หน้าแรก
ข้อมูลเกี่ยวกับ TLC

การเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิลาคลอด 90 วัน รับค่าจ้างเต็มเวลา

ก่อนปี 2536 การเคลื่อนไหวรณรงค์ขององค์กรแรงงานและองค์กรพัฒนาเอกชน ให้รัฐบาลแก้ไขระเบียบกฎหมาย เพื่อให้สิทธิลาคลอด 90 วัน แก่สตรีทุกสาขาอาชีพ ประสบความสำเร็จเฉพาะข้าราชการหญิง โดยมติคณะรัฐมนตรียุคนายกรัฐมนตรี นายอานันท์ ปันยารชุน เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2534 กำหนดให้ข้าราชการลาคลอดบุตรได้ 60 วัน โดยไม่ต้องมีใบรับรองแพทย์ ไม่เสียสิทธิในการพิจารณาขั้นเงินเดือน และมีสิทธิลากิจส่วนตัวเพื่อเลี้ยงดูบุตร เนื่องจากการลาคลอดได้อีกไม่เกิน 30 วันทำการ รวมแล้วมีสอทธิลาคลอด 90 วันและได้รับเงินเดือนเต็ม ตามระเบียบว่าด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ.2535 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2535 เป็นต้นไป

แต่สำหรับลูกจ้างหญิงภาคเอกชน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของประเทศ สร้างผลผลิตเพื่อการส่งออกนำรายได้เข้าประเทศอย่างมหาศาล รัฐบาลกลับเลือกปฏิบัติ ยังไม่มีนโยบายที่จะให้สิทธิลาคลอด 90 วัน เช่นเดียวกับข้าราชการหญิงทั่วไป

ดังนั้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2536 องค์กรแรงงาน กลุ่มสหภาพแรงงานกลุ่มย่านต่าง ๆ และองค์กรพัฒนาเอกชนหลายแห่ง จึงได้ร่วมจัดประชุมวางแผนเตรียมการเคลื่อนไหวขึ้น และได้จัดตั้ง "คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิลาคลอด" ขึ้น โดยมีคุณอรุณี ศรีโต ประธานสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ และคุณสุภาวดี เพชรรัตน์ เจ้าหน้าโครงการประสานความร่วมมือเพื่อพัฒนาสตรีในประเททศไทย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้ประสานงาน

การเคลื่อนไหวใหญ่ได้เปิดฉากโดยการจัดประชุม สมัชชาแรงงานเรื่องสิทธิลาคลอด ที่ห้องประชุมแอลที คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2536 มีผู้นำการอภิปรายในช่วงเช้าถึง 6 คนได้แก่

1. นายพานิชย์ เจริญเผ่า ประธานสภาองค์การลูกจ้างสมาพันธ์แรงงานแห่งประเทศไทย
2. นายสุวิทย์ หาทอง ประธานสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทย
3. นายสมาน สีทอง ประธานสภาลูกจ้างสภาแรงงานอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
4. นายมิตร เจริญวัลย์ เลขาธิการกลุ่มรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
5. นางสาวอรุณี ศรีโต ประธานสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ ฯ
6. นางสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ส.ส.พรรคพลังธรรม และรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

นอกจากนี้ในช่วงบ่าย ยังได้มีการระดมความคิดเรื่องวางมาตราการแนวทางเคลื่อนไหว โดยมีนายประเทือง แสงสังข์ รองประธานสภาแรงงานองค์การลูกจ้างสมาพันธ์แรงงานแห่งประเทศไทย เป็นผู้ดำเนินการ

ข้อสังเกต คือ นับเป็นการเคลื่อนไหวกรณีแรกที่ประธานสภาองค์การลูกจ้าง 3 แห่ง และเลขาธิการกลุ่มรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ได้พร้อมใจร่วมกันขึ้นเวทีอภิปรายแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาแรงงานเรื่องสิทธิลาคลอด 90 วัน
วันที่ 1 มีนาคม 2536 ผู้แทนคณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิลาคลอด 90 วัน ได้เข้ายื่นหนังสือที่ได้มีการลงนามร่วมกัน ทั้งจากองค์กรผู้ใช้แรงงานและองค์กรพัฒนาเอกชน รวมทั้งสิ้น 16 องค์กร ต่อนายเชาวน์วัศ สุดลาภา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งรับผิดชอบดูแลด้านแรงงาน

หนังสือดังกล่าวมีข้อเรียกร้อง 2 ข้อคือ
1.ให้รัฐบาลโดยกระทรวงมหาดไทยแก้ไขประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องงการคุ้มครองแรงงานเกี่ยวกับสิทธิการลาคลอดจากเดิม 60 วันรับค่าจ้างเต็ม 30 วันมาเป็นลาคลอดได้ 90 วันโดยได้รับค่าจ้างเต็ม
2.ให้รัฐบาลเคารพและปฏิบัติตามอนุสัญญาแรงงานระหว่างประเทศขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ ที่เกี่ยวกับสิทธิลาคลอด

นายเชาน์วัศ สุดลาภา ได้กล่าวให้สัมภาษณ์หลังรับหนังสือว่า ทางกระทรวงมหาไทยกำลังพิจารณาเรื่องนี้อยู่ ยังหาข้อยุติไม่ได้ แต่ก็ข้อสรุปว่า จะให้สิทธิลาคลอด 90 วันรับเงินเดือนเต็ม 30 วันจากนายจ้าง และสำนักงานประกันสังคมจะจ่ายให้ 50% ของค่าจ้างในเวลา 90 วัน

วันที่ 2 มีนาคม 2536 คนงานหญิงมีครรภ์ประมาณ 10 คน พร้อมด้วยผู้แทนคณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิลาคลอด 90 วัน ได้ยื่นหนังสือซึ่งมีข้อเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรี โดยมีนางสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ รองโฆษกประจำสำนักนายก ฯ เป็นผู้รับหนังสือ

วันที่ 4 มีนาคม 2536 ตัวแทนคณะกรรมการรณรงค์ก็ได้ยื่นหนังสือดังกล่าวต่อคณะกรรมการธิการการแรงงานและสวัสดิการสังคม โดยมีนายธานินทร์ ใจสมุทร โฆษกกรรมาธิการเป็นผู้รับหนังสือ พร้อมทั้งกล่าวว่าจะนำเสนอเป็นญัตติเพื่อพิจารณาต่อไป และจะทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อเร่งรัดให้มีคำตอบด่วนให้ทันกับวันสตรีสากล

วันที่ 6 มีนาคม 2536 กองสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยได้ออกแถลงการณ์ สรุปว่า "จะได้แก้ไขกฎหมายประกันสังคม ให้ผู้ประกันตนซึ่งเป็นลูกจ้างของหญิงได้รับเงินสงเคราะห์เหมาจ่ายร้อยละ 50 ของค่าจ้าง 90 วัน เมื่อคลอดบุตร" โดยได้ให้เหตุผลประกอบว่า "สิทธิประโยชน์ควรได้รับจากประกันสังคม ไม่ใช่ว่าจากนายจ้างฝ่ายเดียว"

วันที่ 7 มีนาคม 2536 คนงานจากสหภาพแรงงานต่าง ๆ ประมาณ 500 คน ได้นัดชุมนุมที่อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ บริเวณใต้ทางด่วน โดยการนำของคุณอรุณี ศรีโต คุณพานิชย์ เจริญเผ่า คุณสุวิทย์ หาทอง และคุณมิตร เจริญวัลย์ เพื่อเดินขบวนไปยื่นหนังสือข้อเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรี ที่บ้านพักในซอยหมอเหล็ง โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามสกัดกั้นไม่ให้คนงานเดินทางไปยังบ้านพักของนายกรัฐมนตรี แต่ขบวนของคนงานก็สามารถเคลื่อนไปเกือบถึงหน้าบ้านนายก ฯ และชุมนุมจนถึงเวลา 15.00 น. มีการติดต่อกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับปากว่าจะให้ตัวแทนผู้ใช้แรงงานเข้ายื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีในวันรุ่งขึ้น 8 มีนาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล หลังจากนั้นคนงานจึงได้เดินทางกลับ

วันที่ 8 มีนาคม 2536 วันสตรีสากล ผู้แทนคนงานหญิงและองค์กรพัฒนาเอกชนหลายแห่ง ได้รวมตัวกัน ณ บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อเดินทางไปร่วมพิธีมอบรางวัลสตรีดีเด่น ซึ่งมีคุณอรุณี ศรีโต ได้รับรางวัลจากนายกรัฐมนตรีด้วย และได้ร่วมกันยื่นหนังสือข้อเรียกร้องสิทธิลาคลอด 90 วัน ต่อนายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล ตัวแทนคนงานพยายามเรียนถามนายก ฯ ว่าจะดำเนินการอย่างไร? แต่นายกรัฐมนตรีได้แสดงอาการปฏิเสธที่จะตอบคำถาม แต่กลับพูดว่าพวกคุณจะ ยื่น (หนังสือ) หรือไม่ยื่น? ตัวแทนคนงานจึงต้องยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี โดยไม่ได้กล่าวอะไรทั้งสิ้น ดังนั้นผู้แทนคนงานพร้อมด้วยผู้แทนองค์กรพัฒนาสตรีจึงได้ร้องเพลงค่าน้ำนมให้นายก ฯ ฟังจนทั่วบริเวณนั้น

นายชวน หลีกภัย ได้กล่าวให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนหลังจากนั้นว่า กำลังศึกษาเรื่องนี้อยู่โดยพิจารณาถึงผลกระทบที่มีต่อนายจ้างและลูกจ้าง รัฐบาลต้องคิดถึงประโยชน์ส่วนรวม รัฐบาลไม่ใช่ผู้จ่ายค่าจ้าง ถ้าพิจารณาไม่ดีอาจเกิดปัญหา นายจ้างกลั่นแกล้งลูกจ้าง ไม่ให้ผู้หญิงเข้าทำงานได้

วันที่ 12 มีนาคม 2536 ได้มีการประชุมตัวแทนองค์กรแรงงานทุกแห่งที่ร่วมรณรงค์เคลื่อนไหวเรื่องสิทธิการลาคลอด ได้ข้อสรุปว่าจะให้เวลารัฐบาลพิจารณาเพื่อแก้ไขประกาศกระทรวงมหาดไทย ให้คนงานหญิงได้สิทธิลาคลอด 90 วัน และได้รับค่าจ้างเต็มจากนายจ้าง ภายในวันที่ 14 เมษายน 2536 ถ้าไม่ได้ผลจะร่วมกันชุมนุมใหญ่ตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2536 เป็นต้นไป เนื่องจากเห็นว่ารัฐบาลได้เลือกปฏิบัติต่อสตรีอย่างไม่เท่าเทียมกัน

โดยมีมติคณะรัฐมนตรีให้ข้าราชการหญิงมีสิทธิลาคลอด 90 วัน โดยได้รับเงินเดือนเต็ม ไม่ต้องมีใบรับรองแพทย์ ไม่เสียสิทธิพิจารณาขึ้นเงินเดือนด้วย เป็นการเอาภาษีอากรของประชาชนไปจ่ายเงินเดือน และสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการรวมทั้งครอบครัว โดยข้าราชการไม่ต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมแต่ประการใด ซึ่งรัฐบาลได้สร้างความเหลื่อมล้ำและเลือกปฏิบัติกับแรงงานสตรี ระหว่างภาคราชการกับเอกชนอย่างไม่ถูกต้องชอบธรรมโดยชัดแจ้ง

เหตุผลประการต่อมาคือ กฎหมายคุ้มครองแรงงานมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การคุ้มครองการทำงาน และสิทธิประโยชน์ในการทำงานของลูกจ้างโดยตรง และให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแก้ไขกฎหมายคุ้มครองแรงงานได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องผ่านขั้นตอนรัฐสภา ขณะที่พระราชบัญญัติประกันสังคมต้องออกมาในรูปแบบของการเสนอร่างกฎหมาย ให้รัฐสภาพิจารณาซึ่งต้องใช้เวลายาวนาน

นอกจากนั้น กฎหมายคุ้มครองแรงงานจะให้ความคุ้มครองแก่กิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป เป็นการให้สิทธิสวัสดิการแก่ลูกจ้างกว้างขวางกว่ากฎหมายประกันสังคม และประการสำคัญ กฎหมายประกันสังคม ไม่ได้ให้สิทธิลาหยุดแก่ลูกจ้าง แต่เป็นการให้เงินเหมาจ่ายต่อการคลอดไม่เกิน 2 ครั้ง และจะได้เงินทดแทนการขาดรายได้ เมื่อต้องการหยุดงานเพื่อการลาคลอดตามคำสั่งแพทย์ ซึ่งเป็นการรับประโยชน์ต่อเนื่องจากกฎหมายคุ้มครองแรงงาน

แต่กฎหมายคุ้มครองแรงงานจะกำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิลาหยุดเพื่อการคลอดได้ โดยนายจ้างจะต้องเป็นผู้จ่ายค่าจ้างเต็ม ดังนั้นถ้าลาหยุดได้นาน จะเป็นการคุ้มครองสุขภาพของมารดาและบุตรมากขึ้น

วันที่ 25 เมษายน 2536 คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการลาคลอด นำโดย นางสาวอรุณี ศรีโต ประธานสหพันธ์อุตสาหกรรมสิ่งทอ ฯ และคนงานประมาณ 200 คน ได้รวมตัวกันบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และออกเดินทางไปศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมเลือกตั้งผู้พิพากษาสมทบฝ่ายลูกจ้าง แล้วจึงเดินทางไปชุมนุมที่บริเวณทำเนียบรัฐบาล

วันที่ 26 เมษายน 2536 กลุ่มดังกล่าวยังคงยืนหยัดชุมนุมค้างคืน เพื่อรอฟังผลการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในวันที่ 27 เมษายน 2536

วันที่ 27 เมษายน 2536 คณะรัฐมนตรีประชุมมีมติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอให้แก้ไขประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน โดยให้ลูกจ้างมีสิทธิลาคลอดไม่เกิน 90 วันและรับค่าจ้างจากนายจ้างไม่เกิน 45 วัน และจะได้แก้ไขพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ให้ลูกจ้างผู้ประกันสังคม พ.ศ.2533 ให้ลูกจ้างผู้ประกันตนหญิงได้รับเงินสงเคราะห์เหมาจ่ายร้อยละ 50 ของค่าจ้าง 90 วัน เท่ากับค่าจ้าง 45 วัน และเมื่อแก้ไขกฎหมายสองฉบับแล้ว ลูกจ้างหญิงที่ลาคลอดจะได้ค่าจ้างรวม 90 วัน

ผู้แทนคณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิลาคลอด ได้เข้าพบนางสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ณ ตึกนารีสโมสร เพื่อรับฟังคำชี้แจงเกี่ยวกับมติ ครม.ดังกล่าว และต่อมาก็ได้มีการประชุมปรึกษาหารือ เพื่อชี้แจ้งแก่ผู้ชุมนุมให้เข้าใจ ซึ่งคณะกรรมการ รณรงค์เพื่อสิทธิลาคลอดและกลุ่มผู้ชุมนุมมีความพอใจในระดับหนึ่ง จึงได้สลายการชุมนุม และจะเคลื่อนไหวให้มีการแก้ไข พระราชบัญญัติประกันสังคม โดยเร็ว เพื่อให้ครอบคลุมถึงสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป เหมือนกฎหมายคุ้มครองแรงงานด้วย

วันที่ 28 เมษายน 2536 พลเอกเชาวลิต ยงใจยุทธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามออกประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 13) กำหนดให้ลูกจ้างหญิงมีครรภ์มีสิทธิลาคลอดก่อนและหลังคลอดไม่เกิน 90 วัน และให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้างซึ่งลาคลอด เท่ากับค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลาไม่เกิน 45 วัน โดยวันลานั้นให้นับรวมวันหยุดที่มีระหว่างวันลาด้วย มีผลใช้บังคบตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2536 เป็นต้นไป โดยข้าราชการฝ่ายเดียวกันเป็นผู้ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย โดยฝ่ายลูกจ้างไม่รู้เห็นมาก่อน
สำหรับการแก้ไข พ.ร.บ.ประกันสังคมนั้น ได้มีการยกร่างแก้ไขพระราชบัญญัติประกันสังคมหลายประเด็น ซึ่งเรื่องลาคลอดเป็นเพียง 1 ในประเด็นเหล่านั้น ขณะนี้ได้ผ่านการลงมติรับหลักการวาระแรกแล้วโดยสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2536 โดยสภาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาอยู่ เพื่อเตรียมเสนอเข้าสู่วาระสองและสามต่อไป มีผู้แทนฝ่ายลูกจ้างในคณะกรรมการประกันสังคม 1 คนคือ นายพนัส ไทยล้วน ที่ได้รับการเสนอชื่อให้อยู่ในคณะกรรมการวิสามัญ

สรุปข้อแตกต่าง
เรื่องสิทธิลาคลอดระหว่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานเก่ากับกฎหมายใหม

กฎหมายเก่า
กฎหมายใหม
1.ลาเพื่อการคลอด ได้ไม่เกิน 60 วัน 1.ลาก่อนคลอดและหลังคลอด รวมกันได้ไม่เกิน 90 วัน
2.รับค่าจ้างจากนายจ้างไม่เกิน 30 วัน 2.รับค่าจ้างจากนายจ้างไม่เกิน 45 วัน
3.ต้องทำงานครบ 180 วันจึงจะมีสิทธิได้รับค่าจ้าง 3.เริ่มทำงานก็มีสิทธิได้รับค่าจ้างทันที
4.ลาคลอดตั้งแต่ 3 วันขึ้นไป ต้องมีใบรับรองแพทย์มาแสดง 3.เริ่มทำงานก็มีสิทธิได้รับค่าจ้างทันที
5.วันหยุดในระหว่างลาคลอดไม่ถือเป็นวันลาคลอด 5.วันหยุด ระหว่างลาคลอดถือเป็นวันลาคลอด
6.ถ้าลูกจ้างยังไม่สามารถทำงานได้เนื่องจากการคลอด ให้สิทธิลาโดยไม่ได้รับค่าจ้างอีก 30 วัน 6.ไม่ได้กำหนดวิธีการลาส่วนนี้ไว้ ถ้าลูกจ้างลาคลอดครบ 90 วันแล้วไม่สามารถมาทำงานได้ อาจจะใช้สิทธิลาป่วยแทน

ที่มา : หนังสือสหภาพแรงงานไทย จาก รสช.ถึงยุค ไอเอ็มเอฟ โดยบัณฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ หน้า 100-104 ปีที่พิมพ์ 2542

ประโยชน์ทดแทนกรณีคลอดบุตร จากกองทุนประกันสังคม

- ผู้ประกันตนหญิง ซึ่งจ่ายเงินสมทบมาไม่น้อยกว่า 7 เดือน นับถึงวันคลอดบุตรมีสิทธิได้รับค่าคลอดบุตร เหมาจ่ายครั้งละ 4,000 บาท และเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรเหมาจ่ายในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ยเป็นระยะเวลา 90 วัน โดยอีกร้อยละ 50 ของค่าจ้างจะได้รับจากนายจ้าง
- ผู้ประกันตนชาย ซึ่งจ่ายเงินสมทบมาไม่น้อยกว่า 7 เดือน มีสิทธิได้รับค่าคลอดบุตรเหมาจ่ายครั้งละ 4,000 บาท ของภรรยาที่จดทะเบียนสมรสหรือของหญิงที่อยู่กินกันฉันท์สามีภรรยาโดยเปิดเผย แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับค่าคลอดบุตรคนละ 2 ครั้ง สำหรับกรณีที่สามีภรรยาต่างเป็นผู้ประกันตนทั้งคู่ แต่ละคนมีสิทธิเบิกค่าคลอดบุตรได้คนละ 2 ครั้ง

ที่มา : ไดอารี่แรงงาน 2002 โดยมูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท หน้า 75-76


*รูปภาพจากมูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย

 

ภาษาอังกฤษ