|
เมื่อวันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม 2536 เวลาประมาณ 16.00 น. ได้เกิดเพลิงไหม้โรงงานผลิตตุ๊กตาและของเล่นเด็กของบริษัท
เคเดอร์อินดัสเทรียล (ไทยแลนด์) จำกัด และบริษัท ไทยจิว ฟู
อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ทำให้คนงานของบริษัทเคเดอร์ เสียชีวิต
188 คน และบาดเจ็บ 469 คน นับเป็นอุบัติเหตุครั้งร้ายแรงที่สุดในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย
เป็นข่าวใหญ่ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันทั้งในประเทศและต่างประเทศ
อุบัติเหตุเพลิงไหม้ที่โรงงานบริษัท
เคเดอร์ อินดัสเตรียล (ไทยแลนด์) จำกัด และบริษัท ไทย จิว
อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2536
โรงงานตั้งอยู่เลขที่ 22/14-17 ถนนพุทธมณฑลสาย 4 หมู่ 6 ต.กระทุ่มล้ม
อ.สามพราน จ.นครปฐม เพลิงไหม้ครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง
188 ราย แยกเป็นคนงานชาย 14 ราย และคนงานหญิง 174 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งสิ้น
469 ราย นอกจากนี้อาคาร และเครื่องจักรทั้งสามอาคาร คืออาคาร
1,2 และ 3 เสียหายโดยสิ้นเชิง
บริษัททั้งสองเป็นของกลุ่มบริษัทเคเดอร์ ที่ผลิตตุ๊กตา และของเล่นขนาดใหญ่ที่มีเครือข่ายการผลิตทั้งในฮ่องกง
ไต้หวัน และไทย มีเครือข่ายการจัดจำหน่ายหลายแห่งทั้งในยุโรป
และสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ล่าสุดได้ตั้งบริษัทร่วมทุนในอินโดนีเซีย
สำหรับในประเทศไทย ผู้ร่วมลงทุนคือ คนในตระกูล "เจียรวนนท์"
และได้รับการส่งเสริมจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
บริเวณที่ถูกเพลิงไหม้เป็นกลุ่มอาคาร 4 หลัง ลักษณะอาคารแต่ละหลังมีขนาดกว้าง
30 เมตร ยาว 65 เมตร สูง 4 ชั้น ภายในแต่ละชั้นมีลักษณะเปิดโล่ง
ตั้งอยู่บนเนื้อที่ประมาณ 23 ไร่ โดยอาคารหลังที่ 1-2 เป็นที่ตั้งของบริษัทเคเดอร์
อาคารหลังที่ 3 เป็นที่ตั้งของ บริษัท ไทยจิว ฟู ฯ และอาคารหลังที่
4 เป็นที่ตั้งของบริษัท เค ซี พี แพคกิ้ง จำกัด อาคารหลังที่
1, 2 และ 3 ที่ถูกเพลิงไหม้ โครงสร้างเป็นเสาเหล็กรูปพรรณ
คานเหล็กรูปพรรณ และพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กสำเร็จรูปหน้าตัดตัวที
ผนังคอนกรีตบล็อคหนา 7 เซนติเมตร สำหรับอาคารโรงงานที่ 4 ซึ่งไม่ถูกไฟไหม้
โครงสร้างอาคารเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กอ่อนใน มีลักษณะรูปร่างของอาคารคล้ายกับหลังที่
1-3 ยกเว้น ความสูงของอาคารรวมจะสูงกว่าประมาณ 2 เมตร
แต่ละอาคารมีบันไดขึ้นลง 2 แห่ง ความกว้างบันได 1.60 เมตร
มีประตูกระจกโครงอลูมิเนียมเปิดวิง 2 บาน กั้นระหว่างบันไดและห้องทำงาน
ประตูที่ทางออกจากห้องโถงบันไดที่ชั้นพื้นดิน (ซึ่งเป็นประตูทางออกจากอาคาร)
เป็นประตูขนาด 3 x 4 เมตร จำนวน 2 แห่ง บันไดทั้งสองอยู่ฟากเดียวกันของอาคาร
และไม่มีบันไดอื่นที่สามารถใช้หนีไฟได้อีก ในแต่ละชั้นของอาคาร
จะมีหัวจ่ายน้ำดับเพลิงขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางท่อ 1 นิ้ว จำนวน
2 แห่ง ติดตั้งที่หัวและท้ายของอาคาร นอกจากนี้พบถังดับเพลิงไหม้ชนิดมือถือแต่ไม่เพียงพอ
และไม่มีระบบเตือนภัยอื่น ๆ มีแต่ระบบกระดิ่งบอกเวลาเลิกงานซึ่งควบคุมโดยนาฬิกาไฟฟ้า
ไม่มีระบบกระจายเสียงใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ยามรักษาการณ์มีวิทยุติดต่อประจำตัว
อาคารทุกหลังมีลิฟท์ขนส่งของระหว่างชั้น
ขนาดประมาณ 2.0 x 3.0 เมตร จำนวน 2 ตัว ระบบลิฟท์เป็นชนิดดัดแปลง
รวมทั้งประตูเป็นชนิดประตูเหล็กยึด
ระหว่างอาคารถึงอาคารทุกชั้น ทั้งสามหลังที่เกิดเพลิงไหม้
มีทางเชื่อมขนาดกว้าง 10 เมตร สำหรับทางเชื่อมระหว่างอาคารหลังที่
3 และหลังที่ 4 เป็นสะพานโครงสร้างเหล็กกว้าง 2.5 เมตร
บริษัทเคเดอร์ได้รับอนุญาตปลูกสร้างอาคารตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร
พ.ศ.2522 ครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2531 ต่อมาได้เกิดเพลิงไหม้เมื่อวันที่
16 สิงหาคม 2532 บริษัทจึงได้ขออนุญาตปลูกสร้างอาคารใหม่รวม
4 หลัง ซึ่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นจังหวัดได้อนุมัติให้ก่อสร้างอาคารเมื่อวันที่
25 ตุลาคม 2532
บริษัทเคเดอร์ได้รับอนุญาตให้ตั้งโรงงานครั้งแรก จากกรมโรงงานอุตสาหกรรมเมื่อเดือนตุลาคม
2531 และได้รับอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน จากกรมโรงงาน ฯ เมื่อเดือนกรกฎาคม
2533 และได้รับอนญาตประกอบกิจการโรงงานจากกรมโรงงาน ฯ เมื่อเดือนธันวาคม
2533 หมดอายุลงเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2535 และก็ได้ มีการยื่นขอต่ออายุใบอนุญาตแล้ว
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแบบแปลนที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร
และกฎหมายว่าด้วยการควบคุมโรงงานอุตสาหกรรม มีข้อแตกต่างกัน
2 ประการคือ
1.บันไดขึ้นลงระหว่างชั้น
แบบแปลนที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารมี 3
บันได แต่แบบแปลนที่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.โรงงานมี 2 บันได
และก่อสร้างจริงก็มีเพียง 2 บันได
2.ทางเชื่อมระหว่างอาคารทุกชั้นของโรงงานทั้ง 3 หลัง แบบแปลนที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารไม่มีทางเชื่อมดังกล่าว
จำนวนพนักงานบริษัทเคเดอร์มีทั้งสิ้น 3,000 คน เป็นพนักงานชายจำนวน
200 คน เป็นพนักงานหญิงจำนวน 2,800 คน สำหรับบริษัท ไทยจิว
ฟู ฯ มีคนงานทั้งสิ้น 2,200 คน เป็นพนักงานชายจำนวน 300 คน
และเป็นพนักงานหญิงจำนวน 1,900 คน
คนงานบริษัทเคเดอร์ ได้รับจดทะเบียนจัดตั้งสหภาพแรงงานเคเดอร์อินดัสเทรียล
เมื่อวันที่ 8มีนาคม 2534 มีสมาชิก 413 คน ซึ่งสหภาพแรงงานเคเดอร์
ได้เข้าเป็นสมาชิกของสภาองค์การลูกจ้างแรงงานเสรีแห่งชาติ
สภาพการทำงานของคนงานในโรงงานดังกล่าวซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานสตรี
โดยเป็นการจ้างงานที่ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 125 บาท เริ่มงานตั้งแต่
08.00-17.00 น. บางวันที่งานมากคนงานจะทำงานล่วงเวลาถึง 21.00
หรือ 22.00 น. สภาพการทำงานเป็นงานที่เร่งรัดเคร่งเครียด สถานที่แออัดในอาคารแต่ละชั้นจะมีคนงานประมาณ
500 คน (ยกเว้นชั้นแรกซึ่งเป็นแผนกตัดผ้า) คนงานจะทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีฝุ่นฝ้าย
ขนสัตว์ ฝุ่นจากเส้นใยสังเคราะห์ มีกลิ่นสีจากกระบวนการผลิตตลอดเวลาและมีเสียงดัง
คนงานมักเจ็บป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจและผิวหนัง โรงงานได้ตั้งกองทุนค่ารักษาพยาบาล
โดยหักจากคนงานเดือนละ 10 บาท คนงานที่ป่วยไปรักษานอกโรงงานจะเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ไม่เกินครั้งละ
150 บาท คนงานที่ไม่เสียเงินเข้ากองทุนไม่มีสิทธิเบิกเงินจากกองทุน
บริษัทมีประวัติการเกิดเพลิงไหม้ 3 ครั้ง
ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2532 โดยได้เกิดเพลิงไหม้อาคารโรงงานบริษัทบริเวณชั้นที่
3 ทางเชื่อมระหว่างอาคาร 2 และอาคาร 3 มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน
18 คน อาคารได้รับความเสียหายมาก สาเหตุเกิดจากอุปกรณ์ไฟฟ้าเสื่อมไฟฟ้าลัดวงจร
จึงขออนญาตปลูกสร้างอาคารใหม่
ครั้งที่ 2 เป็นวันที่ 2 พฤศจิกายน 2534 เกิดเพลิงไหม้ที่โรงเก็บตุ๊กตา
ครั้งที่ 3 วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2536 เกิดเพลิงไหม้อาคารหลังที่
3 ชั้น 2 และชั้น 3 ทำให้สินค้าได้รับความเสียหาย
หลังจากได้เกิดเพลิงไหม้ครั้งที่ 3 แล้ว ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์
2536 เจ้าหน้าที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้ออกหนังสือแนะนำข้อปฏิบัติเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้าง
โดยให้นายจ้างปฏิบัติ 5 ข้อ และในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2536
กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้สั่งให้โรงงานปรับปรุงแก้ไขรวม 5 ข้อ
คือ
1. ให้แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (จป.)
2. ให้จัดและบังคับใช้อุปกรณ์คุ้มครอง เช่น ที่ลดเสียงแผนกบดชิ้นส่วนพลาสติก
3. ให้มีตรวจสอบลิฟต์ขนของภายในโรงงาน และห้ามพนักงานโดยสาร
4. ให้จัดทำแผนป้องกันอัคคีภัย และซ้อมดับเพลิง พร้อมทั้งรายงานให้ทราบ
5. ให้มีการตรวจร่างกายประจำปีให้กับพนักงาน
สาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ครั้งนี้ (10พฤษภาคม 2536)
จากการสืบสวนของกรมตำรวจพบต้นเพลิงบริเวณห้องชั้นล่างของอาคารที่
1 พบร่องรอยที่พื้นปูนมีรอยไหม้เป็นสีน้ำตาล และมีพยานยืนยันว่ามีสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่ของพนักงานคนหนึ่งในที่เกิดเหตุ
ซึ่งขณะนี้กำลังถูกดำเนินคดีอยู่
สาเหตุที่ทำให้เกิดการตายมาก
โครงสร้างเหล็ก เช่น เสาและคายเหล็กรูปพรรณ มิได้มีการออกแบบให้มีวัสดุหุ้มเพื่อป้องกันไฟไว้เลย
ทำให้โครงสร้างพังทลายอย่างรวดเร็ว ตามข่าวหลายแหล่งแจ้งว่าโรงงานเคยถูกไฟไหม้หลายครั้ง
จึงไม่ทราบว่าทำไมจึงไม่มีการพิจารณาเพิ่มมาตราการป้องกันภัย
ที่อาจจะเกิดจากอัคคีภัยในการขออนุญาตก่อสร้างใหม่ เช่น การมีวัสดุฉนวนหุ้มเสาเหล็กเปลือย
เป็นต้น ถึงแม้จะไม่มีกฎหมายบังคับก็ตาม
การวิบัติอย่างรวดเร็วและทั้งหมด ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลสืบเนื่องจากการขาดรายละเอียดทางโครงสร้าง
อาทิเช่น ชิ้นส่วนเพื่อยึดเกาะระหว่างโครงสร้างคานและพื้น
และการค้ำยันด้านข้างของโครงสร้าง
บันไดขนาดกว้าง 1.60 เมตร จำนวน 2 แห่ง ออกแบบไว้สำหรับใช้งานตามปกติเท่านั้น
จึงมีขนาดเล็กเกินไปที่จะให้คนงานจากชั้นละประมาณ 500 คนหลบหนีจากอาคารได้
นอกจากนี้ ตำแหน่งของบันไดทั้งสองอยู่ฟากเดียวกันของอาคาร
ทำให้คนงานถูกบล็อคด้วยไฟและควันไว้ทั้งหมด ลักษณะของบันไดที่เป็นห้องโถงมีประตูกั้นแยกออกจากห้องทำงาน
ทำให้ห้องโถงบันไดซึ่งไม่มีระบบอัดอากาศ กลายเป็นลักษณะของปล่องดูดควันและไฟให้ขึ้นชั้นบนอย่างรวดเร็ว
ประตูทางออกจากอาคาร ซึ่งอยู่ติดกับบันไดมีขนาดกว้าง 1.6
เมตร จำนวน 2 แห่ง ไม่เพียงพอที่จะให้คนงานประมาณ 2,000 คน
หลบหนีออกจากอาคารได้ทันท่วงที
ไม่มีระบบเตือนภัย หรือระบบกระจายเสียงในโรงงานที่จะแจ้งเตือนภัยให้คนงานทราบเลย
นอกจากนี้ห้องทำงานเป็นระบบปรับอากาศ ประกอบกับเสียงเย็บจักรทำให้คนงานไม่ทราบเหตุการณ์
จนกว่าจะเห็นควันไฟแล้วเท่านั้น อนึ่ง แม้ว่าโรงงานจะมีกระดิ่งบอกเวลาเลิกงาน
แต่ก็ใช้เตือนภัยไม่ได้ เนื่องจากกระดิ่งทำงานด้วยนาฬิกาไฟฟ้าเท่านั้น
แม้ว่าโรงงานจะติดตั้งท่อฉีดน้ำดับเพลิงไว้ชั้นละ 2 หัว แต่เนื่องจากไม่มีการซักซ้อมหรือเตรียมพร้อมการต่อต้านไฟไหม้จึงไร้ผล
การไม่มีแผนหลบหนีไฟและไม่มีการซักซ้อมการหนีไฟ ทำให้ตระหนกตื่นตกใจ
และความประมาททำให้ยามรักษาการณ์ และหัวหน้าคนงานประเมินสถานการณ์ต่ำกว่าความเป็นจริง
จึงตัดสินใจผิดพลาดและล่าช้ากว่าเหตุ ลักษณะของลิฟท์ส่งของที่มีลักษณะประตูเป็นชนิดประตูยึดทำให้ช่องลิฟท์กลายเป็นปล่องควันไฟ
ดึงดูดทั้งควันและไฟให้ลุกลามข้ามจากชั้นล่างขึ้นชั้นบนเข้าสู่ห้องทำงานทุก
ๆ ชั้นโดยตรง ทางเดินเชื่อมระหว่างอาคารได้ทราบจากข่าวว่ามีการกองเก็บวัสดุไว้ข้าง
ๆ ทางเดิน ทำให้ไฟลุกลามจากอาคาร 1 ไปอาคาร 2 และอาคาร 3 อย่างรวดเร็ว
มีการกองเก็บวัสดุตามทางเดิน และใช้ชั้นล่างของโรงงานเป็นโกดังเก็บวัสดุทำให้โรงงานเต็มไปด้วยเชื้อไฟที่ลุกลามต่อเนื่องได้ตลอด
แม้กระทั่งลุกลามข้ามอาคารได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้จากการตรวจสอบอาคารที่
4 ซึ่งยังไม่ถูกไฟไหม้ผู้ไปตรวจพบว่าชั้นล่างมีการกองวัสดุเต็มพื้นที่สูงจรดเพดาน
แม้กระทั่งบริเวณรอบ ๆ แผงควบคุมไฟฟ้าซึ่งไม่มีการแยกเป็นสัดส่วนจากที่เก็บสินค้า
ลักษณะของอาคารโรงงานที่ไม่มีกันสาด ทำให้คนงานไม่สามารถปีนหนีออกจากห้องเพื่อหลบควันชั่วคราว
และรอรับความช่วยเหลือได้ จึงต้องปีนหน้าต่างกระโดดลงไปทันที
ที่มา : หนังสือเรื่อง "หมายเหตุอุบัติภัย 10 พฤษภาคม
" โดย บัณฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ หน้า 15-18
หลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นทางขบวนการแรงงานได้ร่วมประชุมและตกลงจัดตั้ง
"คณะทำงานติดตามความช่วยเหลือคนงานเคเดอร์"
ขึ้น ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของหลาย ๆ ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น สภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทย,
สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอตัดเย็บเสื้อผ้า ฯ, กลุ่มสหภาพแรงงานย่านอ้อมน้อย-อ้อมใหญ่,
สหภาพแรงงานเคเดอร์ ร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชนและนักวิชาการแรงงาน
โดยมีคุณสุวิทย์ หาทอง ประธานสภาแรงงาน ฯ และคุณอรุณี ศรีโต
ประธานสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอตัดเย็บเสื้อผ้า ฯ เป็นประธานคระทำงานร่วม
ซึ่งได้มีการรวบรมรายชื่อคนงานที่เสียชีวิต ผู้สูญหายและได้รับบาดเจ็บ
รวบรวมข้อมูลสิทธิประโยชน์ที่คนงานจะได้รับจากนายจ้าง เพื่อเป็นข้อมูลให้แก่คนงาน
พร้อมทั้งให้คำปรึกษาแก่คนงานและญาติผู้เสียชีวิตในการติดตามหาตัวคนงาน
และการขอรับความช่วยเหลือจากรัฐและนายจ้าง รวมทั้งเสนอให้รัฐเร่งรัดช่วยเหลืออย่างเป็นธรรม
ในช่วงหลังจากนั้นได้มีการพาคนงานเคเดอร์เข้าไปชี้แจ้งข้อเท็จจริงและขอช่วยเหลือจากหน่วยงานและบุคคลต่าง
ๆ ไม่ว่าจะเป็นกรรมาธิการการแรงงานและสวัสดิการสังคม สภาผู้แทนราษฎร,
นายบุญชู โรจนเสถียร รองนายกรัฐมนตรี, นายเชาวน์วัศ สุดลาภา
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย, พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
และองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ
นอกจากนั้นยังมีตัวแทนของคณะทำงานติดตามความช่วยเหลือคนงานเคเดอร์
และตัวแทนสหภาพแรงงานเคเดอร์ส่วนหนึ่ง เดินทางไปประท้วงบริษัทแม่ที่ฮ่องกง
ในระหว่างวันที่ 1-14 มิถุนายน 2536 โดยการประสานงานสนับสนุนขององค์กรพัฒนาเอกชนและองค์กรแรงงานในประเทศฮ่องกง
ต่อมาคณะทำงาน ฯได้ร่วมกับคนงานเคเดอร์ประมาณ 50 คน เดินขบวนจากสวนลุมพินีไปบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่ถนนสีลม
เพื่อประท้วงบริษัทซี.พี. ซึ่งเป็นเจ้าของผู้ลงทุนรายใหญ่ของบริษัทเคเดอร์
สำหรับการเจรจาต่อรองระหว่างบริษัทเคเดอร์กับฝ่ายเจรจาสิทธิประโยชน์
ศูนย์อำนวยการช่วยเหลือลูกจ้างที่ประสบภัย ซึ่งมีตัวแทนคนงาน
องค์พัฒนาเอกชนและนักวิชาการ เข้าร่วมเจรจาด้วยนั้น ในที่สุดได้ทำบันทึกตกลงกันได้เมื่อวันที่
13 กรกฎาคม 2536 มีสาระสำคัญดังนี้
1. บริษัทจะนำเงินที่จะต้องจ่ายให้กับทายาท ไปมอบให้กับสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดนครปฐม
ในกรณีที่เป็นค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าจ้างในวันหยุดพักผ่อนประจำปี
ค่าขดเชย และเงินอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการทำงานสำหรับค่าทำขวัญค่าสิทธิประโยชน์
นอกจากที่กล่าวไว้แล้ว จะได้ส่งมอบให้ทายาท/ผู้มีสิทธิต่อไป
ทั้งนี้จะมอบเงินดังกล่าวภายในวันที่ 16 กรกฎาคม 2536
2. บริษัทตกลงจ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างที่ได้รับบาดเจ็บละยังคงอยู่ในความดูแลของแพทย์
จนกว่าจะสิ้นสุดการรักษา ภายหลังจากนั้นบริษัทจะพิจารณาให้ปฏิบัติงานในหน้าที่ที่เหมาะสมต่อไป
หรือจ่ายค่าชดเชยตามสิทธิเช่นเดียวกับลูกจ้างอื่นตามแต่กรณี
3. บริษัทตกลงจ่ายเงินช่วยเหลือในการศึกษาของบุตรลูกจ้างผู้เสียชีวิตหรือทุพพลภาพ
ผ่านกรมประชาสงเคราะห์ ตามหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการ 3 ฝ่าย ประกอบด้วย
บริษัท ฝ่ายกรมประชาสงเคราะห์ และฝ่ายเจรจาสิทธิประโยชน์ รายละเอียดการช่วยเหลือบุตรของผู้เสียชีวิตหรือทุพพลภาพให้บริษัทรับผิดชอบ
ดังนี้
3.1 ค่าใช้จ่ายประจำและช่วยเหลือการศึกษาจนจบชั้นอุดมศึกษา
ดังนี้
- ตั้งแต่แรกเกิดถึงประถมศึกษา คนละ 1,000 บาท/เดือน
- ระดับมัธยมศึกษา คนละ 1,500 บาท/เดือน
- ระดับอุดมศึกษา คนละ 2,500 บาท/เดือน
3.2 ระดับอุดมศึกษาหมายถึงมหาวิทยาลัย ซึ่งกำหนดการศึกษาไม่เกิน
5 ปี และอายุไม่เกิน 25 ปีบริบูรณ์
4. บริษัทตกลงให้เงินช่วยเหลือแก่ทายาทหรือผู้อยู่ในอุปการะของผู้เสียชีวิต
จำนวน 180 ราย เป็นเงินรายละ 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน)
การให้เงินช่วยเหลือจำนวนดังกล่าว ให้หมายความรวมถึงลูกจ้างที่ประสบอันตรายถึงทุพพลภาพตามประกาศ
กระทรวงมหาดไทย เรื่อง กำหนดจ่ายค่าทดแทน ลงวันที่ 16 เมษายน
2515 ด้วย
ทั้งนี้ บริษัทฯจะจ่ายให้ตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2536 เวลา
10.00 น. เป็นต้นไป
5. บริษัทฯตกลงจ่ายเงินช่วยเหลือให้กับลูกจ้างซึ่งทำงานไม่ครบ
120 วัน เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายที่ได้รับ 30 วัน
ลูกจ้างซึ่งทำงานครบ 120 วันข้นไป จะได้รับเงินช่วยเหลือเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายที่ได้รับ
45 วัน
ทั้งนี้บริษัทฯ ตกลงจ่ายให้ในวันที่ 15-17 สิงหาคม 2536 ตั้งแต่เวลา
10.00 น. เป็นต้นไป โดยบริษัทฯ จะประกาศรายชื่อให้ทราบเป็นการล่วงหน้าก่อนถึงกำหนดจ่าย
7 วัน
6. บริษัทฯตกลงว่าจะรับลูกจ้างที่ประสบอันตรายและสามารถทำงานได้
เข้าทำงานตามความเหมาะสมของสภาพการทำงาน
7. บริษัทฯตกลงว่าจะรับลูกจ้างที่มีอายุงานมาก เช่น สามปีขึ้นไป
เข้าทำงานเป็นอันดับแรก เมื่อบริษัทฯเปิดดำเนินกิจการ
8. บริษัทฯตกลงว่าจะพิจารณารับญาติของลูกจ้างผู้ตาย และ/หรือทุพพลภาพ
เข้าทำงานตามความเหมาะสม
9. บริษัทฯตกลงให้สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จังหวัดนครปฐม
และสำนักงานประชาสงเคราะห์จังหวัดนครปฐม เป็นผู้กำกับดูแลความถูกต้องในการปฎิบัติให้เป็นไปตามบันทึกข้อตกลงนี้
ที่มา : ขบวนการสหภาพแรงงานไทย จาก รสช.ถึงยุด IMF โดยบัณฑิตย์
ธนชัยเศรษฐวุฒิ หน้า 118-120
ความตายของเพื่อนผู้ใช้แรงงาน 188 ศพจากเหตุการณ์ไฟไหม้โรงงานเคเดอร์
เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2536 ได้ปลุกสำนึกให้ผู้คนได้ตระหนักว่าระบบการดูแลด้านสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงานของบ้านเรา
เป็นระบบที่ไร้ประสิทธิภาพจำเป็นต้องมีการปฏิรูปอย่างยกเครื่องขนานใหญ่
ซึ่งได้นำสู่การเรียกร้องของขบวนการแรงงาน องค์กรพัฒนาเอกชน
นักวิชาการ อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งในที่สุดได้มีการเสนอให้
จัดตั้งสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานที่เป็นองค์กรอิสระ
บริหารงานอย่างเป็นประชาธิปไตยและมีส่วนร่วมของฝ่ายต่าง ๆ
ทั้งรัฐบาล นายจ้าง ลูกจ้าง คนป่วยและผู้เชี่ยวชาญ มีภารกิจดูแลสุขภาพความปลอดภัยในการทำงานแบบครบวงจร
คือการป้องกัน (ซึ่งเป็นงานที่เน้นให้ความสำคัญเป็นเรื่องพิเศษ)
การรักษาพยาบาลฟื้นฟู การตรวจตราบังคับให้ปฏิบัติตามกฎหมายและการจ่ายเงินทดแทน
โดยให้โอนกองทุนทดแทนมาบริหารโดยสถาบันใหม่เพื่อให้เกิดความคล่องตัว
การเรียกร้องในประเด็นนี้ได้มีองค์กรแรงงาน คนงานร่วมสนับสนุนอย่างกว้างขวาง
มีคนร่วมลงนามสนับสนุนกว่า 50,000 คน และท้ายสุดรัฐบาลนี้ได้โดยกระทรวงแรงงานและสวัสดิการได้ตั้งคณะอนุกรรมการร่วมพิจารณายกร่างกฎหมาย
เพื่อจัดตั้งสถาบันดังกล่าว โดยมีคุณลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์
เป็นประธาน จนกระทั่งสำเร็จเป็นร่างออกมา แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่ได้ถูกนำเข้าพิจารณาโดยคณะรัฐมนตรี
ขบวนการแรงงานจึงได้มีการเดินขบวนเรียกร้องหลายครั้ง โดยเฉพาะในวันที่
10 พฤษภาคมของทุกปี ซึ่งรัฐกำหนดให้เป็นวันความปลอดภัยแห่งชาติ
เราก็ต้องรอดูว่าข้อเรียกร้องของขบวนการแรงงานในเรื่องสถาบันความปลอดภัยฯ
จะเป็นจริงได้ในอีกกี่วัน
|