หน้าแรก
ข้อมูลเกี่ยวกับ TLC

8 มีนา วันสตรีสากล
กรรมกรหญิง คือพลังของความมั่นคงทางชีวิต
ครอบครัว เศรษฐกิจ และสังคม

กำเนิดการต่อสู้ของกรรมกรหญิง
ภายใต้การนำของ คลารา แซทคิน สตรีชาวเยอรมัน เหล่าคนงานหญิงโรงงานทอผ้าก็ลุกฮือเปิดฉากการต่อสู้ด้วยการนัดหยุดงาน และเดินขบวนในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ. 1907 คนงานหญิงที่เป็นเยาวชนอายุราว 18-19 ปี ขาดประสบการณ์ในการต่อสู้ การต่อสู้ครั้งนั้นทำให้คนงานหญิงหลายร้อยคนถูกจับกุม การถูกบีบคั้นจากสภาพชีวิตที่แร้นแค้น ไร้ความหวัง จุดไฟให้พวกเธอทุกคนร่วมกันต่อสู้ แม้ว่าในระยะแรกจะไม่ประสบผล แต่ก็ให้บทเรียนว่า ความยุติธรรมและสิทธิที่เท่าเทียมกันย่อมไม่ได้มาด้วยการร้องขอ แต่ได้มาด้วยการต่อสู้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง
ในการต่อสู้ครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากสตรีทั่วโลก ผลสะท้อนของการเดินขบวน ทำให้โลกทุนนิยมทั้งหมดหวั่นไหว เพราะกรรมกรสตรีเหล่านี้ไม่ได้เพียงแต่สำแดงกำลังเท่านั้น เธอยังได้เรียกร้องสิทธิออกเสียงเลือกตั้งของสตรี และยังเรียกร้องให้ลดเวลาทำงานของกรรมกรให้เหลือวันละ 8 ชั่วโมง พร้อมทั้งปรับปรุง
สวัสดิการ การต่อสู้ดำเนินไปจนกระทั่ง 8 มีนาคม ค.ศ. 1910 ผู้แทนสตรีจาก 18 ประเทศได้เข้าร่วมประชุมและเสนอให้มีการทำงานระบบสามแปด คือทำงาน 8 ชั่วโมง พักผ่อน 8 ชั่วโมง กำหนดค่าจ้างแรงงานให้เท่าเทียมกับชาย คุ้มครองสวัสดิการสตรีและเด็ก และให้วันที่ 8 มีนาคมของทุกปีเป็นวันสตรีสากล

สถานการณ์และปัญหากรรมกรหญิง
ผลกระทบจากเศรษฐกิจตกต่ำหลังจากปี 2540 ได้ส่งผลต่อภาวะการลงทุนและการจ้างงานในอุตสาหกรรมต่างๆ การเลิกจ้างคนงานมีอย่างต่อเนื่อง ในปี 2542 มีคนงานถูกเลิกจ้าง 1.19 แสนคน ปี 2543 มีคนงานถูกเลิกจ้าง 1.75 แสนคน ปี 2544 มีคนงานถูกเลิกจ้าง 1.28 แสนคน และปี 2545 ณ เดือนเมษยน มีลูกจ้างต้องว่างงานและตกงานอีกประมาณ 1.2 ล้านคนเป็นลูกจ้างชายกับลูกจ้างหญิง ในอัตราส่วนที่ใกล้เคียงกัน (นสพ.ผู้จัดการรายวัน 4 เม.ย. 45)

จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าสถานภาพการทำงานของแรงงานหญิงยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำต้องทำงานหนัก ค่าตอบแทนและประเภทของงานไม่ได้รับการยอมรับให้มีสถานะเท่าเทียมชาย ลักษณะงานของหญิงยังเป็นแบบเก่าที่สืบเนื่องทักษะมาจากงานภาคเกษตรที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนและทักษะฝีมือ ทำงานซ้ำๆ ในลักษณะเดิม แบบสายพานการผลิตไม่ต้องวางแผนหรือคิดซับซ้อน และเมื่อผนวกกับภาวะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว แรงงานหญิงซึ่งเป็นกำลังการผลิตที่สำคัญในภาคอุตสาหกรรมทั้งในและนอกระบบ จึงมีสถานการณ์ปัญหาที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ดังต่อไปนี้

1. ปัญหาสุขภาพและความไม่ปลอดภัยในสถานประกอบการ ซึ่งปัจจุบันมีคนงานหญิงที่เจ็บป่วยจากสารพิษอุตสาหกรรมจำนวนมาก ประกอบกับลักษณะงานที่ไม่ปลอดภัย เช่น แสงไฟฟ้าไม่เพียงพอ ลักษณะการนั่งยืน การยกของหนักที่ไม่ได้มาตรฐานสากล หรืองานที่ป่วยเป็นโรคสารตะกั่ว สารพิษอลูมิน่า หรือฝุ่นฝ้าย ฝุ่นเซรามิคส์ ทำให้เป็นโรคปอดอักเสบจากการทำงาน ปัจจุบันคนงานที่เจ็บป่วยเป็นโรคจากการทำงานร่วมร้อยคน ได้ทำการต่อสู้คดีกับนายจ้างเพื่อหาความเป็นธรรม
2. ปัญหาการจ้างงานที่ไม่เป็นธรรมและไม่มั่นคง เช่น การจ้างงานที่ใช้รูปแบบการจ้างงานชั่วคราวระยะสั้น, การจ้างงานในระบบเหมาค่าแรง, การจ้างงานแบบรายเหมาชิ้นงาน และการจ้างงานในระบบเหมาช่วงการผลิต (Subcontract)
3. ปัญหาการเลิกจ้างผู้นำและสมาชิกสหภาพแรงงานหญิงที่เข้มแข็ง เช่น สหภาพแรงงานไทยเกรียง, สหภาพแรงงานไทยเอโร่, สหภาพแรงงานไทยเมล่อน, สหภาพแรงงานพาร์การ์เม้นท์ สหภาพ LTU, สหภาพแรงงานไทยซิน ฯลฯ
4. ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายของรัฐและการละเมิดกฎหมายของนายจ้าง เช่น กฎหมายคุ้มครองแรงงาน กรณี มาตรา 75 ที่นายจ้างอ้างเหตุปิดโรงงานชั่วคราวและจ้างค่าจ้าง 50% ของค่าจ้างทั้งวันที่ทำงาน ทำให้คนงานเดือดร้อน เสมือนถูกบังคับให้ออกจากงานไปเองโดยนายจ้างไม่ต้องจ่าค่าชดเชยตามกฎหมาย หรือกรณีนายจ้างไม่เคารพกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ เช่น นายจ้างเข้าแทรกแซงการดำเนินงานของสหภาพแรงงาน เลิกจ้างผู้นำแรงงานหญิง ให้ความรุนแรงเข้าแก้ปัญหาในการเจรจาต่อรองและไม่เคารพสัญญาข้อตกลง ดังกรณีของสหภาพแรงงานไทยเกรียง กรณีผู้นำแรงงานหญิงพาร์การ์เม้นท์ และกรณีสหภาพแรงงานทรงชัยปั่นทอ เป็นต้น
5. ปัญหาการใช้แรงงานหญิงและเด็กข้ามชาติ เพื่อลดต้นทุนการผลิต ใช้แรงงานเยี่ยงทาสไม่ปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานและหลักสิทธิมนุษยชน อีกทั้งแรงงานหญิงและเด็กข้ามชาติถูกแปรสภาพการจ้างงานในรูปแบบที่หลากหลาย เช่นถูกบังคับค้าประเวณีหรือถูกบังคับให้ขอทาน
6. ปัญหาแรงงานหญิงถูกเลือกปฏิบัติไม่เคารพมาตรฐานแรงงาน และไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจในระดับนโยบายรัฐและคณะกรรมการต่างๆ ทั้งภาครัฐและองค์กรแรงงานอย่างเท่าเทียม ซึ่งทำให้แรงงานหญิงและผู้หญิงไม่ได้รับความสนใจในประเด็นการแก้ปัญหาด้านคุณภาพชีวิต
7. ปัญหาแรงงานหญิงถูกเลิกจ้างตกงาน นโยบายรัฐยังไม่ได้ให้ความสำคัญในการช่วยเหลือด้านการพัฒนาอาชีพ อีกทั้งจัดสรรงบประมาณเพื่อช่วยเหลือด้านการศึกษา ที่อยู่อาศัย และการลงทุนทำธุรกิจขนาดเล็กอย่างจริงจัง
8. ปัญหาแรงงานหญิงกับการต้องรับภาระการหารายได้ไม่พอกับรายจ่ายและต้องส่งเงินสมทบประกันสังคม 2 เท่า (มาตรา 39) ทำให้คนงานหญิงตกงานรายได้น้อย หลายคนต้องขาดจากการเป็นสมาชิกประกันสังคม ส่งผลให้ไม่มีความมั่นคงในชีวิต
9. ปัญหาด้านสภาพสังคมที่แตกร้าวและรับภาระทางเศรษฐกิจฝ่ายเดียว เช่น คนงานหญิงต้องรับผิดชอบครอบครัวส่งเงินให้ลูกเรียนหนังสือ ปัญหาพ่อแม่หย่าร้าง คนงานหญิงและเด็กถูกใช้ความรุนแรง และหันไปทำอาชีพที่ไม่สุจริต จนมีชีวิตที่เลวร้ายเป็นปัญหาลูกโซ่ทางสังคม
10. ปัญหาคุณภาพชีวิตของแม่และเด็กขาดหลักประกันการเลี้ยงดูและส่งเสริมมาตราฐานการศึกษา ขาดความอบอุ่นเพราะอยู่ห่างไกลกันจนส่งผลต่อสังคม จิตใจและการต่อสู้ชีวิต

ข้อมูลโดย ฝ่ายแรงงานหญิง มูลนิธิเพื่อนหญิง

 

ภาษาอังกฤษ