เสียงคนงาน
นายสมเกียรติ รอดเจริญ ประธาน สร. กทท.
"ถ้ารัฐบาลขายการท่าเรือ ผลกระทบเกิดขึ้นกับประชาชนชาวไทยแน่นอน
เพราะปัจจุบันการท่าเรือแห่งประเทศไทย เป็น "ประตูเศรษฐกิจของประเทศ"
มูลค่าการนำเข้า-ส่งออกปีละกว่า 5.5 ล้านล้านบาท มีการผ่านทางประตูเศรษฐกิจนี้
96 % ขณะนี้การท่าเรือแห่งประเทศไทย คิดค่าบริการในการจัดเก็บและในการผ่านท่าต่ำกว่าอัตราที่รัฐกำหนดไว้
290 %
แต่ถ้าเรานำการท่าเรือไปขายสู่เอกชนแล้ว ปรัชญาของการดำเนินธุรกิจของเอกชนคือ
การทำกำไรสูงสุด ดังนั้นจะมาเก็บค่าบริการต่ำกว่าทุนอย่างนี้ไม่ได้
เขาต้องขึ้นอัตราค่าบริการตามความเป็นจริง นั่นก็หมายความว่าอัตราค่าบริการจะต้องเพิ่มขึ้นอีก
290 %
เมื่อเป็นเช่นนั้นจะส่งผลกระทบต่อการนำเข้าและส่งออกแน่นอน
ในส่วนของการส่งออก ประเทศเราส่งออกสินค้าทางการเกษตรเป็นหลัก
ไม่ว่าจะเป็น ยางพารา ข้าว อาหารทะเลแช่แข็ง ไก่แช่แข็ง
อาหารกระป๋องต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งสินค้าเหล่านี้นำเม็ดเงินกลับเข้าประเทศ100
% และสินค้าเหล่านี้มีคู่แข่งที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็น จีน
เวียดนาม ฮ่องกง อินเดีย ปากีสถาน มาเลเซีย ฯลฯ ที่สามารถผลิตสินค้าได้คุณภาพดีใกล้เคียงกัน
ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับว่า เมื่อเข้าไปสู่ตลาดโลกแล้ว
ราคาของใครจะถูกกว่ากัน ซึ่งประเทศไทยมีต้นทุนในการขนส่งต่ำมาก
จึงส่งผลให้ราคาสินค้าของเราถูก เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน
เราจึงสามารถขายในตลาดโลกได้ แต่เมื่อใดก็ตามที่รัฐบาลขายการท่าเรือให้เอกชนเข้ามาดำเนินงาน
จะทำให้ต้นทุนในการขนส่งสูงขึ้นอีก 290 % ซึ่งส่งผลให้ราคาสินค้าส่งออกถีบตัวสูงขึ้น
เมื่อนั้นเราก็ไม่อาจสู้ประเทศอื่น ๆ ในตลาดโลกได้ ซึ่งส่งผลให้เกษตรกรเดือดร้อน
เพราะไม่อาจขายผลผลิตได้ เม็ดเงินที่เคยได้นำมาบริหารประเทศก็ไม่มีอีกต่อไป
กรณีนำเข้าก็จะเช่นเดียว ถ้าต้นทุนในการนำเข้ามาสูงขึ้น
เมื่อผลผลิตออกมาสู่ผู้บริโภคราคาก็จะสูงตามไปด้วย
ซึ่งปรากฏการณ์เหล่านี้มีตัวอย่างให้เห็นแล้ว
ในประเทศต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น อาร์เจนตินา นิคารากัว เม็กซิโก
ฟิลิปปินส์ และอีกหลายประเทศ ที่เมื่อแปรรูปรัฐวิสาหกิจแล้ว
สาธารณูปโภคต่าง ๆ ที่เคยมีไว้บริการประชาชนในราคาถูก กลับมีราคาสูงขึ้นเกินกว่า
250 % เมื่อเป็นดังนี้เราจึงต้องทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ประเทศไทย
ต้องล่มสลายเหมือนกับประเทศที่กล่าวมา