หน้าแรก
ข้อมูลเกี่ยวกับ TLC

9-11 วินาศกรรมโลกไม่ลืม

ครบรอบ 1 ปี การก่อวินาศกรรมตึกเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ ที่กล่าวกันว่าเป็นการก่อวินาศกรรมที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ (โลก) ผู้นำสหรัฐได้ประกาศให้วันที่ 11 กันยายนของทุกปีเป็น "วันรักชาติ" (แพรทริออต-เดย์) เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้เสียชีวิตในเหตุวินาศกรรมครั้งนี้

นาทีระทึกขวัญ : วันมหาวิปโยคสหรัฐ (รูปภาพ)
วันที่ 11 กันยายน 2544 เวลา 08.45 น. เครื่องบินโบอิ้ง 767 สายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ (เอเอ) เที่ยวบินที่ 11 บรรทุกผู้โดยสารและลูกเรือ 92 คน ที่ตามกำหนดการเดิมนั้นออกจากสนามบินโลแกน เมืองบอสตัน จะมุ่งหน้าไปนครลอสแองเจอลิส แต่กลับไปไม่ถึงจุดหมาย พุ่งชนยอดอาคารเวิลด์เทรด ตึกเหนือ เสียงดังสนั่น ในครั้งนั้นทุกคนต่างคิดว่าเป็น "อุบัติเหตุ"

แต่เมื่อถึงเวลา 09.06 น. ความคิดเดิมก็หายไปทันที เมื่อเครื่องบินโบอิ้ง 767 เที่ยวบิน 175 ของสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ (ยูเอ) เคลื่อนตัวด้วยความเร็วสูง และพุ่งชนกลางตึกเวิลด์เทรดใต้อย่างรุนแรง เปลวเพลิงจากแรงระเบิดลุกไหม้เป็นก้อนมหึมา ต่อหน้าสายตาคนอเมริกันและประชาชนทั่วโลกที่กำลังชมการถ่ายสดอยู่

จากนั้นเวลา 09.40 น. เครื่องบินโบอิ้ง 757 (เอเอ) เที่ยวบิน 77 ก็ลดระดับถลาถล่มอาคารเพนตากอน ศูนย์อำนาจทางการทหารของสหรัฐอเมริกา สถานการณ์เลวร้ายขึ้นไปอีก เมื่อเครื่องบินโบอิ้ง 757 (ยูเอ) เที่ยวบิน 93 ตกในพิตต์สเบิร์ก

เหตุการณ์ทั้ง 4 ที่เกิดขึ้นนั้น ทางสหรัฐออกมาเปิดเผยว่า เกิดจากการปฏิบัติการของกลุ่มผู้ก่อการร้าย19 คน ที่ใช้มีดกับคัตเตอร์เป็นอาวุธในการจี้เครื่องบินเพื่อใช้เป็น "จรวด" ในการถล่มเป้าหมาย โดยระบุว่านายโอซามา บิน ลาเดน เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการก่อการร้ายครั้งนี้ ทางสหรัฐจึงประกาศให้รางวัลสูงถึง 25,000,000 เหรียญ ในการนำจับหรือชี้เบาะแสของนายโอซามา บิน ลาเดน และนายไอมาล อัลซาวาฮีรี สองผู้ต้องสงสัยว่าอยู่เบื้องหลังการก่อการร้ายดังกล่าว

ผลกระทบต่อสหรัฐอเมริกา
จนถึงปัจจุบันมียอดผู้เสียชีวิตกว่า 3,000 คน มูลค่าการเสียหายทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 95,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 4 ล้านล้านบาท ตัวเลขคนตกงาน 83,000 คน เฉพาะงานฟื้นฟูอาคารตึกรามบ้านเรือนที่อยู่อาศัย และสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐาน ต้องใช้งบประมาณราว 21,800 ล้านเหรียญ ธุรกิจการค้าขายยังไม่ฟื้นตัว เก็บภาษีได้น้อยลง สวนทางกับงบประมาณรายจ่ายในการกอบกู้สถานภาพของเมืองที่พุ่งพรวด และผู้มาเยือนพำนักนิวยอร์กน้อยลง เศรษฐกิจของสหรัฐยังไม่ฟื้นตัว ในขณะที่ธุรกิจประกันภัยต้องสูญเงินไปราว 30,000-60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากเหตุการณ์นี้ครั้งเดียว ซึ่งนับว่ามากเป็นประวัติการณ์ โดยที่ยังไม่นับรวมถึงความสูญเสียทางธุรกิจอุตสาหกรรมการบินพลเรือน และการท่องเที่ยว ตลอดจนความถดถอยในด้านความเชื่อมั่นในหมู่ผู้บริโภคและนักลงทุนน้อยลงในระยะยาว

วันวาน : ตึกเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ (รูปภาพ)
อาคารเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ หรือ WTC เป็นอาคารคู่ ตั้งอยู่ใจกลางนครนิวยอร์ก สร้างด้วยเหล็กและอลูมิเนียม มูลค่าการก่อสร้าง 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 18,000 ล้านบาท ตั้งอยู่ในบริเวณ 16 เอเคอร์ อาคารหลักแรกสูง 417 เมตร เปิดใช้อย่างเป็นทางการในปี 2515 ส่วนหลังที่ 2 สูง 415.14 เมตร เปิดใช้ในปี 2516 กลายเป็นอาคารที่สูงที่สุดของโลกในปีนั้น จนกระทั่งสองปีต่อมาจึงถูกตึกเซียร์ ในนครชิคาโกล้มแชมป์ไป แต่ก็ยังเป็นตึกที่มีดาดฟ้าสังเกต
การณ์สูงที่สุดในโลก

ตึกเวิลด์เทรดทั้งสองนั้นมี 110 ชั้น มีผู้อาศัยในอาคารราว 50,000 คน ผู้เช้าชม 70,000 คน มีลิฟต์ในตัวอาคาร 99 ตัว มีกระจก 21,800 บาน แต่ละชั้นมีพื้นที่ 1 เอเคอร์ มีร้านค้าต่าง ๆ ประมาณ 60 แห่ง มีสำนักงานไทยตั้งอยู่ 5 แห่ง ได้แก่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยหรือ ททท. สำนักงานส่งเสริมการลงทุนหรือ บีโอไอ การบินไทย ธนาคารกสิกรไทย และสำนักงานทูตพาณิชย์

ตึกเวิลด์เทรดเคยตกเป็นข่าวดังทั่วโลกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2536 เนื่องจากถูกวางระเบิดที่ถังขยะใต้อาคาร แรงระเบิดทำให้เกิดหลุมขนาดกว่า 22 ฟุต เหตุครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิต 6 ราย และบาดเจ็บมากกว่า 1,000 ราย อาคารได้รับความเสียหายต้อเสียค่าซ่อมแซมถึง 250 ล้านดอลลาร์

ในการสืบสวนคดีดังกล่าว มีผู้กระทำผิดร่วมกัน 6 คน ซึ่งเป็นกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงชาวอิรัก และปาเลสไตน์ โดยมีนายแรมซี ยูเซฟ เป็นผู้ลงมือก่อการร้ายหมายเลขหนึ่ง ทั้งหมดถูกศาลตัดสินจำคุก 240 ปี เหตุการณ์วางระเบิดในครั้งนั้นหน่วยข่าวกรองของอิรักรายงานทางอินเตอร์เน็ตว่า เป็นเหตุการณ์ที่ผู้ก่อการร้ายปราณีมากแล้ว เพราะว่าไม่มีการใช้ระเบิดพิษ และมีผู้เสียชีวิตเพียง 6 รายเท่านั้น

ที่มา : ศูนย์ข่าว CNN


การคาดเดา : เศรษฐกิจโลกฟุบตัว

เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นกับสหรัฐอเมริกา ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่าจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยและประชาคมโลกอย่างไร เศรษฐกิจของโลกที่อยู่ในช่วงขาลงจะฟื้นตัวหรือไม่ จากประเด็นดังกล่าวได้มีนักธุรกิจออกมาวิพากษ์ในแง่มุมที่ต่างกันออกไป ซึ่งในหนังสือ "บิสิเนสวีก" (Business Week) ได้สรุปไว้คร่าว ๆ ดังนี้

- ความมั่นใจของผู้บริโภคที่ถดถอยลง จะฉุดให้เศรษฐกิจของสหรัฐที่ชะลอตัวอยู่แล้วยิ่งถดถอยหนักลงไปอีก
- การหดตัวของเศรษฐกิจสหรัฐจะทำให้เศรษฐกิจของยุโรปและเอเชียที่กำลังอ่อนแออยู่ในขณะนี้ ยากที่จะฟื้นตัวขึ้นไปอีก
- การคาดหมายว่าผลกำไรอาจจะตกต่ำลง ยิ่งจะทำให้ตลาดทั่วโลกแย่ลงไปอีกและทำให้ค่าเงินเกิดการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น
- สหรัฐอาจะสูญเสียชื่อเสียงในฐานะผู้ดูแลโลก และทำให้เกิดการลดลงในการลงทุนกับต่างประเทศและยังอาจทำให้ค่าเงินดอลลาร์ของสหรัฐตกต่ำลงอีกได้
- การค้าและการท่องเที่ยวอาจจะต้องมีต้นทุนที่สูงขึ้นในระยะยาว เนื่องจากมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดขึ้น

( ไทยรัฐ, 18 ก.ย.44 หน้า 7 )

ความจริง : ถล่มตึกเวิลด์เทรด สะเทือนถึงเศรษฐกิจไทย
หลายคนมองว่าจากเหตุการณ์นี้ทำให้แนวความคิดที่ว่า "กระบวนการโลกาภิวัฒน์จะทำให้เศรษฐกิจโลกมั่นคงต่อการคุกคาม" ต้องตกไป เพราะขนาดประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกายังถูกถล่มราบเป็นหน้ากอง แล้วอย่างนี้ประเทศอื่นจะหาความมั่นคงได้อย่างไร ทางด้านเศรษฐกิจประเทศในแถบเอเชียได้รับผลกระทบแน่นอน เพราะว่าประเทศต่าง ๆ ในแถบนี้ล้วนมีเศรษฐกิจที่พึ่งพิงการส่งออกเป็นหลัก สำหรับประเทศไทยเองก็ไม่เว้น เราได้ผลกระทบมาก โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์

จากเหตุการณ์ก่อวินาศกรรมในครั้งนั้น ได้ส่งผลกระทบโดยตรงกับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย ซึ่งในช่วงก่อนหน้านั้นได้อยู่ในช่วงขาลงอยู่แล้ว พอเกิดเหตุการนี้เข้าก็ยิ่งทำให้เกิดวิกฤตมากยิ่งขึ้น ซึ่งนายยุทธนา เหม้งกร ประธานกลุ่มนายจ้างอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์วัฏจักร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2544 ว่า

"การชะลอตัวของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกที่ผ่านมา ทำให้บริษัทต่าง ๆ ต้องปรับลดต้นทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขั้น และปรับแผนการผลิตเพื่อความอยู่รอด โดยลดกำลังการผลิตลงในอัตรา 30% ซึ่งส่งผลให้ต้องมีการปรับลดกำลังแรงงานหรือการจ้างงานที่ใช้ในการผลิตตามไปด้วย โดยส่วนใหญ่ใช้วิธีให้พนักงานลาพักร้อนหรือลดวันทำงานลงเพื่อให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด โดยวิธีการเลิกจ้างจะเป็นวิธีสุดท้ายที่จะทำ เพราะคาดกันว่าธุรกิจจะต้องฟื้น ซึ่งหากมีการปลดพนักงานจะทำให้มีต้นทุนในการฝึกพนักงานใหม่ และทำให้มีความพร้อมน้อยกว่าคู่แข่ง แต่ทั้งนี้ก็ต้องยอมรับว่าอาจมีการเลิกจ้างพนักงานบ้างในกรณีที่บริษัทมีการย้ายฐานการผลิตออกไปประเทศอื่น"

จากข้อมูลของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้รับรายงานจากจังหวัดชลบุรีว่า มีบริษัทรับเหมาช่วงที่ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ให้กับบริษัทขนาดใหญ่ จำนวน 5-6 แห่ง แต่ละแห่งมีพนักงาน 100-200 คน ต้องเลิกกิจการ เนื่องจากบริษัทใหญ่ไม่มีงานให้ทำ จึงต้องเลิกกิจการในที่สุด โดยประมาณกันว่าจะเลิกจ้างพนักงานประมาณ 1,000 คน ซึ่งสถิติการเลิกจ้างงานในปี 2544 สูงกว่า 2 ปีที่ผ่านมา

ผลกระทบดังกล่าวมีเรื่อยมาจนมาถึงปี 2545 อัตราการเลิกจ้างพนักงานในภาคอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยังมีอย่างต่อเนื่อง บางโรงงานใช้มาตรา 75 ในการให้ลูกจ้างหยุดงานแล้วจ่ายค่าจ้าง 50 % บางโรงงานปิดกิจการไป บางโรงถูกเทกโอเวอร์ คนงานได้รับผลกระทบในเรื่องนี้โดยตรง โรงงานไหนโชคดีคนงานอาจได้รับค่าชดเชยในการถูกเลิกจ้างในครั้งนั้น แต่ถ้าโรงงานไหนโชคร้าย กว่าจะได้ค่าชดเชยมาต้องเดินกันหลายกิโลเมตร เช่นกรณี คนงานไทยพรีซีชั่น ซึ่งทางบริษัทได้ใช้มาตรา 75 ให้พนักงานหยุดงานแล้วจ่ายค่าจ้าง 50 % มาตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2544 จนกระทั่งถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2545 บริษัทได้ประกาศปิดกิจการ โดยจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายให้เพียง 25 % หลังจากการเรียกร้องในหลาย ๆ ครั้ง เพื่อกดดันให้นายจ้างจ่ายเงินค่าชดเชยที่เหลือ จนปัจจุบันลูกจ้างได้รับเงินเพียง 55 % ส่วนอีก 45 % คงต้องร้องเพลงรอกันต่อไป

นอกจากนั้นยังมีอีกหลายโรงงานที่ใช้ "วินาศกรรม" ครั้งเป็น "ข้ออ้าง" ในการลดสวัสดิการพนักงาน บางโรงงานที่อยู่ในระหว่างข้อพิพาท กับสหภาพแรงงาน ก็ยืนยันไม่รับพนักงานกลับเข้าทำงานทั้ง ๆ ที่คนงานไม่มีความผิด อ้างเหตุการณ์ 11 กันยายน 2544 เช่นกัน ทั้ง ๆ ที่ภายในโรงงานยังมีการสั่งออร์เดอร์เหมือนเดิม คนงานยังได้ทำโอที และมีการรับพนักงานรับเหมาช่วงเข้าไปทำงานอีก ซึ่งถือเป็นการฉกฉวยโอกาสในการเกิดเหตุวินาศกรรมครั้งนี้

1 ปีที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกมหาศาล ณ วันนี้ถ้าสหรัฐภายใต้การนำของนายจอร์จ ดับเบิลยู บุช จะก่อสงครามกับอิรักขึ้นอีก จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เท่ากับเป็นการตอกย้ำรอยแผลเก่าที่ใกล้จะหาย ให้กลายเป็นแผลเรื้อรังขึ้นมาอีกครั้ง สงครามไม่ใช่เครื่องมือในการแก้ไขปัญหา อย่าเอาชีวิตคนจนทั่วโลกเป็นเดิมพัน เพียงเพื่อที่จะสนองตอบตัณหาของตนเอง…เราขอคัดค้านการก่อสงครามทุกรูปแบบ และหวังว่าอาถรรพ์เลข 911 จะไม่เกิดขึ้นอีก ไม่ว่าปีนี้หรือปีไหน ๆ …ขอสันติภาพจงอยู่คู่โลกนี้ตลอดไป…


 

ภาษาอังกฤษ