เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2547 ได้มีการจัดสัมมนา เรื่อง บนเส้นทางการต่อสู้เพื่อแรงงานหญิง
12
ปี กลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี จัดโดยมูลนิธิฟรีดริดเอแบร์ท
(FES) ร่วมกับกลุ่มบรูณาการแรงงานสตรี ณ โรงแรมสยามซิตี้ กรุงเทพมหานคร
การจัดงานครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นางอุไรวรรณ เทียนทอง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นผู้กล่าวเปิดงาน ซึ่งได้กล่าวชื่นชมการทำงาน
และความสำเร็จของกลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี ว่าเป็นผลงานที่เกิดจากการทุ่มเท
โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวลาคลอด 90 วัน โดยได้รับค่าจ้าง การรณรงค์ให้มีการจัดตั้งศูนย์เลี้ยงเด็กก่อนวัยเรียนในย่านอุตสาหกรรม
การรณรงค์ในประเด็นเกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติต่อสตรี รณรงค์เรื่องสุขภาพความปลอดภัยในการทำงาน
และเรียกร้องให้สตรีเข้าไปมีส่วนร่วมในขบวนการตัดสินใจในระดับบริหาร
สิ่งเหล่านี้ที่มีการรณรงค์ได้ส่งผลดีต่อสังคมโดยรวม
ในฐานะเป็นตัวแทนกระทรวงแรงงาน มีความยินดีที่จะสนับสนุนให้ความร่วมมือ
และส่งเสริมในการดำเนินงานของกลุ่มฯ เพื่อสร้างความเสมอภาค ความเท่าเทียม
ตลอดจนแก้ไขปัญหาแรงงานสตรีโดยยุติธรรมเท่าเทียมกับบุรุษ
สัมมนา เหลียวหลังแลหน้า กลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี ดำเนินรายการโดย
รศ. แล ดิลกวิทยรัตน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นางสาวอรุณี ศรีโต ประธานกลุ่มบูรณาการแรงงานสตรีคนที่
1 กล่าวถึงการทำงานว่าเริ่มจากการทำงานสหภาพแรงงานหลังปี 2523
และทำงานในโรงงานมา 30 ปี ต่อมาก้าวสู่การเป็นผู้นำในสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอการตัดเย็บเสื้อผ้า
และผลิตภัณฑ์หนังแห่งประเทศไทย และเป็นประธานสหพันธ์ฯในเวลาต่อมา
การทำงานเพื่อแรงงานสตรี นั้นเป็นเรื่องยากที่จะได้รับการยอมรับ
เช่นครั้งที่ดำรงตำแหน่งประธานสหพันธ์ฯอยู่ ได้เสนอต่อกรรมการสหพันธ์ฯ
เรื่องตั้งกรรมการฝ่ายสตรีและเด็กขึ้นมาดูแลเรื่องนี้เฉพาะ แต่เมื่อโหวตในกรรมการกับแพ้
เพราะกรรมการสหพันธ์ฯเห็นว่าไม่จำเป็นเพราะมีกรรมการฝ่ายศึกษาทำหน้าที่อยู่
นี้คือมุมหนึ่งที่ทำให้ทราบว่า ผู้นำผู้ชายส่วนมากไม่ได้มีความคิดที่ลึกซึ้งเหมือนกับผู้หญิง
เมื่อเกิดเหตุการณ์ รสช. ในปี 2534 ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เริ่มจับประเด็นเคลื่อนไหวลาคลอด
90 วัน มีการจัดประชุมที่สำนักงานบางประแก้ว ประกอบด้วยองค์กรต่างหลายองค์กร
เช่นมูลนิธิเพื่อนหญิง สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอฯ มูลนิธิอารมณ์
พงศ์พงัน ฯลฯ เพื่อรณรงค์ แต่ช่วงนั้นทำอะไรไม่ได้มาก จนหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ
การก่อกำเนิดกลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี
ครั้งนั้นได้มีการประสานงานรวมกลุ่ม โดยคุณอารีย์
หรูศรีหกุล เจ้าหน้าที่มูลนิธิฟรีดริด เอแบร์ท โดยมีคุณสุเพ็ญศรี
พึ่งโคกสูง คุณวันเพ็ญ เปรมแก้ว ประธานสหพันธ์แรงงานโลหะแห่งประเทศไทย
คุณอุษา สุวรรณทัต จากรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งนักวิชาการ เช่นอาจารย์ธีรนาถ
กาญจนอักษร เป็นต้น ได้ร่วมกันพูดถึงการรณรงค์เรื่องสตรี และจัดตั้งกลุ่ม
ขึ้นเพื่อการรณรงค์เคลื่อนไหวประเด็นผู้หญิง โดยเริ่มจากการเคลื่อนไหวประเด็นลาคลอด
90 วัน ซึ่งกระแสช่วงนั้นดีมาก เพราะกระแสประชาธิปไตยเบ่งบาน
ซึ่งก็ได้รับการสนับสนุนจากผู้นำแรงงานชาย สภาสตรีแห่งชาติ สื่อมวลชน
สมาชิกสภาผู้แทน สมาชิกวุฒิสภาที่เป็นผู้หญิง ถือว่าเป็นครั้งแรกของการเคลื่อนไหวที่แรงงานได้รับการสนับสนุน
และประโคมข่าวว่าผู้หญิงควรได้รับสิทธิลาคลอด 90 วัน การต่อสู้ครั้งนั้นให้หมอ
ให้นักวิชาการ เป็นผู้ให้สัมภาษณ์ ทำให้เกิดการยอมรับและสร้างความชอบธรรม
ทำให้การรณรงค์ประสบความสำเร็จ จึงถือเป็นการทำงานของกลุ่มฯชิ้นแรก
ที่ถึงแม้เป็นกลุ่มที่ไม่เป็นทางการ แต่สามารถทำงานได้ เป็นความก้าวหน้าอีกระดับหนึ่งของขบวนการแรงงาน
ปัญหาภาระการทำงานสองด้านของผู้หญิง คือผู้หญิงต้องทำงานบ้าน
ทำงานในโรงงาน เป็นการทำงานเกิน 8 ชั่วโมง ทำให้แรงงานหญิงต้องเลิกทำงานเพื่อสังคม
เพราะไม่มีความพร้อมต้องดูแลครอบครัว
ปัญหาเรื่องปากท้อง เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ค่าจ้างขั้นต่ำก็ไม่ได้มากนักภายใต้ค่าครองชีพที่ไม่สูงสามารถอยู่ได้โดยที่คนงานไม่ต้องทำงาน
OT (ล่วงเวลา) แต่ปัจจุบันผู้นำแรงงานยังต้องทำงานล่วงเวลา แม้ว่าค่าแรงดูสูงขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก
เพราะค่าครองชีพสูงขึ้น ทำให้รายได้ไม่พอใช้จ่าย เกิดความไม่พร้อมต่อการทำงานของผู้นำแรงงานต่อการทำงานทางสังคม
ปัญหานี้ก็เป็นปัญหาหนักที่ต้องช่วยกันแก้ไข
ปัญหาสุดท้าย คือปัญหาผู้นำแรงงานหญิง เรื่องการสร้างองค์ความรู้
การทำงานของผู้หญิงหากจะให้ได้รับการยอมรับนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
เพราะผู้หญิงจะถูกมองว่าแบบดูแคลนตลอดเวลา ฉะนั้นหากจะให้ได้รับการยอมรับผู้หญิงจะต้องเรียนรู้ให้มาก
ต้องกล้าตัดสินใจ กล้าแสดงภาวะผู้นำ ถึงจะทำให้เกิดการยอมรับ
ขณะนี้ปัญหาอุปสรรคมีความซับซ้อนขึ้น ทำให้เกิดความเดือดร้อนกันทั่วไปทั้งเกษตรกร
ชุมชน ฯลฯ การทำงานของกลุ่มปัจจุบันต้องทำงานหนักขึ้น และต้องทำให้ทุกคนเห็นว่าปัญหาผู้หญิงไม่ใช้แค่
เรื่องแรงงานเท่านั้น มีความเกี่ยวข้องกันทุกคน
นางวันเพ็ญ เปรมแก้ว ประธานกลุ่มบูรณาการแรงงานสตรีคนที่
2 กล่าวถึงประสบการทำงานกลุ่มฯว่า กิจการที่ตนรับผิดชอบทำงานอยู่นั้น
เป็นองค์กรที่มีผู้ชายประมาณ 90% และได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานหญิงคนแรกของสหพันธ์แรงงานโลหะแห่งประเทศไทย
ทำให้เกิดการกล่าวขานกันมาก เพราะว่าการที่ผู้หญิงจะได้รับการเลือกตั้งให้มาดำรงตำแหน่งผู้นำระดับสูง
เช่นสหพันธ์แรงงาน สภาองค์การลูกจ้างนั้นเป็นเรื่องที่ยาก
การเข้าร่วมกลุ่มฯ ได้รับการทาบทามให้เข้ามาพูดคุยเรื่องประเด็นปัญหาของผู้หญิงที่มีอยู่ในปัจจุบัน
จากที่ทำงานอยู่กับผู้ชายส่วนใหญ่ จึงไม่ค่อยเข้าใจปัญหาของผู้หญิงมากนัก
เมื่อได้มีการแลกเปลี่ยนกันทำให้เข้าใจปัญหาผู้หญิงมากขึ้น จึงตัดสินใจเข้าร่วมจัดตั้งกลุ่มฯขึ้น
ภายใต้การรวมตัวที่ไม่เป็นทางการ เพื่อจะได้ไม่ต้องทำงานภายใต้กรอบกฎหมาย
เพราะการทำงานภายใต้กลุ่มที่เป็นทางการมีกฎหมายมาควบคุมทำให้การทำงานของแรงงานมีขีดจำกัดในการเคลื่อนไหวรณรงค์เรียกร้อง
เมื่อรวมตัวกันในนามกลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี การเคลื่อนไหวใดไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครมาถอนทะเบียนกรรมการบริหารไม่จำเป็นต้องสังกัดองค์กรมา
ความพิเศษของกลุ่มผู้หญิงคือ การทำงานเป็นทีมความสำเร็จของงานไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล
ช่วง 12 ปีที่ผ่านมาที่กลุ่มฯประสบความสำเร็จ เป็นเพราะการทำงานที่ได้รับการสนับสนุนจากเครือข่าย
ช่วงที่ได้รับตำแหน่งประธานกลุ่มฯนั้น เป็นช่วงที่มีการชุมนุมเรียกร้องมาก
มีการเลิกจ้าง ปัญหาว่างงาน ปัญหาสุขภาพความปลอดภัย เพราะเป็นช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจทางการเงิน
ข้อเรียกร้องกลุ่มช่วงนั้น เป็นข้อเรียกร้องที่สอดคล้องต่อสถานการณ์ปัจจุบัน
เช่นเรียกร้องเรื่องประกันการว่างงาน การเรียกร้องกลุ่มทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานกับสภาองค์การลูกจ้าง
และกลุ่มต่างๆ ร่วมเคลื่อนไหว
ขบวนการแรงงานในประเทศไทยอาจไม่เป็นเอกภาพ ไม่มีความเข้มแข็ง
แต่บนพื้นฐานการทำงานของกลุ่มฯ ที่มีการรณรงค์เรียกร้องบนพื้นฐานของความถูกต้องที่ทำมาตลอด
ทำให้ได้รับการยอมรับจากกลุ่มสหภาพแรงงานย่านต่างๆ เข้ามาร่วมทำงานและเป็นกรรมการบริหาร
ซึ่งเป็นกำลังสำคัญการทำงานของกลุ่มฯ ในการร่วมแสดงความคิดเห็นเสนอข้อเรียกร้องเคลื่อนไหวทุกวันที่
8 มีนาคมทุกปี กลุ่มได้รับหน้าที่เป็นแกนนำในการเคลื่อนไหวมาตลอด
ข้อเรียกร้องที่ทางกลุ่มฯได้มีการณรงค์ ส่วนใหญ่เป็นการรับช่วงกันมา
เป็นเพราะว่ารัฐละเลยการให้ความสำคัญ แก้ไขปัญหาของแรงงานสตรี
เมื่อยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล จะถูกส่งมายังกระทรวงแรงงาน
เนื่องจากกระทรวงแรงงานเปลี่ยนรัฐมนตรีบ่อยทำให้ทำงานไม่ต่อเนื่อง
ปัญการเรียกร้องเพื่อขอเข้าไปมีส่วนร่วมของผู้หญิงในการตัดสินใจระดับนโยบายที่ประกอบด้วยคณะกรรมการไตรภาคีหลายคณะที่มีความเกี่ยวข้องกับผู้หญิง
โดยเฉพาะคณะกรรมการประกันสังคม ที่จะพิจารณาสิทธิในการลาคลอด
สิทธิในค่าคลอดบุตร ส่งเคราะห์บุตร ชราภาพ ดูแล้วเกี่ยวกับผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่
และคณะกรรมการชุดนี้ได้มาจากการแต่งตั้งโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
ปัจจุบันรัฐมนตรีเป็นผู้หญิงแต่ก็ไม่ได้พิจารณาแต่งตั้งผู้หญิง
แม้ทางกลุ่มฯจะเสนอชื่อเพื่อให้แต่งตั้งถึง 2 คน โดยอ้างว่าไม่ได้อยู่ในตำแหน่งคณะกรรมการสภาองค์การลูกจ้าง
ฉะนั้นไม่มีสิทธิที่จะเข้าไปเป็นคณะกรรมการประกันสังคม แม้รัฐบอกว่าเห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของผู้หญิง
แต่ปัจจุบันข้อเรียกร้องเหล่านี้ก็ยังไม่ได้รับการสนองตอบ ภายใต้การบริหารประเทศของรัฐบาลทักษิณ
ชินวัตร
นางสาววิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานกลุ่มบูรณาการแรงงานสตรีคนปัจจุบัน
กล่าวว่า การเข้ามาทำงานของกลุ่มฯ เพราะมีความผูกพัน และเป็นงานที่ท้าทายความสามารถ
เพราะประเด็นผู้หญิงเป็นประเด็นเฉพาะ กลุ่มฯจึงต้องทำหน้าที่ในการคิดค้นที่จะแก้ไขปัญหา
ตั้งแต่เป็นประธาน พบว่าการทำงานของกลุ่มได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรจำนวนมากเป็นอย่างดีรวมทั้งเป็นกำลังใจที่สำคัญ
เมื่อมีการขอความร่วมมือทุกคนก็จะให้ความสนับสนุนมาโดยตลอด
หน้าที่กิจกรรมกลุ่มฯที่ทำแบ่งได้ 4 ส่วน คือ
1. รณรงค์เคลื่อนไหวในระดับนโยบาย เช่นเรียกร้องเรื่องสถาบันคุ้มครองสุขภาพความปลอดภัยฯ
2. เรียกร้องเรื่องจัดตั้งศูนย์เลี้ยงเด็กในเขตย่านชุมชน
เป็นส่วนหนึ่งที่จะสร้างหลักประกันที่เข้มแข็ง สร้างสายใยความอบอุ่นให้ครอบครัว
เป็นกำลังใจการทำงาน
3. การให้การศึกษาอบรมเรื่องสิทธิความเสมอภาค และบทบาทระหว่างหญิงชายการเลือกปฏิบัติที่เกิดขึ้นเป็นเพราะยังขาดความเข้าใจเรื่องสิทธิ
4. การทำงานที่ร่วมกันเคลื่อนไหวกับองค์กรต่างๆ การทำงานให้คำปรึกษาการให้คำแนะนำ
ประสานงานกับภาครัฐ ให้ความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เมื่อเกิดปัญหา
การรณรงค์เรียกร้องเรื่องการจัดตั้งสถาบันความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมในสถานประกอบการ
ความคืบหน้าไปถึงไหน ปัจจุบันรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานก็ยังไม่ทราบว่าร่างกฎหมายฯออกจากคณะกรรมการกฤษฎีกาหรือยัง
ซึ่งถือเป็นประเด็นที่สำคัญ มีการเรียกร้องมานาน ต้องช่วยกันขับเคลื่อนต่อไปในอนาคต
เพื่อให้ประสบความสำเร็จ
การทำงานเชื่อมต่อกรณีการลาคลอด 90 วัน คือการผลักดันนโยบายรัฐในสนับสนุนงบประมาณในการจัดตั้งศูนย์เลี้ยงเด็กในเขตชุมชน
ซึ่งรัฐมนตรีก็เห็นความสำคัญและยินดีสนับสนุนที่จะจัดตั้งศูนย์เลี้ยงเด็ก
แต่ทางกลุ่มฯ จะต้องติดตามผลักดันต่อไป การจัดตั้งศูนย์ฯ ทุกครั้งจะต้องมีขบวนการแรงงาน
หรือชุมชนเข้าไปมีส่วนร่วม แม้มีการนำร่องตั้งศูนย์เลี้ยงเด็กแล้วหนึ่งแห่ง
แต่ไม่ได้หมายความว่าข้อเรียกร้องนี้ประสบความสำเร็จ เพราะทางกลุ่มมีความประสงค์จะให้เกิดศูนย์ฯในทุกย่านอุตสาหกรรมและชุมชน
ฉะนั้นคณะทำงานต้องติดตามต่อไป
การทำงานประสานกับกลุ่มต่างๆ เช่นแรงงานนอกระบบ เพื่อให้ได้รับสิทธิการคุ้มครองเช่นเดียวกับแรงงานในระบบ
เนื่องจากการจ้างในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น มีการจ้างงานแบบเหมาช่วง
เหมาค่าแรง ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิต และความไม่มั่นคงของคนงาน
นายจ้างมีแนวคิดจ้างงานในระบบน้อยลง แต่จ้างงานนอกระบบมากขึ้น
ในปี 2548 นี้คนที่ทำงานในระบบอาจมีผลกระทบจากการจ้างงานที่เปลี่ยนไปมากขึ้น
โดยเฉพาะแรงงานที่มีอายุงานมาก คนงานที่ติดเชื้อ HIV มีการประสานความร่วมมือเคลื่อนไหวเรียกร้องร่วมกัน
เพื่อให้มีการดูแล
ประเด็นหลังจากที่คนงานตกงาน ต้องการประกันตนต่อตามมาตรา
39 กฎหมายประกันสังคม ต้องส่งเงินสมทบสองเท่า ซึ่งมีการเรียกร้องให้มีการลดการส่งเงินสมทบให้เหลือเพียงเท่าเดียว
ปัญหาคือคณะกรรมการประกันสังคมได้ชี้แจงว่า ไม่สามารถลดการจ่ายสมทบให้เหลือเพียงหนึ่งเท่าได้
การทำงานในปัจจุบัน นอกจากการประสานงานเคลื่อนไหวเรียกร้อง
การทำงานจะสำเร็จได้ ส่วนหนึ่งกลุ่มฯต้องทำงานประสานความร่วมมือ
กับกระทรวงแรงงาน เพราะภายใต้รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร รัฐบาลนี้ไม่เคยให้ความสำคัญกับขบวนการเคลื่อนไหวของประชาชน
หรือผู้ใช้แรงงาน และไม่สนใจประเด็นปัญหาของผู้หญิง ดูได้จากการเคลื่อนไหวในวันสตรีสากล
ที่นายกไม่เคยให้การตอนรับ รับฟังปัญหา
Ms. Mylene Hega เลขาธิการองค์กรพัฒนาเอกชน MAKALAYA
ประเทศฟิลิปปินส์ ได้เล่าว่า การจ้างงานในประเทศมีหลายรูปแบบ
มีการจ้างงานแบบชั่วคราว ใช้สัญญาจ้างงานระยะสั้น เช่นในโซนอุตสาหกรรมมีโรงงานทั้งหมด
5 แห่ง เมื่อคนงานจะสมัครเข้าทำงานในโรงงานแบบสัญญาจ้างชั่วคราว
5 เดือน เมื่อหมดสัญญาจ้าง คนงานก็จะไปสมัครที่โรงงานต่อไปจนครบ
5 แห่ง จากนั้นคนงานจะเปลี่ยนชื่อใหม่ เพื่อเข้าไปสมัครทำงานที่โรงงานเดิมในโซนอุตสาหกรรมและทำงานวนเวียนจนครบ
5 แห่ง นี้คือวิธีการหางานทำของคนงานในประเทศ
เรื่องสุขภาพของคนงาน นายจ้างจะให้ความสำคัญในการคุ้มครองผลิตภัณฑ์มากกว่าคนงาน
นายจ้างจะไม่ให้คนงานใช้ถุงมือจับชิ้นงาน แม้ชิ้นงานจะมีความร้อน
การเข้าห้องน้ำของคนงานจะทำได้ ในช่วงเวลาที่กำหนด และคนงานเหล่านี้ไม่สามารถสมัครเข้าเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานได้
เช่นการทำงานในห้างสรรพสินค้า คนงานต้องยืน 8 ชั่วโมง ไม่สามารถนั่งพักได้
หากอยู่ในเวลาทำงาน
กรณีการกดขี่ทางเพศ หากคนงานมีการเรียกร้อง หรือร้องเรียนจะต้องผ่านคณะกรรมการสืบสวนการกดขี่ข่มเหงทางเพศ
ซึ่งประกอบด้วยนายจ้าง ลูกจ้าง รัฐ เป็นผู้รับเรื่องและสอบสวนสาเหตุการกดขี่ข่มเหงเป็นอย่างไร
ซึ่งมีการร้องเรียนน้อยมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีการกดขี่ทางเพศ
แต่เนื่องจากการหาสาเหตุหรือการสอบสวนไม่สามารถให้ความเป็นธรรมได้
โครงสร้างขบวนการแรงงานมีสภาองค์การลูกจ้างทั้งหมด
9 สภา และมีสหพันธ์แรงงานจำนวนมาก การต่อสู้ของสภาองค์การลูกจ้างจะไม่เอื้อต่อแรงงานผู้หญิง
จึงมีการรวมกลุ่มผู้หญิงขึ้นมาทำงาน เป็นการรวมกลุ่มของผู้หญิงที่ทำงานในองค์กรต่างๆ
เพื่อส่งเสริมกลไกการเข้าร่วมทำงานใน สหภาพ สภาองค์การลูกจ้าง
สหพันธ์แรงงาน ให้เท่าเทียมกับชาย และยกระดับความสามารถ ให้ได้การยอมรับบรรจุข้อเรียกร้องของผู้หญิง
ในข้อเรียกร้องของขบวนการแรงงาน
ประเด็นผู้หญิงที่สำคัญคือการดูแลลูก และสร้างทักษะด้านแรงงาน
หรือการสนับสนุนให้ผู้หญิงเป็นผู้นำอย่างเข้มแข็ง สร้างความมั่นใจ
และสร้างสถานดูแลลูก เพื่อการสร้างขวัญกำลังใจในการทำงานพัฒนาสหภาพ
Ms.
Elizabeth Tang หัวหน้าฝ่ายบริหาร สมาพันธ์แรงงานแห่งประเทศฮ่องกง
(Hong Kong Confederation of Trade Unions /HKCTU) กล่าวถึงการทำงานแรงงานว่า
จากสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง มีการเลิกจ้างคนงาน
ทำให้คนงานจำนวนมากตกงาน ทำให้แรงงานหญิงต้องเกิดปัญหา เนื่องจากการตกงานของผู้หญิงหมายถึงความเดือดร้อนทั้งครอบครัว
จากสถานการณ์การว่างงานจำนวนมากทำให้นายจ้างจะบังคับใช้แรงงานอย่างไรก็ได้
และจ่ายค่าแรงต่ำ ส่วนใหญ่เป็นการจ้างงานแบบครึ่งเวลา ซึ่งการจ้างงานแบบนี้
จะไม่ได้รับการคุ้มครองทางกฎหมาย
ภายใต้ภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ มีการจ้างงานค่าแรงต่ำ ไร้สวัสดิการ
และคนตกงานจำนวนมากอยู่ภายใต้ค่าครองชีพที่สูงขึ้น รัฐมีการตัดสวัสดิการทางสังคม
เช่นลดเงินอุดหนุนเด็กไปโรงเรียน เป็นการเพิ่มต้นทุนให้แกผู้หญิง
เพราะภาระด้านเศรษฐกิจในครอบครัวเป็นหน้าที่ที่ผู้หญิงต้องดูแล
ปัจจุบันนี้ในประเทศฮ่องกง มีผู้หญิงพลัดถิ่นจากประเทศต่างๆมาทำงาน
ในฮ่องกงจำนวนมาก เช่น ประเทศอินเดีย ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศไทย
ผู้หญิงเหล่านี้มาทำงานเต็มเวลา และต้องทำงานหนักกว่าคนในประเทศ
โดยไม่มีสวัสดิการ
ทิศทางการแก้ไขปัญหา คนงานหญิงระดับรากหญ้าได้จัดตั้งสหภาพแรงงานผู้หญิงท้องถิ่น
ทำงานกับคนงานรับใช้ในบ้าน คนงานทำงานชั่วคราว และจัดตั้งสหภาพแรงงานคนทำงานความสะอาด
รับสมัครสมาชิกทั่วไปรวมทั้งคนงานหญิงพลัดถิ่น ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิก
500 กว่าคน และสามารถสร้างเครือข่ายจัดสัมมนาร่วมกัน เพื่อสร้างความเข้าใจ
และหยุดยั้งการกีดกันทางเพศ ความเท่าเทียมทางเพศ การค้าประเวณี
ซึ่งไม่ได้รับค่าจ้าง หรือไม่มีหลักประกันทางสังคม เพื่อสร้างแนวคิดใหม่
และสร้างความเข้าให้กับสังคม
ขบวนการแรงงานปัจจุบันนี้อยู่ในขั้นวิกฤติ แรงงานต้องสร้างจิตวิญญาณใหม่
เชื่อว่าพลังของผู้หญิงสามารถสร้างความเข้มแข็งให้ขบวนการแรงงานได้
การรวมกลุ่มของผู้หญิงต้องออกมาจากสถานประกอบการ เพื่อการดูแลถึงระบบครอบครัว
เนื่องจากการจัดตั้งสหภาพขณะนี้ทำงานได้น้อยลง ขบวนการแรงงานมีโครงสร้างที่ไม่เข้มแข็ง
การรวมกลุ่มของผู้หญิง สามารถทำให้เกิดการตั้งสหภาพเพิ่มขึ้น
และมีสมาชิกสหภาพเพิ่มขึ้น การจัดตั้งสหภาพแรงงานจะต้องคำนึงถึงความมีชีวิต
มีการเรียนรู้ มีการยกระดับ มีการสร้างพันธมิตร และต้องให้ผู้หญิงเข้ามาอยู่ในขบวนการแรงงาน
เพื่อการสร้างโครงสร้างที่เข้มแข็ง
Ms. Alison Tate เจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างประเทศ สภาแรงงานแห่งประเทศออสเตรเลีย(Australian
Council of Trade Unions /ACTU)กล่าวว่าประเทศพัฒนาแล้ว คนงานได้ผลักดันให้เกิดการจ้างงานเท่าเทียมกันระหว่างหญิง
ชาย ทำให้ผู้หญิงส่วนมากที่มีทักษะความสามารถได้รับค่าจ้างเท่ากับผู้ชาย
แต่ก็ใช้เวลานานพอสมควร
กรณีลาคลอดบุตรของประเทศออสเตรเลีย จะได้รับค่าจ้างจำนวน
12 เดือน เพื่อดูแลบุตร แต่มีผู้หญิงเพียง 40% เท่านั้น เนื่องจากการจ้างงานปัจจุบันเป็นการจ้างงานแบบระยะสั้น
เพียง 4-5 เดือนเท่านั้น และมีค่าจ้างต่ำ ไม่มีความมั่นคงในการทำงาน
เข้าไม่ถึงการดูแลบุตรทำให้เด็กขาดการศึกษา ขาดการพัฒนาที่ดี
ประเทศออสเตรเลียภายใต้รัฐบาลอนุรักษ์นิยม และเป็นผู้นำด้านตลาดแรงงานที่มีการจ้างงานที่ไม่มีคุณภาพ
มีการจ้างงานสองระดับ ส่วนใหญ่ผู้หญิงจะได้รับการจ้างงานในภาคบริการ
และทำงานไม่เต็มเวลา มีค่าจ้างต่ำ ไม่แตกต่างกับประเทศในแถบเอเชียที่ยังคงมีการกีดกันทางเพศในการจ้างงาน
ขณะนี้สหภาพแรงงานได้เรียกร้องให้ครอบครัวคนงาน สามารถทำงานใกล้ที่พัก
เพื่อความอบอุ่นในการดูแลครอบครัว
คำว่าขบวนการแรงงาน ไม่ได้มีความหมายอยู่เพียงประเทศใดประเทศหนึ่ง
ระบบทุนนิยมได้เคลื่อนย้ายไปสู่ประเทศต่างๆทั่วโลกอย่างเสรี
คนงานจำนวนมากก็หางานข้ามพรมแดน ขบวนการแรงงานต้องทำงานข้ามพรมแดน
ต้องรู้ว่ารัฐบาลของแต่ละประเทศกำลังทำอะไร ขบวนการแรงงานจะต้องมีความสมานฉันท์
ระดับชาติ ต้องมีการแลกเปลี่ยนข้อมูล จัดการศึกษาทำความเข้าใจ
ให้มีความคิดเป็นหนึ่งเดียวกัน ต้องดูเรื่องผลกระทบต่อแรงงาน
การลงทุนของระบบทุนจะต้องไม่คำนึงแค่ผลกำไร หรือภาวะเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว
ต้องหมายถึงความสอดคล้องต่อชีวิตที่ดีของแรงงานด้วย
|