือเอฟทีเอ (FTA-Free Trade Area) ไทย-สหรัฐอเมริกา รอบที่ 6 ที่จัดขึ้นที่เชียงใหม่เมื่อวันที่ 9-13 มกราคมที่ผ่านมาปิดฉากลง ท่ามกลางการต่อสู้อันแหลมคมของกลุ่มเครือข่ายผู้คัดค้าน 11 องค์กรที่ระดมสรรพกำลังมารวมตัวกันในครั้งนี้...
ไม่ต้องเสียเวลาอีกแล้วกับการกล่าวถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเอฟทีเอ เพราะผลที่เกิดจากเอฟทีเอที่ประเทศไทยทำกับจีน และออสเตรเลียนั้นชัดเจนโดยตัวมันเอง ไม่ว่าจะเป็นการขาดดุลการค้า การล่มสลายของเกษตรกรผู้ปลูกหอม-กระเทียม และผู้เลี้ยงโคนม
ขณะที่ การเจรจาเอฟทีเอระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ที่รัฐบาลเร่งร้อนจนออกนอกหน้าโดยไม่คิดจะผ่านสภานั้น หากเกิดขึ้นจริงผลกระทบดูจะรุนแรงยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ในประวัติศาสตร์ อำนาจอธิปไตยหลายด้านจะถูกกระทบ ไกลกันถึงขนาดว่าประเทศไทยอาจไม่ต่างอะไรกับอาณานิคมยุคใหม่ของสหรัฐอเมริกา
นั่นเป็นเรื่องของอนาคตที่เราจะต้องหมั่นดูแลตัวเองกันต่อไป แต่ขอย้อนกลับไปสู่เหตุการณ์การชุมนุมคัดค้านที่ผ่านมา สิ่งที่จะต้องหมายเหตุกันไว้อย่างสำคัญ ณ ที่นี่ก็คือตัวการชุมนุมเอง
มีการตั้งข้อสังเกตว่า ไม่มีการชุมนุมครั้งไหนที่สามารถรวบรวมเครือข่ายและกลุ่มคนได้มากเรือนหมื่นเพื่อขับเคลื่อนในประเด็นเดียวได้ชัดเจนเท่านี้ ทั้งสามารถถ่ายทอดข้อมูลแก่สังคมจนสะเทือนเป็นวงกว้าง มีการจัดการมวลชนอย่างเป็นระบบ แบ่งหน้าที่และปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีกลยุทธ์การเคลื่อนไหวหลากหลาย และสามารถดึงสังคมให้ร่วมรับรู้ รับฟังได้ชนิดที่ไม่เกิดขึ้นมาก่อน บางคนถึงกับกล่าวว่า การชุมนุมครั้งนี้มีความเป็นสากลไม่ผิดแผกจากการชุมนุมคัดค้านโลกาภิวัตน์ที่ซีแอตเติล ประเทศสหรัฐฯ หรือแคนคูน ประเทศเม็กซิโก
ถึงที่สุดแล้ว แม้ว่าการเจรจาจะไม่ยุติตามที่กลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้อง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็ห่างไกลเหลือเกินกับคำว่าพ่ายแพ้ โดยไม่ต้องสนใจผลบั้นปลายการต่อสู้ย่อมมีคุณค่าในตัวของมันเองเสมอ และการต่อสู้ครั้งนี้อาจอยู่เหนือคำว่าชัยชนะหรือพ่ายแพ้ แต่จะกลายเป็นสัญญาณใหม่ของการต่อสู้ภาคประชาชนว่า พลังประชาชนกำลังเติบใหญ่และพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญ ...และรัฐต้องฟัง
1
มันเป็นการติดตามสถานการณ์ที่เกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ต่อเนื่องอยู่แล้ว แต่ละองค์กรก็มีประเด็นที่ติดตามอยู่แล้ว องค์กรต่างๆ จะเป็นเจ้าภาพในประเด็นเฉพาะอยู่แล้ว เหล่านี้ล้วนมีประสบการณ์และมีประเด็นหลักที่ติดตาม พอมีวาระการเคลื่อนไหวของหน่วยงานต่างชาติที่ข้องเกี่ยวกับกระแสโลกาภิวัตน์ ก็จะมีการประสานเครือข่ายองค์กรเหล่านี้มานั่งหารือกันว่า สถานการณ์ของการประชุมเหล่านี้มีผลกระทบต่อภาคไหนบ้าง ซึ่งเรามีกลไกประสานงานอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว
เมื่อมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเอฟทีเอ เราจึงเอาประสบการณ์จากเอฟทีเอไทย-จีน เช่น ทางเครือข่ายเกษตรกรรมภาคเหนือและเกษตรกรรมยั่งยืนที่ผ่านมาได้รับผลกระทบชัดเจน หรือกระเทียมเราก็มีกลุ่มผู้ปลูกกระเทียมราคาก็ตก มันเป็นรูปธรรมที่ผลักดันให้องค์กรภาคเอกชนตื่นตัว เพราะสิ่งที่บอกไว้มันตรงกันข้ามกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ทำเกิดการขยายฐานและผนึกกำลังกันชัดเจน ประยงค์ ดอกลำใย ที่ปรึกษาสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือและกองเลขานุการสมัชชาคนจน หนึ่งในแกนนำการชุมนุมครับนี้กล่าวกับเรา
นี่น่าจะเป็นสิ่งแรกที่ทำให้ฐานการเคลื่อนไหวของพวกเขาครั้งนี้แข็งแรง ประยงค์เสริมอีกว่า แต่ละองค์กรที่มาครั้งนี้มีความเคลื่อนไหวกันมายาวนานทั้งในระดับภูมิภาค และระดับโลก สั่งสมประสบการณ์การต่อสู้มาไม่น้อย บวกรวมกับการติดตามข้อมูลเอฟทีเออย่างใกล้ชิดและตรงประเด็นของกลุ่มเอฟทีเอ วอทช์ (FTA Watch) นำไปสู่การประสานกันอย่างลงตัวระหว่างประสบการณ์ และฐานข้อมูล
อีกปัจจัยหนึ่งที่ประยงค์คิดว่ามีส่วนสำคัญที่ทำให้การเคลื่อนไหวครั้งนี้ส่งผลสะเทือนมากก็คือ 'ปัจจัยทางการเมือง' เนื่องจากขณะนี้รัฐบาลกำลังอยู่ในช่วงขาลง จึงทำให้ได้รับเสียงตอบรับจากสื่อ และสังคมสูง
เขาเผยถึงขั้นตอนการขับเคลื่อนการชุมนุมครั้งนี้ให้ฟังว่า
เราใช้ 11 องค์กร ร่วมเป็นกลไกหลักในการกำหนดกลยุทธ์ที่ผสานกับทีมงานเอ็นจีโอ มีการประเมินสถานการณ์ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง การประชุมเราก็จะดูว่ามีเรื่องใดบ้างที่กระทบกับ 11 องค์กร นี่คือการประเมินผลกระทบ วิเคราะห์ท่าทีรัฐบาลว่า จะตอบรับข้อเรียกร้องหรือไม่ ก็มาถึงการกำหนดมาตรการ สิ่งที่จะปูพื้นก่อนเลยคือ เราต้องทำให้สังคมเข้าใจ เริ่มจากกระบวนการเจรจาที่ไม่โปร่งใส มีการรณรงค์เรื่องนี้ในทุกจุดของประเทศที่มีเครือข่าย เป็นประเด็นรณรงค์หลักก่อนหน้านี้ 2 สัปดาห์
การส่งถ่ายข้อมูลแก่สังคมดำเนินไปในขั้นแรก ขั้นต่อมาคือการโฟกัสไปที่ประเด็นหลักๆ เช่น สิทธิบัตรยา, ทรัพย์สินทางปัญญา, สินค้าเกษตร เป็นต้น ซึ่งเรื่องเหล่านี้สร้างผลกระทบกับคนจำนวนมาก มันจึงสามารถขยายฐานความเข้าใจ และตื่นตัวของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว
สุดท้ายเราจึงประเมินมวลชนว่า เรามีปริมาณคนมากน้อยแค่ไหน มีศักยภาพที่จะเคลื่อนไหวได้มากน้อยแค่ไหน เพราะเป็นตัวแปรว่าการเคลื่อนไหวของเราจะเข้มข้นได้มากขนาดไหน เพราะถ้าเข้มข้นมาก แต่กำลังน้อยก็เสี่ยงที่จะถูกแยกสลาย เนื่องจากเราก็เป็นห่วงเรื่องฐานเสียงของนายกฯ ซึ่งอยู่ที่เชียงใหม่ด้วย เราเกรงจะมีม็อบมาชนม็อบ ประเด็นในการรณรงค์เคลื่อนไหว เราก็ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่รัฐบาลโดยตรง แต่เรามุ่งไปที่สหรัฐฯ เพราะเป็นผู้ยื่นข้อเสนอ เขาเอาเข้าสู่สภา จะมีมาตรการรองรับมาแล้ว ซึ่งเขาได้เปรียบทุกประตู ฉะนั้น ความชอบธรรมของการเคลื่อนไหวที่จะต่อต้านสหรัฐฯ ของเราก็มีสูง
เมื่อผ่านการพูดคุยกันมาอย่างหนักหน่วง ในที่สุดจึงแปรไปสู่การกำหนดแผนการเคลื่อนไหว การแบ่งหน้าที่ของแต่ละฝ่าย รูปแบบการเดินขบวน ฯลฯ ประยงค์เล่าต่อว่า
มาตรการวันแรกจะเป็นการเคลื่อนไหวแบบแฟนซีโดยใช้ริ้วขบวนที่จะให้การศึกษากับสังคม การใช้หุ่นล้อเลียน ใช้ละคร เพื่อชี้ภาพการเอาเปรียบของสหรัฐฯ เรียกจุดสนใจให้กับสาธารณะ ใช้การเล่นละครของกลุ่มละครชุมชน เราต้องการให้คนทั่วไปเห็นเนื้อหาของการประชุมที่มีผลกระทบต่อสังคม และเพื่อแสดงให้เห็นถึงพลังของเราด้วย อีกอย่างคือต้องสร้างผลกระทบต่อสาธารณะน้อยที่สุด ไม่ทำให้รถติด เราจึงเลือกเวลาหลัง 9 โมงเช้าไปแล้ว เมื่อวันแรกผ่านไปแล้วก็จะประเมินกันปรากฏว่าเสียงตอบรับดีเหมือนเดิม
ตอนเย็น เราก็ใช้พื้นที่สาธารณะที่เป็นศูนย์กลางของเมืองเชียงใหม่คือ ประตูท่าแพ เราประสานงานกับทาง ส.ว. และนักวิชาการที่ได้รับการยอมรับจากสังคมร่วมกันขึ้นเวทีสาธารณะ ไม่ได้เปิดโดยผู้ชุมนุม แต่เปิดโดยนักวิชาการให้ข้อมูล เพื่อสร้างความชอบธรรมในการเคลื่อนไหว และให้ประชาชนในเชียงใหม่มามีส่วนร่วมในประเด็นได้
การเคลื่อนไหวในวันแรกผ่านไปด้วยดี วันที่ 2 ทางกลุ่มเคลื่อนไหวจึงเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้น โดยยังไม่ทิ้งเรื่องการสร้างความเข้าใจต่อประเด็นปัญหา และเพิ่มมาตรการเพื่อสร้างความเห็นอกเห็นใจจากสาธารณะชน ด้วยการเดิน 5 ก้าวกราบ 1 ครั้ง ประยงค์บอกว่ามันไม่ใช่เรื่องการแสดง แต่สะท้อนให้เห็นว่าเราคัดค้านด้วยเหตุและผล ขอความเข้าใจจากสาธารระและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สะท้อนให้เห็นถึงความอดทนของพวกเรา มันสร้างความชอบธรรมในการเผชิญหน้า
ส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่ง คือ การจัดแบ่งหน้าที่ของผู้ชุมนุม ซึ่งถือเป็นกลไกหลักกลไกหนึ่งที่ทำให้การเคลื่อนไหวครั้งนี้ประสบความสำเร็จ และควบคุมไม่ให้เกิดความรุนแรงทั้งจากมวลชน และเจ้าหน้าที่รัฐ
เรามีการจัดเป็นหมวดหมู่ที่ต้องดูแลกัน มีหน่วยผ้าพันคอแดงที่ต้องดูแลคนในสัดส่วน 20 ต่อ 1 หน่วยนี้จะต้องดูแลความปลอดภัยคนของตัวเอง คนที่มาชุมนุมก็จะรู้ว่าต้องฟังตัวแทนของเขา เพราะเมื่อมีสถานการณ์ฉุกเฉินต้องรอฟังสัญญาณจากหน่วยผ้าพันคอแดง พวกนี้จะมีบทบาทสำคัญทุกเรื่อง ดูแลทุกข์สุข สะท้อนข้อคิดเห็น และเอาสถานการณ์เข้าไปหารือกัน
ชุดที่ 2 คล้ายๆ เป็นกลไกบัญชาการ จะมีตัวแทนจากทุกๆ กลุ่ม กลุ่มละประมาณ 3 คน คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเป็นคณะกรรมการบริหารขององค์กรนั้นๆ อยู่แล้ว กลไกนี้เป็นกลไกปรึกษา ตัดสินใจ ใช้ผ้าพันคอสีเขียว การกำหนดกิจกรรม การตอบโต้จะอยู่ที่หน่วยนี้
ส่วนชุดที่ 3 เป็นแนวหน้าที่พร้อมจะเผชิญกับการกดดัน เผชิญหน้ากับตำรวจ ใช้ผ้าพันคอสีดำ แต่กลุ่มนี้ก็จะมีการประสานงานคอยฟังการหารือจากกลุ่มที่ 2 มีอยู่ประมาณ 300-500 คน มีร่างกายแข็งแรงพอสมควร มีประสบการ์การต่อสู้เคลื่อนไหว มีใจเกินร้อย มีวินัย หน่วยนี้เราจะให้ 1 คนงดูแลคนประมาณ 30 คน
2
สุริยันต์ ทองหนูเอียด หนึ่งในทีมกองเลขานุการสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในแกนนำการชุมนุมครั้งนี้ กล่าวถึงจังหวะการเคลื่อนไหวให้ฟังว่า
วันที่ 9 เมื่อประเมินแล้วว่าเราสามารถรณรงค์ได้ ไม่มีกระบวนการมาคัดค้าน ในทางสื่อเราได้พื้นที่พอสมควร วันแรกเราทะลุเป้าจึงนำไปสู่การรณรงค์ในวันที่ 2 ที่เราเริ่มกดดันมากขึ้น มีการเดิน-กราบ สร้างความเห็นอกเห็นใจ ให้รู้ว่าเราเคารพสถานที่ เราเดินด้วยศรัทธา
เขายังบอกอีกว่า เมื่อขบวนเคลื่อนมาถึงหน้าโรงแรมเชอราตัน ทางกลุ่มได้รับข้อมูลว่า กำลังมีการเจรจาในประเด็นสิทธิบัตรยา และสินค้าเกษตร จุดนี้เป็นแรงบวกที่ทำให้ต้องเพิ่มแรงกดดันจึงมีการตกลงกันว่า จะใช้หน่วยพิเศษผ้าพันคอดำ ดึงความสนใจจากสื่อและสังคม โดยอยู่บนเงื่อนไขที่จะไม่ให้เกิดความรุนแรง เขาบอกว่าหน่วยผ้าพันคอดำประมาณ 300 คนนี้ยินดีที่จะติดคุก
คน 300 คนถูกส่งมาจากแต่ละองค์กรเพื่อสร้างความสนใจในกิจกรรมจากสื่อและสังคม ถ้าเราอยู่แค่หน้าโรงแรมมันก็เหมือนแค่การปราศรัยเรียกร้อง แต่เมื่อเราทำไปมันสามารถหยุดการเจรจาได้ และมันกระเทือนไปถึงสังคม ส.ว.บางคนหรือนักการเมืองหัวก้าวหน้าก็ออกมาพูดซึ่งตรงนี้มันคุ้มแม้จะถูกจับ
ต้องยอมรับว่าชุดคอดำสร้างความประทับใจให้กับกลุ่มพี่น้องมาก ชุดคอดำเขาจะมีการประชุมเก็บความลับ ทำความเข้าใจว่าภารกิจที่ได้มาเป็นเรื่องคอขาดบาดตายของการชุมนุม การถูกจับเป็นเรื่องความกล้าหาญ เป็นเรื่องได้รับความไว้วางใจ ผ้าพันคอสีดำก็คือ เหรียญตราของเขา
เมื่อมีจังหวะรุกย่อมต้องมีจังหวะผ่อน เพราะการพยายามรุกไล่กดดันจนเกินพอดี นอกจากจะไม่ส่งผลดีต่อข้อเรียกร้องแล้ว ยังอาจทำให้ความชอบธรรมถูกลดทอนลงไป ทั้งฝ่ายผู้ชุมนุมเองก็จะเหน็ดเหนื่อยกับภาวะกดดันรอบข้างโดยใช่เหตุ
เมื่อฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐหยุด เราก็ต้องทบทวนยุทธวิธี ความชอบธรรมที่จะกดดันก็ต้องปรับลดลง เราก็ผ่อนอารมณ์ลง ด้วยการชี้แจงว่าการเจรจา การขับเคลื่อนไปถึงไหนแล้ว ต้องมาจัดกระบวนใหม่ และส่งต่อให้งานวัฒนธรรมเข้าไปผ่อนอารมณ์ อ่านบทกวี หมอลำ ดนตรีจากเครือข่ายผู้ติดเชื้อ จากศิลปินในเมืองเชียงใหม่ก็มี เมื่อเป้าแต่ละขั้นตอนที่เราวางไว้มันถึงแล้ว เราจึงต้องผ่อนอารมณ์ให้อยู่ในเงื่อนไขที่เข้าใจว่าจะไม่มีการปลุกเพิ่ม ว่าภารกิจของเราสูงที่สุดอาจไม่ถึง แต่ระดับที่พอใจนั้นได้แล้ว กิจกรรมอีกวันหนึ่งจึงไม่เน้นด้านการบุก เป็นกิจกรรมหลอมรวม
ถือเป็นเรื่องปกติในการต่อสู้ย่อมมีผู้บาดเจ็บล้มตายทั้งในเชิงนามธรรมและรูปธรรม แต่ก็อย่างที่พูดกันว่า 'สงครามยังไม่จบอย่าเพิ่งนับศพทหาร' การต่อสู้ของภาคประชาชนกรณีเอฟทีเอยังไม่ถึงฉากสุดท้าย การชุมนุมคัดค้านที่จังหวัดเชียงใหม่คงมิใช่ศึกตัดสินสงครามครั้งนี้
สุดท้ายเราถามเขาว่า สิ่งที่กลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องให้ยุติการเจรจานั้นไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลแต่อย่างใด?...แม้ว่าจะสามารถแรงสะเทือนได้อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในการชุมนุมครั้งไหนๆ แล้ว เช่นนี้จะถือว่าเป็นชัยชนะได้หรือไม่?
เขาตอบว่า ผมคิดว่ามันเป็นการสะสมชัยชนะครับ เราได้เปิดพื้นที่มาอีกขึ้นหนึ่งของการต่อสู้ภาคประชาชน มองในเชิงรูปธรรมเราขึ้นบันไดโรงแรมมาได้อีก 3 ขั้น ถ้ามองในเชิงสังคมเราทำให้สังคมยอมรับการเคลื่อนไหวแบบนี้ ซึ่งเมื่อก่อนสังคมไม่ยอมรับ เราเชื่อว่าการยึดกระแสสาธารณะเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่กว่าการยึดโรงแรม
***********************
ข้อสังเกตจากนอกสมรภูมิ
ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บรรณาธิการบริหารสำนักข่าวประชาไท เขาเป็นคนหนึ่งที่ลงไปอยู่ในสถานการณ์การชุมนุมครั้งนี้ แสดงความเห็นว่า
ในฐานะสื่อต้องบอกว่าการชุมนุมครั้งนี้มันเห็นเลยว่าได้รับผลสะเทือนมาจากโลกาภิวัตน์ภาคประชาชน หมายถึงว่ากระบวนการต่อต้านมีการแลกเปลี่ยนเทคนิค ทักษะ องค์ความรู้บางอย่างในการจัดการกลุ่มผู้ชุมนุม การรวมมวลชนที่มาจาก 11 เครือข่ายมารวมกัน และขับเคลื่อนภายใต้ประเด็นเดียวกัน ทำข่าวมาหลายปีเห็นเลยว่าการขับเคลื่อนประเด็นเหล่านี้มันไม่ได้หมู ฉะนั้น การชุมนุมครั้งนี้จึงประกอบไปด้วย หนึ่ง-เป้าหมายที่ชัดเจนของการต่อสู้ครั้งนี้ สอง-การประสานเครือข่ายที่สุดยอด สาม-การจัดการม็อบซึ่งเป็นการจัดการที่ดีมาก มีบทเรียน สรุปบทเรียนและมีประสบการณ์
ข้อสังเกตคือ ผมรู้สึกว่าภายใต้การจัดการม็อบที่ดีอย่างนี้มันเป็นประโยชน์ต่อรัฐด้วย คือรัฐสามารถวางใจได้และถ้าเกิดเข้าใจก็จะรู้ว่านั่นคือการต่อสู้ ไม่มีใครประสงค์ที่จะให้เกิดการจราจล นอกจากต้องการนำเสนอสิ่งที่เขาเรียกร้อง เพราะฉะนั้นแล้วรัฐจะต้องเรียนรู้จากการจัดการม็อบเอฟทีเอคราวนี้ เพื่อที่จะได้ปฏิบัติต่อม็อบอย่างดีในกรณีต่อๆ ไป เพราะม็อบเขาไม่ใช่ความรุนแรงเลย รู้ว่าสันติวิธีมันคืออาวุธของเขา วิธีที่เขาดันรั้วเขาใช้อกครับ เขาใช้หัวใจดันรั้วนะ ผลักรั้วกันเข้ามาจนแรงตำรวจสู้ไม่ได้ ไม่มีใครเงื้อกำปั้นขึ้นมาเลยสักคน ทุกคนยอมเจ็บ
ผมไปคุยกับแกนนำม็อบหลายๆ คน เขาคิดว่าสิ่งสำคัญที่ได้จากม็อบครั้งนี้มันเป็นชัยชนะเบื้องต้นของการทำให้เห็นว่าเราสามารถทำให้ผู้แทนเจรจาทั้ง 2 คณะหนีได้ ซึ่งถามว่ามันมีคุณค่ามั้ย แม้ว่าเป้าที่ตั้งไว้จะเป็นไปไม่ได้ แต่มันมีคุณค่า มันเห็นถึงพลัง มันสร้างความมั่นใจให้เครือข่ายอื่นๆ ที่ไม่ได้เข้าร่วมครั้งนี้ ผมคิดว่ามันเป็นการฟื้นตื่นของกระบวนการต่อสู้ภาคประชาชนที่รัฐทำอะไรไม่ได้ แล้วต่อจากนี้ เป็นชัยชนะของภาคประชาชน ชัยชนะในประเด็นมันไม่ได้ถาวรเท่ากับชัยชนะในการเชื่อว่าการต่อสู้ของประชาชนเป็นไปได้จริง
สำหรับประภาส ปิ่นตบแต่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักวิชาการที่ศึกษาการเคลื่อนไหวภาคประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง กล่าวว่า
ถ้าดูจากคนข้างนอกที่ไม่ค่อยได้ตามมาก เวลาเราเข้าใจม็อบหรือการชุมนุมมันอาจต้องดูในเชิงพัฒนากระบวนการจัดการ การสร้างเครือข่าย ซึ่งประสิทธิภาพของการจัดการชุมนุม ผมว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น ประเด็นที่อยากจะชี้ให้เห็นก็คือ เครือข่ายเหล่านี้มีทุนเดิมอยู่แล้วในการเคลื่อนไหวและเคยผ่านประสบการณ์มายาวนาน ทั้งหมดนี้มันมีทุนโดยพื้นฐาน
คำถามคือ ทำไมการเคลื่อนไหวเอฟทีเอครั้งนี้มันมีผลสะเทือนค่อนข้างมาก ผมคิดว่าเวลาเราอธิบายเรื่องนี้มีปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายส่วน ส่วนแรก ถ้าเรียกรวมๆ ก็คือปัจจัยภายใน บรรดาองค์กรที่เคลื่อนไหว เราเห็นถึงคนข้างนอกที่เป็นชนชั้นกลางที่เข้าไป ไม่ว่าจะเป็นเอ็นจีโอหรือนักวิชาการ การผลิตความรู้ต่างๆ มันเป็นกระบวนการที่ยาวนาน 2 ปี เราต้องให้ค่าเรื่องกระบวนการสร้างองค์ความรู้เหล่านี้ด้วย เพราะเหตุผลหรือข้อมูลที่คนเหล่านี้หยิบขึ้นมามันฟังขึ้น เนื่องจากมันมีการศึกษามาแล้ว ขณะที่องค์กรอื่นที่ผ่านมาไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ กับอีกส่วนหนึ่งในกรณียุทธวิธีการเคลื่อนไหวซึ่งผมไม่ค่อยชัดเจน แต่ว่าเราเห็นถึงการสร้างนวัตกรรมการต่อสู้ที่สามารถดึงดูดผู้คนเข้ามาอย่างมากมาย เรื่องพวกนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการนอนฝัน มันต้องมานั่งคุย พัฒนาแท็กติกกัน เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเคลื่อนไหวกัน เกิดการปรับใช้สัญลักษณ์ การชุมนุมคัดค้านเอฟทีเอครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การเดินขบวน เอาจำนวนเข้าว่า แม้เรื่องจำนวนจะสำคัญแต่มันไม่เพียงพอที่จะสื่อสาร
การเคลื่อนไหวแต่ละครั้งของกระบวนการภาคประชาชน มันมีผลต่อกระบวนการในวันข้างหน้าอยู่ตลอดเวลา มันเป็นบทเรียนแน่ๆ แต่ในเชิงแท็กติกนั้นขบวนการอื่นๆ เขาก็ต้องพัฒนาไปตามประเด็นการเคลื่อนไหว อีกจุดหนึ่งคือถ้าเราดูในปัจจุบันนี้ ผมคิดว่าพื้นที่ในสังคมมันเริ่มเปิดให้กับขบวนการเคลื่อนไหวค่อนข้างเยอะโดยเฉพาะพื้นที่สื่อ ตรงนี้อาจเป็นความผิดพลาดของรัฐบาลก็ได้ที่ไปรบกับสื่อ จึงทำให้เวลาเคลื่อนไหวได้รับความสนใจจากสื่อ มันบวกกับภาวะขาลงของรัฐบาลด้วย ดังนั้น เมื่อการชุมนุมคัดค้านเอฟทีเอมันอยู่ในบรรยากาศแบบนี้ จึงต่างกับเมื่อ 4-5 ปีก่อน บวกกับเอฟทีเอนี้มันกระทบกับคนหลายส่วน
ทางด้าน วิภา ดาวมณี ผู้ประสานงานสมัชชาสังคมโลก (WSF-World Social Forum) นักวิชาการสายมาร์กซิสต์ กล่าวถึงการชุมนุมครั้งนี้ว่า
ดิฉันคิดว่ากลุ่มที่เขาเคลื่อนไหว เช่น ผู้ป่วยเอดส์ เขาค่อนข้างเป็นระบบเพราะมีการเคลื่อนไหวเป็นระยะๆ มีการประชุมระดับนานาชาติ เขาฝึกฝนค่ะ ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ แล้วเขาจัดตั้งได้ รู้สึกว่ามีลักษณะเป็นเครือข่ายที่ชัดเจน เป็นกลุ่มที่อาศัยหัวข้อที่ชัดเจนในการเคลื่อนขบวน คือเขาต่อสู้ในจุดที่เป็นรูปธรรมจริง และผ่านกระบวนการหล่อหลอม
เวลาเราพูดเรื่องการจัดตั้ง ต้องพูดตั้งแต่เรื่องหลักการ แนวคิด รูปการจัดตั้ง และการบริหาร ถ้าพูดแบบอดีตฝ่ายซ้ายจะเรียกว่า ความคิด-การเมือง-การจัดตั้ง เวลาเราจะพูดเรื่องการจัดตั้งจะต้องพูดมาตั้งแต่ความคิด อย่างเช่น เขายังไม่รู้ว่ากำลังต่อสู้กับเสรีนิยม ทุนนิยม ในแง่การเมืองมันก็จะไม่ชัดไปด้วย ถ้าแนวคิดของเขาชัดเจนการจัดตั้งก็จะปรากฏ
แต่ถ้าเราสามารถเชื่อมโยงการต่อสู้ไปสู่ระดับสากลได้ มันจะทำให้เราพัฒนาไม่เฉพาะการเปิดกว้างของความคิด โลกทัศน์เท่านั้น เขายังจะพัฒนาเรื่องรูปแบบการจัดตั้ง ซึ่งการชุมนุมที่เชียงใหม่ครั้งนี้ ดิฉันเชื่อว่าเขาได้บทเรียนมาจากการคัดค้านดับบลิวทีโอที่ฮ่องกง มันเป็นการเรียนรู้ระหว่างกัน ต่อไปนี้ต้องมองกระทั่งว่าประเด็นพวกนี้มันไปรวมศูนย์ที่อำนาจรัฐ และกลไกตลาดเสรี
************************************
เรื่อง-กฤษฎา ศุภวรรธนะกุล
|
|
|